๔๔.
วิปัสสนาญาณ
โอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้สมาทานศีลและสมาทานพระกรรมฐานแล้ว การเจริญพระกรรมฐานแบ่งออกเป็น ๒ ประการด้วยกัน ก็คือ สมถกรรมฐานอย่างหนึ่ง วิปัสสนากรรมฐานอย่างหนึ่ง สำหรับสมถกรรมฐานเป็นอุบายเพื่อสงบใจคือว่าพยายามรักษากำลังใจให้สงบจากความวุ่นวาย อันเป็นอารมณ์ของความชั่ว ได้แก่นิวรณ์ ๕ ประการ คือ
๑. มัวเมาอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้น
๒. พยายามระงับความโกรธ ความพยาบาท
๓. ระงับความง่วงเหงาหาวนอน ในขณะที่จิตทรงความดี
๔. ระงับการฟุ้งซ่านของจิต คือตั้งอารมณ์จิตไว้อย่างใดอย่างหนึ่งให้ทรงอารมณ์นั้นไว้โดยเฉพาะ
๕. สงสัยในการปฏิบัติความดีว่าจะมีผลหรือไม่มีผล
สำหรับสมถภาวนา มีความมุ่งหมายอย่างนี้
สำหรับวิปัสสนาภาวนานั้นค้นคว้าหาความเป็นจริงของร่างกาย คือพิจารณาหาความจริงให้
พบว่าการเกิดนั้นมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ถ้าเกิดมาแล้วมีความทรงตัวหรือเปล่าหรือว่าร่างกายของเราเปลี่ยนแปลงไปตามปกติ และการเกิดร่างกายเราจะทรงตัวตลอดไป หรือว่ามีความตายแน่นอนในขั้นสุดท้าย ความจริงประเภทนี้มีอยู่ ความเกิดมีขึ้นร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ ในที่สุดก็ถึงความทรุดโทรม มีความป่วยไข้ไม่สบายและก็มีความตายไปในที่สุด ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นของปกติธรรมดา แต่ว่าพวกเราลืมคิดกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแก่กับความตายโดยมากคนไม่ค่อยจะคิดถึง พระพุทธเจ้าเห็นว่าจะเป็นการลืมความจริงไป ฉะนั้น จึงหาแนวทางแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงว่าอย่าลืมของจริงที่มาปรากฏจริงกับเราที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้นั้นก็คือเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็แก่ และมีความป่วยไข้ไม่สบาย มีความตายไปในที่สุด
นี่การเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานรวมแล้วว่า พระพุทธเจ้าต้องการให้เรามีอารมณ์สงบจากความชั่ว ให้จิตรักษาความดีเข้าไว้ เมื่อจิตรักษาความดี อารมณ์เราก็จะมีความผ่องใส ความสุขใจก็จะเกิด เบื้องต้นก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสอนให้บรรดาท่านพุทธบริษัทภาวนา องค์กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือว่าพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้พระพุทธเจ้าสอนแนะแนวทางปฏิบัติในเบื้องต้น ทำให้จิตเป็นสุขไว้ ส่วนที่เราจะภาวนาอะไรก็ตาม หรือว่าจะพิจารณาอะไรก็ตามยามปกติให้พยายามแผ่เมตตาและกรุณาทั้งสองประการไปในจักรวาลทั้งหมด คำว่าแผ่เมตตาในที่นี้ เมตตาแปลว่าความรัก กรุณาแปลว่าความสงสาร เป็นอันว่าเราพยายามรวบรวมกำลังใจของเราไม่เป็นศัตรูกับบุคคลอื่นหาทางประนีประนอม หาทางประสานความสามัคคี ความรัก ความเมตตาปรานีให้เกิดขึ้นแก่กัน แทนที่เราจะเห็นคนอื่นเป็นศัตรูเราก็เห็นคนอื่นเป็นมิตร และเมื่อบุคคลอื่นประกาศตนเป็นศัตรูกับเรา เราก็พยายามทุกทางเท่าที่จะทำได้ ให้เขาเห็นว่าเราเป็นมิตรกับเขา ในเมื่อจิตใจของเราไม่เป็นศัตรูกับบุคคลอื่นใด ใจก็มีความสุข มีอารมณ์เยือกเย็น การประกาศตนเป็นศัตรูกับบุคคลอื่น บุคคลใดก็ตามเราอยากจะฆ่าเขาจะตีเขา จะกลั่นแกล้งเขา จะทำร้ายเขา ความจริงบุคคลที่เราคิดว่าจะทำเขายังไม่มีทุกข์ เพราะว่าเขายังไม่ถูกทำ พอเราเริ่มคิดตั้งแต่จะทำร้ายเขา เราก็กินไม่ได้นอนไม่หลับไปตั้งแต่ต้น เพราะอารมณ์มันขุ่นมัว วางแผนอยากจะคิดประทุษร้ายเขาด้วยประการทั้งปวง ถ้ายังทำร้ายเขาไม่ได้เพียงใดความกลัดกลุ้มใจก็เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเราทำอันตรายแก่เขาได้ ภัยอันตรายมันจะเกิดขึ้นก็ดี ก็สร้างความกลุ้มยิ่งขึ้น เกรงว่าเขาจะแก้มือบ้าง เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะมาจับไปติดคุกติดตะรางบ้างถูกลงโทษ นี่เป็นอันว่าจิตที่คิดประทุษร้ายให้แก่บุคคลอื่น ไม่มีความสุขตั้งแต่เริ่มคิด และเมื่อทำได้แล้วก็หาความสุขไม่ได้
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงแนะนำให้บรรดาพวกเราหาความสุขด้วยการเป็นมิตรกับบุคคลและสัตว์ทั้งหมด ให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า ถ้าเราเป็นมิตรกับบุคคลอื่นทั้งหมดและสัตว์ทั้งหมดไม่มีใครเป็นศัตรูกับเรา ความสุขของเราจะมีมากขึ้นหรือว่าเราจะมีความทุกข์มากขึ้น ขอบรรดาพุทธบริษัทวินิจฉัยเอาเอง โดยกิจสำคัญเบื้องต้นก่อนที่เราจะเจริญพระกรรมฐานหรือว่าถ้าวันทั้งวันทำได้ก็จะเป็นการดีว่าให้จิตของเราเป็นจิตที่ประกอบไปด้วยความเมตตาอารีกับคนและสัตว์ทุกประเภทไม่เลือกชั้นวรรณะ เห็นคนทุกคนเป็นมิตร เจอะหน้าใครก็แสดงการยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ ถ้าเราทำอย่างนี้เป็นปกติ คนทั้งหลายก็จะเห็นว่าเราเป็นคนมีอารมณ์ดี มีความเยือกเย็น มีความเมตตาปรานี อย่างนี้ก็จะมีคนรักมากกว่าคนเกลียด เมื่อเรามีคนรักมาก มีความสบายใจมาก เพราะอะไร
การไม่ต้องระวังศัตรู นี่เป็นผลที่เราจะเห็นในปัจจุบัน การเจริญพระกรรมฐาน พระพุทธเจ้าไม่ได้มุ่งหวังให้ได้รับผลในชาติหน้า คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ต้องการผลในชาติปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าเราจะมาอ้างกันว่าในชาติหน้าได้อย่างนั้น ชาติหน้าได้แบบนี้ นั่นมันเป็นผลพลอยได้ ความจริงผลจริงๆ นั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการผลชาตินี้เป็นสำคัญ
ผลในชาตินี้ที่เราจะพึงได้เพราะอะไร การเจริญพระกรรมฐานต้องมีอย่างน้อย ศีลห้า ต้องบริสุทธิ์ ถ้าศีลห้าไม่บริสุทธิ์เราก็หาความเป็นสมาธิจิตได้ยาก เพราะจิตยังมีความโหดร้ายขาดความปรานี ถ้าเรามีศีลห้าบริสุทธิ์เสียอย่างเดียวความสุขมันก็เกิดขึ้น ศีลห้า ทำไมจึงว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข
ข้อที่ ๑ ก็ลองคิดดูว่าตามธรรมดาร่างกายของเราก็ดี ชีวิตของเราก็ดี ไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา ไม่ต้องการให้ใครมาทำลายชีวิต เมื่อคนเรามีอารมณ์คิดอย่างนี้แล้ว คนอื่นและสัตว์อื่นล่ะ มีใครที่ไหนที่ต้องการให้เรามาทำร้ายเขา ประทุษร้ายเขา การที่เราจะละปาณาติบาตคือไม่ละเมิดศีลข้อนี้ได้ คือเราอาศัยจิตเมตตาและกรุณาทั้งสองประการ คือ มีความรักกับความสงสาร เมื่อเรารักเสียแล้วสงสารเสียแล้ว เราก็ฆ่าเขาไม่ได้ ทำอันตรายเขาไม่ได้ แกล้งเขาไม่ได้ ถ้าเราไม่ฆ่าเขาไม่ทำอันตรายเขา ไม่กลั่นแกล้งเขา ได้ความเป็นมิตรบุคคลอื่นแทนที่จะเป็นศัตรูกลับเข้ามาเป็นมิตรของเรา นี่เราสบายใจไปได้ด้านหนึ่ง เรามีเพื่อนมากคนรักมาก
ข้อที่ ๒ ทรัพย์สินของเรา เราไม่ต้องการให้ใครมาลักขโมยยื้อแย่ง เราลักทรัพย์สินของบุคคลอื่น มีใครที่ไหนบ้างที่ต้องการให้เราไปลักขโมย ไปยื้อแย่งทรัพย์สินของเรา ก็ไม่มีเหมือนกัน ถ้าเราเว้นข้อนี้ได้ มันก็เป็นเสน่ห์อีกอันหนึ่งที่เราจะเป็นที่รักของบุคคลทั้งปวง
ข้อที่ ๓ คนรักโดยที่เราไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่งคนรักของเรา แล้วก็ใครบ้างล่ะที่จะต้องการให้ใครมายื้อแย่งความรักของบุคคลอื่น เมื่อเรามีความสันโดษในเรื่องนี้ก็จัดว่าเป็นเสน่ห์ที่เป็นเหตุหนึ่ง เป็นคนที่ไว้วางใจได้สำหรับบุคคลอื่นในด้านความรัก เราก็ปราศจากศัตรูไป
ข้อที่ ๔ ข้อมุสาวาทเรางดเว้นได้ พูดแต่ความจริง ข้อนี้จะทำให้เราเป็นคนมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดอะไรก็มีคนเชื่อถือ มันก็เป็นความสุขใจอีกอย่างหนึ่ง
ข้อที่ ๕ สุราและเมรัย ทำลายประสาท ทำลายสติสัมปชัญญะ เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง ไร้สติสัมปชัญญะ ลืมรู้จักรับผิดชอบ สามารถจะทำสิ่งที่ไม่ควรทำได้ทุกเวลานาที การล่วงเกินกับเพื่อนที่รัก ย่อมปรากฏมีขึ้นมาได้ในเมื่อเราเมามายสุรา ถ้าเราปราศจากการดื่มสุราและเมรัยก็ประกอบไปด้วยสติและสัมปชัญญะสมบูรณ์รู้จักผิดรู้จักชอบ รู้จักประกอบในความดี ความชั่วเราไม่ทำนี่ก็เป็นการป้องกันศัตรู ป้องกันบุคคลอื่นเขาจะเกลียดหน้าเราได้ เราย่อมเป็นที่รักของบุคคลอื่น
เป็นอันว่าก่อนที่เราจะเจริญพระกรรมฐาน จิตของเราทรงอยู่ในศีลทั้ง ๕ ประการ ก็ชื่อว่าเป็นเสน่ห์สำคัญ เป็นปัจจัยแห่งความสุข เพราะเราไม่เป็นที่รังเกียจของบุคคลอื่นไปไหนก็มีคนอยากจะคบหาสมาคมด้วยเป็นที่ไว้วางใจสำหรับบุคคลอื่น จะพูดอะไรก็มีคนเชื่อถือ ถ้าอาการเป็นอย่างนี้เราจะเห็นอาการสบายใจของจิตนี่เป็นข้อหนึ่ง ถ้าเรารักษาศีลห้าครบถ้วนแล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราทรงสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์ การเจริญพระกรรมฐานก็เป็นการระมัดระวังไม่ให้ความชั่วเข้ามาสู่จิตเรา ดึงแต่ความดีเข้ามาไว้ในใจ เมื่อจิตและใจของเราดีเสียอย่างเดียวแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดีหมด ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า ประเสริฐสุด การจะทำก็ตาม การจะพูดก็ตามอาศัยใจเป็นสำคัญ ใจเป็นผู้สั่ง ถ้าใจสั่งดี วาจาก็พูดดี กายก็ทำดี ถ้าใจสั่งเลว วาจาก็พูดเลว กายก็ทำเลว ฉะนั้นการเจริญกรรมฐานองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ให้รวมกำลังใจของความดี ให้นึกถึงความดีไว้โดยเฉพาะ เมื่อระลึกถึงความดีไว้เวลาจะพูดก็พูดแต่เรื่องที่ดี เวลาจะทำก็ทำแต่เรื่องที่ดีเป็นสาระ เป็นประโยชน์
ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงโปรดแนะนำให้บรรดาพุทธบริษัทรักษาความดีไว้ การที่จะควบคุมกำลังใจให้ทรงความดี อันนี้สมเด็จพระชินสีห์ทรงทราบดีว่าจิตของเราในอารมณ์กระสับกระส่ายไม่ทรงตัว อะไรจะบังคับจิตของเราให้ทรงตัวไว้อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ สักประเดี๋ยวเดียวมันก็ดิ้นรนเข้าสู่อารมณ์อย่างอื่น แต่ถึงกระนั้นก็ยังดี ถ้าเราสามารถบังคับจิตของเราให้ทรงอยู่ในความดี อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะในเวลาขณะหนึ่ง เพียง ๒-๓ นาทีก็ได้ชื่อว่าทรงความดีไว้ได้ การทรงความดีไว้คราวหนึ่ง ๒-๓ นาทีอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์เรียกว่า ขณิกสมาธิ เพียงแค่ขณิกสมาธิเพียงเท่านี้ เราตายแล้วเราก็เป็นเทวดาได้ ในขณะที่เรามีความเป็นอยู่คือทรงอยู่ในฐานะความเป็นคน อารมณ์ของเราก็มีความแจ่มใส มีความเยือกเย็น เป็นที่รักของบุคคลอื่น ไม่มีเวรมีภัยสำหรับบุคคลอื่น ในเมื่อเราเป็นบุคคลไม่มีเวรไม่มีภัย สำหรับบุคคลอื่น บุคคลอื่นก็แสดงความเป็นมิตร เราก็มีความสุขใจ สุขกาย นี่การที่จะทรงความดีไว้ได้นั้น
ทรงจิตให้อยู่ในอารมณ์ของความดี องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า การระงับจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ก็ได้แก่อานาปานสติกรรมฐาน คือพยายามกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก รู้อยู่แต่เพียงเท่านั้น คือไม่ให้จิตถึงอารมณ์อื่น ขณะใดที่เรารู้ลมหายใจเข้าหายใจออกโดยไม่มีอารมณ์อื่นเข้ามาคุม ขณะนั้นก็เรียกกันว่าสมาธิจิต สมาธิจิตแบ่งออกเป็น ๓ ชั้นด้วยกัน เป็น ขณิกสมาธิ ทรงไว้ได้ชั่วเวลาเล็กน้อย จิตก็เคลื่อนไปสู่อารมณ์อื่น
อุปจารสมาธิจิตมีความชุ่มชื่นมีความเอิบอิ่มไม่เบื่อไม่หน่ายในการทรงสมาธิอย่างนี้ ก็เรียกว่า อุปจารสมาธิ
ถ้าอัปปนาสมาธิคือจิตเข้าสู่การทรงฌาน
ขณะที่เราภาวนาหรือพิจารณาอยู่ จับลมหายใจเข้าออกอยู่ หูได้ยินเสียงภายนอกชัด แต่เราไม่รำคาญในเสียง อย่างนี้เรียกกันว่าปฐมฌาน ถ้าฌานที่ ๒ ยิ่งมีอารมณ์ชุ่มชื่นจะทรงตัวยิ่งไปกว่านั้น มีความสบายใจมากกว่า มีความเอิบอิ่มมากกว่า แต่ทว่าเวลาที่เราภาวนาไปๆ อารมณ์การภาวนามันจะหยุดเฉยๆ มีใจสบาย อันนี้เรียกว่าฌานที่ ๒
ลมหายใจเบาลง ถ้าอาการสูงขึ้นไปกว่านั้น ที่เรียกว่าฌานที่ ๓ รู้สึกว่าลมหายใจเบาลงมาก หูได้ยินเสียงภายนอกเบาลง จนเกือบจะไม่ได้ยิน เป็นการทรงตัวคล้ายๆ หลักปักแน่นๆ ไม่อยากจะเคลื่อนไหวกำลังใจ อย่างนี้เรียกว่า ฌานที่ ๔ สำหรับฌานที่ ๔ จะไม่รู้สึกว่าเราหายใจแต่ความจริงเราหายใจอยู่แต่จิตมีสมาธิมากขึ้น ดูเหมือนว่าเราไม่หายใจ แล้วหูไม่ได้ยินเสียงภายนอก การไม่รับสัมผัสหรือการไม่รับรู้ในการสัมผัสภายนอก ยุงจะกินริ้นจะกัด เสียงจะดัง เราก็ไม่ได้ยิน อย่างนี้เราเรียกว่าฌานที่ ๔ ถ้าจิตของท่านผู้ใดสามารถทรงฌานอยู่ ในฌานที่ ๔ ได้เป็นปกติ ท่านผู้นั้นก็แสดงว่ามีอารมณ์สบายมากที่สุด
วันทั้งวันนับตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปถ้าจิตของเราทรงไว้ได้วันหนึ่ง ชั่วโมงหนึ่งหรือสองชั่วโมงก็ตาม เมื่อจิตถอนจากอารมณ์ฌานแล้ว วันนั้นทั้งวันเราจะมีแต่ความสุขมีแต่ความชุ่มชื่นไม่มีอารมณ์ขัดข้องใจ นี่เป็นความสบายในชาติปัจจุบันเมื่อชาติปัจจุบันเราสร้างความสบายใจได้ ตายแล้วเราก็มีความสุขเพราะเวลาตายแล้วเราไม่ได้เอากายไป เราเอาใจไป ถ้าใจชาตินี้มันเป็นใจสบาย ตายแล้วท่านจะไปเกิดที่ไหนก็ตามใจมันก็ไปที่นั้น มันก็เกิดมีแต่ความสบายหาความทุกข์ไม่ได้ นี่เป็นอานิสงส์ของการเจริญพระกรรมฐานในการเจริญพระกรรมฐานในเบื้องต้น
องค์สมเด็จพระทศพลทรงแนะนำวิธีปฏิบัติไว้อย่างนี้ คือให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก เวลาหายใจเข้านึกว่าพุท หายใจออกนึกว่าโธ ใช้เท่านี้พอ ไม่ต้องใช้อะไรมากกว่านี้ ควบคุมกำลังใจให้มันรู้อยู่ ขณะใดที่จิตรู้ว่าที่เราหายใจเข้าแล้วนึกว่าพุท เวลาหายใจออกนึกว่าโธ จะได้มากได้น้อยก็ตาม ขณะที่จิตทรงอยู่แบบนี้ไม่นึกถึงอารมณ์นั้น เราเรียกว่าสมาธิ ถ้าจิตมันพลัดซ่านไปสู่อารมณ์อื่น เมื่อรู้ตัวก็ดึงกลับมาใหม่ ตั้งใจกำหนด ลมหายใจเข้าออกภาวนาว่า พุทโธ ต่อไปทำอย่างนี้บ่อยๆ เข้า ครั้งละ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ก็ตาม แต่ความจริง ๑๐ นาที ๒๐ นาที มันจะทรงความดีตลอดเวลาไม่ได้ อารมณ์จิตมันจะส่ายไปสู่อารมณ์อื่นแต่หากว่าท่านทั้งหลายทำไว้ทุกๆ วัน วันละ ๑๐ นาที ๕ นาทีก็ตาม ทรงไว้ให้ดี อย่างนี้เพียงระยะเดือนเดียว ท่านจะรู้สึกว่าท่านมีความสุขใจมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นเราจะตัดสินใจได้โดยฉับพลันและถูกต้องนี่เป็นผลประโยชน์ในปัจจุบันบรรดาพุทธบริษัททุกท่าน การที่จะอธิบายให้บรรดาพุทธบริษัทฟังก็หมดเวลาแล้ว
ต่อจากนี้ไปขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพยายามตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา