๔๕. วิปัสสนาญาณ
วันนี้ขอเริ่มที่จุดวิปัสสนาภาวนาเป็นแบบง่ายๆ แต่การเจริญพระกรรมฐาน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายขออย่าทำแต่แค่เป็นอุปนิสัย ถ้าคิดอย่างนี้ก็ขาดทุนเกินไป การเจริญพระกรรมฐานเราต้องมุ่งหาจุดหมายปลายทาง คือพระนิพพาน เป็นที่ไป ความจริงการไปพระนิพพานเป็นของไม่ยาก เว้นไว้แต่ว่าไม่มีใครอยากไปเท่านั้น เพราะว่าการไปพระนิพพานก็คือทำจิตให้บริสุทธิ์ ทำกาย วาจา ทั้ง ๒ ประการให้บริสุทธิ์ เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้ว กาย วาจา ทั้ง ๒ ประการมันก็บริสุทธิ์ด้วย ความมีจิตบริสุทธิ์เป็นของเยือกเย็น ในชาติปัจจุบัน จะมีความสุขในชาตินี้ ถ้าชาตินี้มีความสุข ชาติหน้าก็มีความสุข หรือว่า เราทำเดี๋ยวนี้ให้มีความสุข โดยการไม่นึกถึงอกุศลกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ขึ้นชื่อว่าอกุศลทั้งหมดเราไม่ยอมนึกถึง และก็ไม่ยอมปฏิบัติ
อกุศล แปลว่าไม่ฉลาด คนไม่ฉลาด คือคนโง่ กุศล แปลว่าฉลาด คนประเภทใดขึ้นชื่อว่าฉลาด คนประเภทใดที่ว่าไม่ฉลาด คนประเภทใดที่มีอารมณ์จิต คิดจะพูด คิดจะทำ ให้คนอื่นเขาเร่าร้อนมีความทุกข์ คนประเภทนี้เป็นคนไม่ฉลาด เพราะเมื่อทำให้เขาเร่าร้อนแล้ว เราจะมีความสุขได้อย่างไร เราก็ต้องเร่าร้อนไปด้วย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ไหว้จะได้ไหว้ตอบ ผู้บูชาจะได้บูชาตอบ ถ้าเราด่าเขา เขาก็ด่าตอบ เราแช่งเขา เขาก็แช่งตอบ เรานินทาเขา เขาก็นินทาตอบ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราไม่ชอบใจ แต่ว่าเราทำไมจึงทำให้เขา ทำเพื่อเขา มันก็ย้อนมาถึงตัวเรา นี่เป็นของธรรมดา นี่คนที่ทำแบบนี้เป็นคนไม่ฉลาด คนที่ฉลาดแล้วก็ต้องยกเว้นโทษที่จะพึงทำให้บุคคลอื่นเร่าร้อน เราก็ไม่ทำแบบนั้น เราทำเพื่อความสุขของบุคคลอื่น ความสุขมันก็สะท้อนย้อนมาหาตัวเรา
คือการที่เราจะทำความสุขให้เกิดกับตัวเราหรือเกิดกับบุคคลอื่น มันก็เป็นของไม่ยาก สิ่งใดที่เราไม่ชอบ เราจงอย่าทำแก่บุคคลอื่น เช่น หนึ่งทรัพย์สินของเราที่มีอยู่ เราไม่ต้องการให้ใครมาลักมาขโมยของเรา เราก็อย่าไปลักไปขโมยของๆ เขา ประการที่สองร่างกายของเรา เราไม่ต้องการให้ใครมาประทุษร้าย ไม่ต้องการให้ใครเขามาเข่นฆ่า เราก็จงอย่าทำแบบนั้น ประการที่ ๓ ความมามีชีวิตเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ เพราะเราไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง แค่นี้จิตใจเราก็เป็นสุข นี่การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำเพื่อพระนิพพาน ดูเป็นของไม่ยาก เราทำเพื่อความสุขของเรา แต่โปรดจงอย่าให้โทษแก่บุคคลอื่น ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว เราก็เป็นสุข บุคคลอื่นเขาก็เป็นสุข
การก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน พระพุทธเจ้าบอกว่าจงละสักกายทิฏฐิเสีย สักกายทิฏฐิก็คือ การถือว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา เมื่ออารมณ์อย่างนี้มันโกหกตัวเอง ถ้าเราช่วยกันนั่งคิด ลองนั่งคิดดูว่าคนที่เกิดมาในโลกน่ะ คนที่ไม่ตายมีไหม เพราะว่าสัตว์ที่เกิดมาในโลกทั้งหมดที่ไม่ตายจริงๆ มีไหม หรืออยู่ไปชั่วฟ้าดินสลาย โลกทรงอยู่ตลอดไป เขาก็ทรงอยู่ตราบนั้น โลกสลายไปแล้วเขาก็ไม่ตายมีไหม เรื่องนี้ไม่เห็นต้องน่าอธิบาย มันไม่มี
คำว่าตายนี่อะไรมันตาย ร่างกายมันพัง มันสิ้นลมปราณ ธาตุสี่มันไม่สามัคคีกัน ธาตุลมหนีไป ธาตุไฟก็ตามไปทีหลัง เหลือแต่ธาตุน้ำกับธาตุดิน ดินไม่มีไฟก็ไม่มีความอุ่นช่วย เหลือแต่น้ำ น้ำก็ละลายดิน ร่างกายก็พัง เพราะว่าร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุสี่ ร่างกายนี้สร้างขึ้นด้วยอะไร สร้างขึ้นด้วยธาตุสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ
ธาตุน้ำ ได้แก่ น้ำปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำลาย ที่มีการสร้างความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย นี่เรียกว่า ธาตุน้ำ
ธาตุดิน ได้แก่ของแข็ง มีหนัง มีเนื้อ มีกระดูก เป็นต้น
ธาตุลม ได้แก่ลมหายใจ หรือลมพัดไปในร่างกาย
ธาตุไฟ ได้แก่ความอบอุ่นในร่างกาย
ร่างกายเป็นธาตุสี่รวมกันเข้าเป็นเรือนร่าง เราคือจิตเข้ามาอาศัยอยู่ในเรือนกายนี้ เมื่อร่างกายนี้จะไม่ทรงสภาพ มันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น ร่างกายดีสมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นเด็กเนื้อหนังเต่งตึง เป็นหนุ่มเป็นสาวเนื้อหนังมันก็เปล่งปลั่งตึง พอโรยลงมาจากความเป็นหนุ่มเป็นสาวเริ่มหย่อนแล้ว เนื้อก็น้อยไปนิดหนังก็ย่นลงมา คือสภาพต่างๆ ที่เคยเปล่งปลั่งสูญหายไปหมด เหลือแต่ความเหี่ยวแห้ง หูที่เคยฟังอะไรชัด ก็ชักจะฟังอะไรไม่ชัด สายตาที่เคยยาวกลับสั้น ฟันที่เคยดีมันกลับหัก เนื้อหนังมันก็ย่นยู่ยี่ ร่างกายที่มีความแข็งแรงก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นคนอ่อนแอ สัญญาความจำก็เลอะเลือน นี่สภาพความจริงของร่างกาย ที่มันมีความไม่เที่ยง ในเมื่อมันไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์มันก็เกิด เพราะเราต้องการให้มันเปล่งปลั่ง มันไม่เปล่งปลั่ง ดีไม่ดีก็ย่องเข้าไปในร้านเสริมสวย หนังย่นก็ไปดึงหน้า หนังหน้าหนังเนื้ออะไรๆ ก็ตามมันจะตึงได้ก็ชั่วขณะ เวลาเขาปรับปรุงให้ก็ชื่อว่าทำให้เกิดความเจ็บ ต้องเสียอวัยวะบางส่วนบางชิ้นไป เสียไม่มากก็เสียน้อยมันก็เสีย การเสียอย่างนี้เป็นความทุกข์ เสียส่วนใดส่วนหนึ่งก็อวัยวะ มันก็ต้องเสียแรงงานแสวงหาทรัพย์สินมา เอาไปแลกกับความสวยสดงดงามที่มันไม่จริง นี่เรียกว่า เราไม่ยอมรับกฎของความจริง คิดอยู่เสมอว่าร่างกายมันจะทรงตัว ร่างกายจะเปล่งปลั่ง ร่างกายจะแข็งแรงมีความสวยสดงดงามอยู่เป็นปกติ
เราลืมนึกถึงความจริงว่ามันทรงอยู่ไม่ได้ ในเมื่อสภาวะของร่างกายทรุดโทรมแบบนี้ก็ยังไม่พอ ในที่สุดมันก็พัง สลายตัวและสิ่งเหล่านี้เราห้ามมันไม่ได้ เราเป็นหนุ่มเป็นสาวเราไม่ต้องการให้มันแก่ มันห้ามได้หรือเปล่า มันก็ห้ามไม่ได้ เราเกิดมาต้องการความสมบูรณ์ของร่างกาย ไม่ต้องการความป่วยไข้ไม่สบายห้ามได้หรือไม่ เราไม่ใช่หมอ ห้ามไม่ได้ แม้แต่หมอเองก็ห้ามไม่ได้ หมอก็แก่ หมอก็ป่วย หมอก็ตาย ไม่มีใครห้ามได้ ในที่สุดเมื่อความตายมันจะเข้ามาถึง เราห้ามได้หรือเปล่า เราห้ามไม่ได้
เมื่อรู้ว่าห้ามไม่ได้อย่างนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จริงหรือไม่จริงลองคิดดู ถ้าเป็นเราจริง เป็นของเราจริง เราต้องห้ามมันได้ นี่มันไม่ยอมเชื่อฟังเราด้วยประการทั้งปวง ก็ชื่อว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไปเมามันเพื่อประโยชน์อะไร คำว่าเราก็คือจิตที่สถิตอาศัยอยู่ในร่างกาย ถ้าจะพูดกันให้ตรงละก็เรียกว่า อทิสมานกาย เป็นกายที่ไม่ได้ประกอบไปด้วยธาตุสี่ จัดเป็นนามธรรมอย่างนี้ ถ้าได้ทิพพจักขุญาณ เราจะเห็นนามธรรม คือ อทิสมานกาย กายที่มาสิงอยู่ในกายเนื้อได้อย่างชัดเจน คือพระพุทธเจ้าท่านได้อารมณ์อย่างนี้ ท่านมีทิพพจักขุญาณท่านทรงทราบ พระอรหันต์ตั้งแต่วิชชาสามขึ้นไปท่านทราบ ท่านจึงไม่หลงอยู่ในร่างกาย คือ การที่ไม่หลงอยู่ในร่างกายเราทำอย่างไร ก็ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง คิดไว้เสมอว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราไม่ยอมยึดถือว่าร่างกายเป็นที่พำนักพักพิงตลอดกาลตลอดสมัย คือมีความรู้สึกว่า ร่างกายเป็นบ้านเช่าชั่วคราวเท่านั้น ในเมื่อมันพังแล้วเราก็ต้องตาย
ทีนี้ตายแล้วจะไปไหน ถ้าไปเกิดเป็นคนก็ตกอยู่ในสภาพแบบนี้อีก ดีไม่ดีถ้าสร้างความชั่วละเมิดศีลห้าประการ จิตประกอบด้วยความคิดริษยาบุคคลอื่น มันก็ไม่เกิดเป็นคนไปเกิดเป็นสัตว์นรก พ้นจากความเป็นสัตว์นรกก็มาเกิดเป็นเปรตอสุรกาย พ้นจากความเป็นเปรตมาเป็นอสุรกาย พ้นจากความเป็นอสุรกายมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน พ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉานมาเกิดเป็นคนก็จะหาความเป็นคนสมบูรณ์บริบูรณ์ย่อมไม่ได้ นี่ถ้าเผลอไปหน่อยเดียวเราก็จะไปอบายภูมิก็ไม่เป็นของดี ถ้าเราทำความดีน้อยไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม เมื่อหมดบุญแล้วก็ต้องกลับมาเกิดอีก ถ้าเกิดมาเป็นคนมันก็ต้องทุกข์แบบนี้ ถ้าเกิดในอบายภูมิก็ต้องทุกข์มาก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงสอนให้ตัดความเกิดเสียเลย อย่าเกิดเลย เป็นคนก็ไม่เกิด เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ไม่เกิด เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกายก็ไม่เกิด เกิดเป็นเทวดาก็ไม่เกิด เป็นพรหมก็ไม่เกิด ไปไหน ไปนิพพาน
นิพพานอยู่ที่ไหน นิพพานอยู่ที่ความบริสุทธิ์ พอจิตเราเข้าถึงความบริสุทธิ์เมื่อไร เราก็ชื่อว่าเราเข้าถึงนิพพานเมื่อนั้น คำว่า นิพพะ แปลว่า ดับ คือ ดับจากความชั่ว ความชั่วทุกอย่างย่อมไม่มีในจิตของเรา เมื่อความชั่วไม่มีในจิตใจของเราเมื่อไร เราก็เข้าถึงพระนิพพานเมื่อนั้น นี่การก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน เราต้องก้าวสั้นๆ ก่อน จับหัวหาดยึดถือต้นทางไว้ให้ได้เสียก่อน นั่นก็คือการเป็นพระโสดา เรียกว่าพระโสดาบัน ความจริง พระโสดาบันนี่ไม่มีอะไรมาก ของง่ายๆ ความจริงเราจะหุงข้าวกินยังจะยากเสียกว่าอีก ถ้าเราเป็นคนมีความฉลาด มีจิตเป็นกุศล องค์ของพระโสดาบันมีอยู่ ๓-๔ อย่างด้วยกัน ๔ อย่างรวมกันแล้วเป็น ๒ อย่าง
๑. ความเคารพในพระพุทธเจ้า
๒. เคารพในพระธรรม
๓. เคารพในพระสงฆ์ ไม่เห็นมีอะไร
๔. รักษาศีลห้าเป็นปกติ คือ เป็นสมุจเฉท ไม่ยอมละเมิดศีลห้า
พระโสดาบันนี่ง่าย ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก เพราะอะไร พระพุทธเจ้า ทรงยกย่อง
ว่าเป็นผู้เข้าถึงกระแสของพระนิพพาน เพราะว่าผู้ตัดอบายภูมิเสียได้แล้ว ถ้าถึงพระโสดาบันแล้วก็ต้องไม่เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรตอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ความเกิดของเราวนไปเวียนมาระหว่างสวรรค์กับพรหมกับมนุษย์เท่านั้น มีขอบเขตจำกัด นี่การจะเป็นพระโสดาบันกล่าวโดยย่อ ทำง่ายๆ คิดอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย คิดไว้ว่าเราจะต้องแก่ เราจะต้องป่วย เราจะต้องถูกนินทาว่าร้าย หรือถูกสรรเสริญเยินยอ ทรัพย์ที่มีไว้เฉพาะเพื่อตนมันจะต้องพลัดพรากจากไป เมื่อเราตายแล้วหรืออยู่ก็ตาม สักวันหนึ่งข้างหน้ามันกับเราจะต้องพลัดพรากจากกัน รู้ตัวแบบนี้ เราคิดว่าเราต้องตายแน่ และความตายนี้อย่าคิดว่ากี่ปีตาย ต้องคิดว่าตายเดี๋ยวนี้ ต่อไปก็รวบรวมความดีเข้าไว้ว่า ร่างกายนี้จะพัง มันไม่เป็นเรื่องแล้ว รอไม่ได้ มันอาจจะพังเดี๋ยวนี้ก็ได้ รวบรัดตัดสินใจเข้ามานึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เกิดตายเมื่อไรก็ช่างมัน ตายเมื่อไรฉันจะเลิกเกิดเมื่อนั้น แต่ก่อนที่จะเลิกเกิด มันจะเลิกเกิดได้หรือไม่ก็ตาม ฉันจะยึดหัวหาดไว้ให้ได้เสียก่อน นั่นคือ พระโสดาบัน
ทำอย่างไร เราก็ต้องตั้งใจมีความเคารพในพระพุทธคุณ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์คือพระปกติ ไม่ใช่พระเดินขบวน พวกนั้นไม่ใช่พระ เป็นเปรตเป็นสัตว์นรกมาเกิด นิสัยของสัตว์นรกเกิดมาใช้ไม่ได้ ทำให้ศาสนาบรรลัย พระ, นักบวชประเภทนี้ ถ้าเราไปไหว้เราก็เป็นเปรตด้วย เพราะจริยาเขาเสีย เมื่อเรายอมรับความเสียของเขา เราก็เสียด้วย การเคารพพระสงฆ์ควรจะนึกเอาพระอริยเจ้าเป็นสำคัญ เรายกมือไหว้นักบวช เราถือว่าเราไหว้พระอริยสงฆ์ ถ้าท่านผู้นั้นไม่บริสุทธิ์ก็เชิญเสด็จลงนรกไปเอง เพราะยอมให้ชาวบ้านเขาไหว้ นั่นเป็นเรื่องของท่านไม่ใช่เรื่องของเรา นี่เนื้อบุญต้องเลือก
ต้องทำอย่างท่านอนาถบิณฑิกคหบดีที่ทรมานพระสุธรรมเถร เพราะพระสุธรรมเถรมีความอิจฉาริษยาพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร เมื่อพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรมาสู่สำนักของตัว ตัวอยู่ตามลำพังมีชาวบ้านเขาเคารพนับถือ เพราะอยู่ในป่าไม่มีพระอื่น แต่ความจริงท่านเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก พอพระสารีบุตรเข้าไปเทศน์ ทั้งคนทั้งเทวดาแซ่ซ้องสรรเสริญกันอย่างหนัก เพราะอะไร เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเทศน์แบบท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะอาศัยเหตุนี้เองพระสุธรรมเถรจึงอิจฉาริษยาพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร เมื่อตอนเช้าตื่นขึ้นเช้ามืด ตี ๔ ตีระฆัง ตีแรงกลัวท่านทั้ง ๒ องค์จะตื่น จะแกล้งว่าตอนเช้าจะไม่ยอมชวนไปบิณฑบาต ให้อดตายเสีย เอาเล็บค่อยๆ เคาะระฆังน้อยๆ ฟังใกล้ๆ ยังไม่ค่อยได้ยิน เวลาตีระฆังเสร็จแล้วมากวาดลานวัด ค่อยๆ กวาดเกรงว่าเสียงจะดัง พระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรจะตื่น ท่าน ๒ องค์ ท่านเป็นพระอรหันต์ท่านเป็นปฏิสัมภิทาญาณ ท่านทราบจิต ท่านแกล้งนอนนิ่ง เช้าท่านสุธรรมเถรไปบิณฑบาต ท่านอนาถบิณฑิกคหบดี เจ้าของบ้านทำอาหารเพื่อถวายพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร เมื่อท่านไปเขาก็ถามว่าท่านพระโมคคัลลาน์พระสารีบุตรไม่มาหรือ พระสุธรรมเถรก็ตอบว่า พระอะไรแบบนั้นตอนเช้ามืดตีระฆังหูจะแตกไม่ตื่น ไม่ได้ยิน แล้วก็ไม่ตื่น ตีระฆังแล้วกวาดลานวัดดังหูจะแตกก็ไม่ตื่น ตอนสายป่านนี้ก็ยังไม่ตื่น จึงได้มาบิณฑบาตแต่ผู้เดียว ท่านอนาถบิณฑิกคหบดีก็บอกว่า ถ้าท่านไม่มาแล้วก็จะนำอาหารไปถวายท่าน ท่านสุธรรมเถรไม่พอใจเข้าไปดูอาหาร ถามท่านคหบดี ทุกสิ่งทุกอย่างมีหมด แต่ขนมแตกงายังไม่มี ทำไมไม่ทำไปด้วยล่ะ ท่านคหบดีทราบว่าพระสุธรรมเถรประชดจึงได้อัปเปหิกลับออกไปจากบ้าน ว่าพระอย่างท่านเราไม่ยอมนับถือ แล้วเราก็จะไม่ให้อะไรกิน จงไปหาที่อื่น แล้วเขาก็นำของไปถวายพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร
นี่ท่านอนาถบิณฑิคหบดี ท่านเป็นพระอนาคามี ดีกว่าสุธรรมเถร สำหรับฆราวาส พระอริยเจ้าย่อมบูชาพระสงฆ์เฉพาะแต่พระที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่สักแต่ว่าห่มผ้าเหลืองโกนหัวแล้วก็บูชา เวลาที่เราถวายความเคารพให้พระพุทธเจ้านี่ไม่ต้องเลือก พระพุทธเจ้าดีแน่ ถวายความเคารพในพระธรรมก็คือเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอน ว่าเกิดมาร่างกายเป็นอนิจจังเป็นของไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความสลายตัวไปในที่สุด ยอมรับนับถือปฏิบัติศีลห้าให้ครบ เพราะว่าการละเมิดศีลห้าเป็นการทำลายความสุขของตนและของผู้อื่น เป็นการสร้างความลำบากยากแค้นให้แก่คนอื่น เราไม่เอา การเคารพในพระสงฆ์ต้องเลือกเนื้อนาบุญ พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ปุญญักเขตตัง พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก ถ้าไปโดนนาดอนเข้าข้าวมันก็ม้านหมด ถ้าไปโดนนาลุ่มข้าวก็จมน้ำ ต้องเลือกนาที่พอเหมาะพอดี นี่การเคารพพระสงฆ์ในศาสนาของพระชินสีห์ พระพุทธเจ้าให้เลือกบูชาเฉพาะพระอริยเจ้า ถ้าท่านผู้นั้นไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้าก็เลือกบูชาเฉพาะพระที่มีความเคารพในพระธรรมวินัย ไม่คัดค้านคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คำคัดค้านหมายความว่าไม่ปฏิบัติตาม ก็เป็นการคัดค้านโดยตรง การเคารพพระสงฆ์เราต้องเลือกเคารพ ถ้าพระไม่ดีเราก็ต้องตำหนิ นักบวชไม่ดีเราต้องตำหนิ อย่างนี้อย่าเรียกว่าพระเลย ท่านไม่ว่า แต่ขึ้นชื่อว่าพระสงฆ์ คือพระที่มีความเคารพในพระธรรมวินัยขึ้นไปจนถึงพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ อย่างนี้เรียกว่าเราเคารพด้วยความจริงใจ
หลังจากนั้นก็ตั้งใจละปัญจเวรห้าประการ คือไม่ยอมละเมิดศีลห้า จิตใจตั้งไว้ว่านี่เป็นหัวหาดที่เราจะยึดเข้าสู่พระนิพพาน ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายยึดไว้ให้เป็นปกติ ขึ้นชื่อว่าท่านเป็นพระโสดาบัน ไม่เห็นจะยาก วันนี้พูดย้ำแค่พระโสดาบันก็เพราะพระและบรรดาญาติโยมมาใหม่ แต่ความจริงที่นี่เขาสอนเลยไปแล้ว การอธิบายก็ต้องขอเว้นไว้เพียงเท่านี้
จงคิดไว้เสมอว่าเรามีร่างกายที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีการสลายตัวไปในที่สุด ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายเป็นเรือนเช่าชั่วคราวเท่านั้น เราจะไม่ติดใจในร่างกาย จะไม่เมาในร่างกาย เราจะไม่หวังในร่างกายต่อไปอีก ขึ้นชื่อว่าความเกิดจะไม่มีสำหรับเรา และก็ตั้งใจตัดความโลภด้วยการให้ทาน ตัดความโกรธด้วยการเจริญพรหมวิหารสี่ ตัดความหลงด้วยการยอมรับนับถือกฎของธรรมดาตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่หวั่นไหวในเมื่อร่างกายมันจะเป็นอะไรเกิดขึ้น และจงมีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ คือ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ด้วยความจริงใจ เมื่อเคารพแล้วก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านตามที่กล่าวว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ และท่านก็บอกว่า ปาณาติปาตาเวรมณี เป็นต้น เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระทศพลทรงบอกว่า หากว่าท่านต้องการให้เราเป็นที่พึ่งละก็ จงปฏิบัติตามนี้ คือ อย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยเจตนา อย่าลักของเขา อย่าประพฤติผิดในกาม อย่าพูดโกหกมดเท็จ และก็อย่าดื่มสุราและเมรัย ถ้าท่านทั้งหลายทำได้ทั้ง ๕ ประการนี้ ชื่อว่าเราถือ ตถาคตเจ้าเป็นที่พึ่งแน่ เมื่อท่านปฏิบัติได้ดังนี้ ผลที่จะพึงได้คือ สีเลน สุคติง ยันติ ท่านจะมีความสุขต่อไปในเบื้องหน้า สีเลน โภคสัมปทา ท่านจะมีสมบัติบริบูรณ์ เต็มไปด้วยความเยือกเย็น สีเลน นิพพุติง ยันติ ศีลจะเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานของท่านโดยง่าย เห็นไหมไม่ยาก
ต่อไปนี้ขอท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พากันตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก แล้วใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณบอกหมดเวลา