๔๖.
พรหมวิหาร ๔ คุมศีล
ต่อนี้ไปขอทุกท่านตั้งใจเจริญสมาธิจิต
คำว่าสมาธิแปลว่าการตั้งใจมั่น คำว่าตั้งใจมั่นว่ากันตามประสาปกติก็ตั้งใจธรรมดา
คือจับอารมณ์ไว้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสำคัญ
การเจริญพระกรรมฐานมีความสำคัญคือที่ฌานสมาบัติ ทีนี้เรื่องของฌานสมาบัติ การที่จะก้าวเกินไปคิดว่าฌานสำคัญอย่างยิ่งมันก็ไม่ได้
ก่อนที่เราจะเข้ามาถึงฌานนั่นก็คือ ต้องระมัดระวังศีลให้มาก
อย่าเป็นผู้บกพร่องในศีล
ถ้าเราเป็นผู้บกพร่องในศีลก็ชื่อว่าเราจะหาสมาธิจิตในฌานสมาบัติไม่ได้เลย
ยิ่งวิปัสสนาญาณด้วยแล้วยิ่งแล้วกันใหญ่เพราะการใช้ปัญญาผู้ที่มีจิตเข้าถึงวิปัสสนาญาณเป็นผู้มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง
ตามความเป็นจริง นี่การที่รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง
ยอมรับนับถือความเป็นจริงเขาไม่มีศีลขาด ไม่บกพร่องในศีล ซึ่งปัญญาไม่ได้
คนที่บกพร่องในศีลจะถือว่าเป็นผู้มีปัญญาไม่ได้ โดยคนที่บกพร่องในศีลจะหาว่าจิตทรงไว้
ถ้าเราระลึกนึกถึงอยู่ว่า ศีลสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ มีอะไรบ้าง
เรามีความระมัดระวังไม่ยอมละเมิดศีล ไม่ยอมให้ศีลบกพร่องตั้งใจควบคุมศีลไว้ด้วยดี
อย่างนี้เขาเรียกว่าศีลานุสสติกรรมฐานจิตเองก็เป็นฌาน ฌานโดยอำนาจของศีล
ถ้าศีลของเราบกพร่องก็แสดงว่าอารมณ์ใจของเราเลวเกินไป
เมื่ออารมณ์เลวอารมณ์ชั่วแม้แต่ศีลซึ่งหยาบกว่าสมาธิเรายังทรงไม่ได้
เราจะเอาสมาธิมาจากไหน ฉะนั้นการเจริญพระกรรมฐานความสำคัญอันดับต้นก็คือศีล
ต้องทรงไว้
การที่จะทรงศีลไว้จะทำอย่างไร ก็ต้องมีพรหมวิหาร ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเมตตาความรัก
กรุณาความสงสาร มุทิตาไม่อิจฉาริษยาใคร พลอยยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี
อุเบกขามีอารมณ์วางเฉยตามกฎของกรรม อะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ทำใจให้เร่าร้อน
เพราะอะไร เพราะเรามีศีลบริสุทธิ์ มันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน
ศีลย่อมไม่ยังบุคคลให้เดือนร้อน ตายแล้วไม่ได้รับความลำบาก การที่จะมีศีลได้ก็ต้องมีพรหมวิหาร
๔ การเป็นคนไม่นั่งนิ่งดูดายใช้เป็นเครื่องสังเกต ใครเขาทำอะไรเราก็มีจิตเมตตา
กรุณา มีความรัก มีความสงสาร
สิ่งใดที่ไม่เกินวิสัยที่เราจะช่วยได้ เราก็ช่วย
สิ่งใดที่ไม่เกินวิสัยที่เราจะแนะนำได้เราก็แนะนำ นี้ด้วยอำนาจพรหมวิหาร ๔ จะสังเกตว่าคนที่มีพรหมวิหาร
๔ ไม่มีอาการนิ่งดูดาย ไม่มองเห็นความทุกข์ของบุคคลอื่นเป็นกีฬาของเรา
มีจิตใจใคร่อยู่เสมอที่จะเกื้อกูลบุคคลอื่นให้มีความสุข
นี้เป็นเครื่องสังเกตใจเรานะ ใจบุคคลอื่นเขาเป็นอย่างไรก็ช่างเขา
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเป็นผู้เตือนตนด้วยตนเอง
ที่เราจะใช้มหาสติปัฏฐานสูตร เราก็ใช้จิตเป็นตัวยืน เรายืนตรงไหนล่ะ
เวลานี้เราก็มายืนอยู่ที่ตรงพรหมวิหาร ๔ วันทั้งวัน เราเคยอยากจะไปฆ่าใครเขาไหม
อยากจะไปประทุษร้ายเขาไหม อยากจะลักทรัพย์ลักขโมยของเขาไหม อย่างนี้เป็นต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆราวาสก็ควบคุมก็ควบคุมด้วยศีลห้าหรือศีล ๘ สามเณรควบคุมในศีล ๑๐
พระควบคุมในศีล ๒๒๗ แต่ความจริงศีล ๒๒๗ นี้ ยังไม่ครบถ้วน สำหรับพระ
อภิสมาจารย์มีมากกว่านั้น จะต้องระมัดระวังจริยาให้มาก
นี่ถ้าเราไม่แน่ใจว่าเราจะมีศีลบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ก็เอานวโกวาทไปนั่งอ่านไว้เสมอ
จะได้รู้ว่าอะไรมันเป็นศีลสำหรับพระ อย่าให้บกพร่องในศีล
ความบกพร่องในศีลไม่มีเราก็ทราบได้ว่า เราต้องเป็นผู้ทรงพรหมวิหาร ๔ การที่จะทรงพรหมวิหาร
๔ ครบถ้วนหรือไม่ก็ต้องอาศัยพิจารณาจิตของตัวเอง ในจิตตานุปัสสนา
ท่านว่าอย่างไรก็ช่าง ท่านว่าเราเอาใจจับทรงไว้ซึ่งพรหมวิหาร ๔ และศีลให้บริสุทธิ์
วันทั้งวัน คืนทั้งคืน ใคร่ครวญอยู่เสมอ ถึงศีลของเรา
ในเมื่อเราใคร่ครวญแบบนั้นแล้วศีลมันก็ไม่ไปไหน
อย่าใช้คำว่าไม่เป็นไร เอะอะอะไรนิดอะไรหน่อยนักปริยัติเขาสอนกันอย่างนั้น
อาบัติทุกกฏไม่เป็นไร อาบัติปาจิตตีย์ไม่เป็นไร ตัวมันเล็ก
อาบัตินิสสัคคีย์ดีไม่เป็นไร หนักๆเข้าก็อาบัติสังฆาทิเสสไม่เป็นไร
ผลที่สุดอาบัติปาราชิกก็ไม่เป็นไร นี่ถ้ามันเสียน้อยได้มันก็เสียใหญ่ได้
เพราะใจมันด้านใจมันกำเริบ ถ้าเสียแบบนั้นเราก็ไปอบายภูมิ เสียทีที่เกิดมาเป็นคน
เวลานี้เรามีสภาวะดีกว่าสัตว์ในนรก ดีกว่าเปรตดีกว่าอสูรกาย ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน
เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีความอยู่เป็นสุขเลือกอาหารการบริโภคได้
เลือกผ้านุ่งห่มผ้าได้ เลือกสถานที่อยู่ได้ที่นี่มันหนาวจัดก็ไปแอบที่โน่น
มันหนาวหนักๆ เข้ามันทนไม่ไหวก็เอาผ้าใบไปขึงก็ยังทำได้ สัตว์ทำไม่ได้ นรกในอบายภูมิทั้งหมดทำไม่ได้
ถ้าเราบกพร่องในศีลก็ไปที่ไหนล่ะ เราก็ต้องกลับไปเกิดในนรก
เป็นอันว่าถอยหลังเข้าคลอง ไม่ได้เรื่อง เพราะกว่าจะมาเป็นมนุษย์ได้ก็แสนยาก
ฉะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราพบพระพุทธศาสนาแล้วก็มาบวชเป็นพระด้วย
การบวชนี่ได้กำไรมาก ถ้าบวชไม่ดีก็ขาดทุนมาก เราก็ตั้งหน้าตั้งตาไว้
เสมอว่าเราจะไม่ยอมถอยหลังไปไหน ถอยหลัง
ถอยหลังกลับไปเป็นเปรตเป็นอสูรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เราเป็นมนุษย์แล้วอย่างเลวที่สุด เราตายแล้วเราก็ควรจะเป็นเทวดา
ถ้าเป็นเทวดาแล้วหมดสภาวะเทวดา อย่างเลวที่สุดเราก็ควรจะเป็นพรหม
เมื่อเป็นพรหมแล้วหมดสภาวะเป็นพรหม ทีนี้ไม่มีทางเลวแล้ว ไม่มีทางจะลดไปไหนอีก
นอกจากพระนิพพาน หรือมิฉะนั้นเราเกิดมาเป็นคนพบพระพุทธศาสนา
ตายจากความเป็นคนไปเป็นพรหม หรือไม่เอา ตายจากความเป็นคนไปพระนิพพานเลย
โอกาสมีสำหรับเราทุกอย่าง
เมื่อโอกาสประเภทนี้จะมีได้อันดับแรกจะต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ก่อน
การทรงศีลบริสุทธิ์ นึกถึงศีลเป็นปกติ นึกไว้เสมอจนอารมณ์ขึ้น
เรื่องของศีลไม่ต้องระมัดระวัง
คำว่าไม่ต้องระมัดระวังไม่ได้หมายความว่าจะขาดก็ช่างมัน คือมันคุมเสียจนเป็นปกติ
ไม่มีอะไรจะเป็นที่น่าหนักใจ ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวล
เพราะว่าเราไม่ละเมิดในศีลแน่นอน อารมณ์ใจเป็นอัตโนมัติ
สิ่งใดที่จะพลาดจากศีลใจไม่ยอมทำ อย่างนี้เรียกว่าเข้าถึงจิตตานุปัสสนา
มหาสติปัฏฐานสูตรในบทว่า อัตตนา โจทยัตตานัง เราเตือนตนด้วยตนเอง
การทรงศีลบริสุทธิ์จิตมั่นอยู่ในศีลท่านเรียกว่าฌาน จิตจะไปอย่างไรก็ช่าง
ใครจะไปเหนือไปใต้อย่างไรก็ช่าง เราควบคุมศีลไว้เป็นปกติมีศีลเป็นอารมณ์
ระมัดระวังศีลเป็นปกติ จนกระทั่งเป็นอัตโนมัติของจิต
จิตไม่เคลื่อนไหวไม่เคลื่อนไปจากศีลมีอารมณ์สบาย อย่างนี้เป็นอารมณ์ฌาน
คำว่าฌานก็หมายความว่าจิตทรงอยู่ ญานัง เรียกว่า การเพ่ง แต่คำว่าเพ่งในที่นี้
ไม่ได้หมายความว่าจ้องอยู่เป๋งไม่ใช่อย่างนั้น คือมีอารมณ์ทรงคุมศีลอยู่เป็นปกติ
อันนี้แหละเป็นฌาน
เพ่งก็หมายความว่าตั้งจิตไว้เฉพาะในอารมณ์ของศีลศีลานุสสตินี้พูดตามปกติมันก็ฌานสูงไม่ได้
ใช้เป็นเครื่องพิจารณา ได้เป็นแต่เพียงอุปจารสมาธิ ถ้าเราจะทำให้เป็นฌานสมาบัติเบื้องสูง
ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป เวลายามว่างตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า
เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก แล้วภาวนาว่า ศีลัง เฉยๆ แบบนี้ คือเอาเสียงจับที่คำว่าศีลเป็นเครื่องผูกใจ
จับลมหายใจเข้าออก ศีลานุสสติ หรือศีลังอะไรก็ได้นะ ให้ใช้คำว่าศีลก็แล้วกัน
จิตไปจับลมหายใจเข้าออกรู้หายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า อย่างนี้เป็นต้น
จนกระทั่งจิตของเราเข้าสู่ระดับของฌาน คือไม่รำคาญเสียงภายนอก หูได้ยินเสียง
ไม่รำคาญเสียงภายนอก อย่างนี้เป็นปฐมฌาน นี่ต้องรู้จักดัดแปลงนะ
ดัดแปลงให้เป็นอารมณ์
ความจริงศีลานุสสติกรรมฐานนี้เราพูดกันมาแล้ว
ต่อนี้เราจะมาย้ำกันเรื่องฌานสมาบัติทุกองค์ต้องระมัดระวังกันด้วยฌานสมาบัติให้มาก
เพราะอะไร
เพราะว่าถ้าเราขาดฌานสมาบัติอย่างเดียว
ศีลมันก็ไม่บริสุทธิ์ถ้าใจมันโยกโคลงวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นไม่ได้เลย
ที่เขาสอนกันบอกว่าไม่เจริญสมถะแต่เจริญวิปัสสนาเลยพัง คือพังเพราะสมถะไม่สำคัญ
พระพุทธเจ้าก็ไม่สอน ที่เรียนลัดตามแบบ ก็แสดงว่าอวดตัวดีกว่าพระพุทธเจ้า
รวมกับพระพุทธเจ้าไม่ได้ต้องไปรวมอยู่กับพระเทวทัต หมดเรื่องกัน
ในอันดับแรกทุกท่านให้ระมัดระวังสมาบัติเป็นสำคัญ
ทรงอารมณ์จิตให้บริสุทธิ์นี้กรรมฐานทั่วไป เราก็สอนกันมาแล้ว
ทีนี้เตือนเก็บเล็กเก็บน้อยเท่านั้น ระมัดระวังในตอนต้น ระมัดระวังในพรหมวิหาร ๔ ให้ทรงไว้เป็นปกติ
ถ้ามีพรหมวิหาร ๔ แล้วเราก็นอนตาหลับ เพราะอะไร ศีลไม่ขาด สมาธิก็ทรงตั้งมั่นไว้ดี
ทีนี้ฌานเป็นปกติ จะไปหยิบที่วิปัสสนาญาณมันก็ง่าย อารมณ์ใจมีความสบาย
อันนี้การที่จะเป็นคนถอยหลัง มันถอยได้ตรงไหนล่ะ จะไปเป็นสัตว์นรกรึ
เขาก็ไม่เอาหรอก หรือจะเป็นเปรตเขาก็ไม่ต้องการ จะไปเป็นอสุรกายเขาก็ไล่ไม่ให้เป็น
จะเป็นสัตว์เดรัจฉานเขาก็ไม่เอา
ถ้าพรหมวิหารของเราเบาไปหน่อย ถ้าเกิดเป็นคนก็มีรูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม
ทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์หมดไม่มีอะไรบกพร่องได้เกิดเป็นคน
แต่ความจริงการกลับมาเกิดมาเป็นคนอีกที ก็ว่ามันซวยเหมือนกัน
เราตายแบบคนเกิดเป็นคนมันก็ไม่ไหว แสดงว่าเราไม่ก้าวหน้าเป็นคนยืนอยู่เฉยๆ
หยุดอยู่เฉยๆ ก็มีอาการถอยหลังมา ก็ไม่เกิดประโยชน์อย่างนั้นเราก็ควรจะเป็นเทวดา
เทวดาเป็นอย่างไง เทวดาทั้งว่าต้องมีหิริและโอตตัปปะ คุณธรรม ๒ ประการของเทวดา
อันนี้เรามีพรหมวิหาร ๔ พรหมวิหาร ๔ ก็ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ
เพราะไม่ทำความชั่ว เมื่อพรหมวิหาร ๔ มีอยู่
ความชั่วก็ไม่เกิดเราระมัดระวังศีลบริสุทธิ์ แสดงว่าเราอายความชั่วคือการศีลขาด
แล้วผลของความชั่วที่ให้ผล ถ้าเมื่อศีลขาดแล้วผลร้ายมันจะเกิดความเร่าร้อนของใจ
นี้แสดงว่าเราก็มีหิริและโอตตัปปะครบถ้วนเราก็เป็นเทวดาได้
แต่ผมก็ยังว่าต่อไปอีก ถ้าเป็นเทวดาปุถุชน ผมก็ว่าใช้ไม่ได้ เพราะอะไร
เพราะว่าการเป็นเทวดาปุถุชนนี้ เมื่อหมดสภาวะจากเทวดาก็กลับลงมาเป็นคนต้อกแต้กๆ
มันก็เอาดีไม่ได้เหมือนกัน คือความดีที่ควรจะได้มันควรจะมากไปกว่านั้น เพราะอะไร
เพราะศาสนาขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์เวลานี้ก็ครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าอย่างเลวที่สุดได้ไปเป็นเทวดาก็ควรเป็นเทวดาพระอริยะเจ้า
เพราะอะไรพระอริยะเจ้าก็มีศีลบริสุทธิ์ มีสรณคมน์ครบถ้วน คือมีความเคารพในพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์
ไม่ฝ่าฝืนคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีศีลครบถ้วน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
ไม่มีอะไรเป็นของยากลำบาก ฉะนั้นถ้าเราเกิดมาเป็นคนพบพระพุทธศาสนา
ตายแล้วเป็นเทวดาปุถุชนแล้วระยำเต็มที เป็นคนเอาดีไม่ได้ เป็นคนยืนทรงตัวอยู่
เสียดายที่มาพบพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมครู ถ้าเราพูดกันเท่านี้
ต่อไปก็ตั้งใจทรงอารมณ์ให้แน่นอนกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกให้ทรงอยู่ พยายามรักษาเวลาให้นานเท่าที่จะนานได้
แล้วใช้คำภาวนา หายใจเข้านึกว่าพุท หายใจออกนึกว่าโธ ใครจะภาวนาว่าอะไรยังไงไม่ว่า
เพราะคำภาวนานี่เป็นของโยงจิตเท่านั้น
แต่ว่าระมัดระวังให้รักษาภาวนากับคำภาวนาและการรู้ลมหายใจเข้าออกให้ทรงตัว
ถ้าภาวนาไปๆ จิตใจชุ่มชื่น ภาวนาขาดหายไปเอง ใจสบายอันนี้ไม่ต้องรีบภาวนา
เพราะเป็นฌานที่ ๒
ต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย
จนกว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณบอกหมดเวลา