๔๑. อาหาเรปฏิกูลสัญญา

 

                สำหรับวันนี้มาศึกษากันต่อ วันที่แล้วมาได้พูดเรื่องกสิน ๑๐ โดยย่อพอที่ท่านทั้งหลายเข้าใจ วันนี้ขอพูดกรรมฐานวิเศษเฉพาะอย่างคืออาหารเรปฏิกูลสัญญา สำหรับอาหาเรปฏิกูลสัญญานี่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เพื่อประโยชน์แก่ท่านที่มีจริตเป็นพุทธจริตคือคนฉลาด ขณะใดที่เรามีอารมณ์ฉลาด คำว่าฉลาดในที่นี้ก็มีความไม่หวั่นไหวในความเสื่อมไปของขันธ์ห้า หรือว่าความตายเป็นที่สุด มีอารมณ์ปลอดโปร่งมีความเฉลียวฉลาด มีความคิดว่องไว ตัดสินใจได้ถูกต้องได้โดยง่าย อย่างนี้เรียกว่าพุทธจริต หมายความว่า ขณะนั้นจิตของเราท่องเที่ยวไปในเขตของความฉลาดคือความเป็นผู้รู้

                สำหรับพุทธจริตหรือจริตต่างๆ ก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงคิดว่ามันมีอยู่กันทุกๆ คน มีอยู่ประจำทั้งหมดเว้นไว้แต่เวลาไหนจะมีจริตอะไร อารมณ์อย่างใดจะเกิดกับใจเท่านั้น อย่างคนที่มีโมหจริตและวิตกจริตที่เราเรียกว่าคนโง่ ความจริงความโง่ของคนไม่ได้มีตลอดชีวิต ในบางจังหวะก็มีความฉลาดเหมือนกัน ในขณะใดจิตใจเราตกอยู่ในความโง่ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ไม่สามารถจะพิจารณาอะไรให้ลุล่วงไปได้ มันก็เป็นไปชั่วขณะหนึ่ง ในบางขณะความฉลาดมันก็เกิด ความฉลาดเกิดก็เรียกพุทธจริต จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ของความรู้ บางขณะจิตของเราก็มีอารมณ์หมกมุ่นในอารมณ์ของความโกรธความพยาบาทเรียกว่าโทสจริต ในบางขณะจิตที่เราตกอยู่ในสภาวะที่รักสวยรักงาม ขณะนั้นเรียกว่าราคจริต  ในบางครั้งบางคราวอารมณ์ของเรากลายเป็นคนเชื่อง่ายไม่ได้พิจารณาเหตุผล ขณะนั้นเราเรียกกันว่า สัทธาจริต

                คำว่าจริตคืออาการเที่ยวไปของจิตมันมีอาการอยู่ ๖ อย่างด้วยกัน ขณะใดที่มีจิตผ่องใสใจรู้สึกว่ามีความรู้มีความคิดเฉลียวฉลาดมีเหตุมีผลพิจารณาตามพระธรรม

                คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีความเข้าใจง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเชื่อชัดว่าองค์สมเด็จพระบรมทรงสวัสดิโสภาคย์กล่าวว่า

                ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ เรามองเห็นความทุกข์ของความเกิดตามที่กล่าวมาแล้ว

                ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ ได้เห็นความแก่ที่เต็มไปด้วยความยาก คือทำอะไรไม่คล่องแคล่วตามความประสงค์

                มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ เพราะก่อนที่จะตายมีความทุกข์และอย่างหนัก

                โสกปริเทวทุกขโทมนัส สุปายาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ หรือความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์

                นี่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวอย่างนี้ แล้วในขณะนั้นปัญญาของเราก็เกิด พิจารณาคำสอนของพระพุทธเจ้าเห็นว่าเป็นทุกข์จริง เห็นด้วยกับพระพุทธเจ้าด้วยอำนาจของปัญญาพิจารณา ไม่ใช่น้อมใจเชื่อ อย่างนี้เรียกว่าพุทธจริต เมื่อขณะที่จิตของเรามีความเปรื่องปราดมีความฉลาดเกิดขึ้นในช่วงนั้นก็ให้บรรดาทุกท่านใช้อาหาเรในกรรมฐาน ๔ อย่างที่เหมาะกับพุทธจริตมีอาหาเรปฏิกูล มรณัสสติกรรมฐาน จตุธาตุววัฏฐานสี่ และอุปสมานุสสติคือนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาใช้ทันที จะได้รับรองเอาความดีของจิตที่มีความฉลาด

                เฉพาะวันนี้จะพูดเรื่องอาหาเรปฏิกูลสัญญาที่เราหมายถึงคนฉลาดจะมองเห็นง่าย การพิจารณาอาหารที่เราบริโภคเข้าไปเราหาความจริงของอาหารว่ามันเกิดมาจากมูลธาตุที่มีความสะอาดหรือว่าสกปรก การกินอาหารของพระ ถ้าหากว่าขาดอาหาร อยู่ๆ ได้กับข้าวมาได้ข้าวมา ได้ขนมมา ก็จ้วงดะ มีหวังลงนรกแน่นอน ถ้าฆราวาสทำไม่ลงนรกแต่ถือว่าตกอยู่ในความประมาท ถ้าติดในรสอาหารก็จัดว่าเป็นกิเลสอย่างหนัก ในขณะใดที่จิตใจยังติดอยู่ในรสอาหารว่าอร่อย  อย่างโน้นอร่อย อย่างนี้อร่อย อย่างนี้ไม่อร่อย อย่างโน้นไม่อร่อย อย่างนี้แสดงว่าเรายังไม่สามารถจะข้ามอบายภูมิไปได้ เพราะจิตมันยังเศร้าหมอง ถ้าขณะใดที่มีอาหารไม่เป็นที่ถูกใจเรา ใจไม่สบาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าขณะใดที่จิตเศร้าหมองตายแล้วก็ไปอบายภูมิ

                อันนี้อาหารทำไมจึงไม่มีรส เพราะรสของอาหารไม่มีอะไรแน่นอน ความอร่อยของรสมันอยู่ที่ปลายลิ้นกับกลางลิ้นพอถึงโคนลิ้นเราก็หมดรสไม่มีความรู้สึกในรส ประสาทสำหรับรับสัมผัสแห่งการรับรู้รสไม่มี ถ้าของนี่มีรสอร่อยหรือรสไม่อร่อย เรากินแล้วมันไม่ได้อิ่มตลอดกาลตลอดสมัย กินแล้วเดี๋ยวก็หิวใหม่ อาหารประเภทไหนก็ตามกินแล้วก็แก่ กินแล้วก็ตายเหมือนกัน เราจะมัวไปหลงในรสอาหารกันเพื่อประโยชน์อะไร ทำให้จิตใจมัวหมอง ถือว่าอาหารประเภทใดที่จะยังอัตภาพให้เป็นไปได้ เราก็กินได้ กินเพื่อทรงอัตภาพให้เป็นอยู่ เพราะว่ามันยังไม่ตาย นี่เป็นจุดหนึ่งในเรื่องอาหารที่เราควรจะระมัดระวัง

                ทุกคนก็ควรจะพิจารณาตัวเองว่าเรื่องอาหารนี้ เราพอจะละมันได้หรือยัง ยังติดในรสอย่างนั้น ติดในรสอย่างนี้เกินสมควร ถ้าไม่มีแล้วกินไม่ได้ ถ้าไม่มีแล้วทนไม่ไหว ต้องแสวงหามาให้ได้เพราะติดในรสนั้นๆ การติดในรสอาหารเป็นของไม่ดีทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ จิตเศร้า เป็นเหตุให้ถึงอบายภูมิ มาในเรื่องตัวของอาหารอีกก็มานั่งดูซิมีชนิดพืชพรรณธัญญาหารที่เรากินเข้าไป มันเกิดมาจากความสะอาดหรือความสกปรก เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่เรากินเข้าไปมันเกิดมาจากความสะอาดหรือความสกปรก พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญา คำว่าปฏิกูลแปลว่า สกปรกโสโครกนั่นเอง มันเป็นความสกปรก

                มานั่งนึกดูว่าสัตว์แต่ละประเภทมันสะอาดตรงไหนบ้าง มีกลิ่นคาวเต็มไปหมด มีน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนอง มีอุจจาระ ปัสสาวะ แสดงว่าร่างกายของสัตว์ทุกประเภทที่เราโปรดปรานมันก็คือสภาพแห่งความสกปรกนั่นเอง พืชพรรณธัญญาหารที่มันจะมีความงอกงามความเจริญก่อนที่จะมาเป็นอาหารของเราได้ ปุ๋ยที่มันดูดเข้าไปจากลำต้นของมันนั้น มันมาจากความสะอาดหรือความสกปรก เราก็จะเห็นได้ว่าทั้ง ๒ ประการนี้ ทั้งสัตว์ก็ดี พืชพรรณธัญญาหารก็ดีมันเป็นพื้นฐานของความสกปรก

                เวลาที่เรามาปรุงอาหาร พยายามปรุงแบบนั้น พยายามปรุงแบบนี้ เข้าใจว่ามันดี เวลาทำคิดว่าสะอาดที่สุด แต่มันสะอาดจริง ตามเราพูดหรือเปล่า ถ้ามันสะอาดจริงๆ เวลากินเข้าไปแล้วอิ่มแล้วไม่ต้องล้างปากไม่ต้องล้างคอไม่ต้องล้างมือ ที่เราต้องล้างต้องบ้วนปากเพราะอะไร เพราะมันเหม็นคาวเกิดความรังเกียจในกลิ่นอาหาร เดิมมันมีพื้นฐานแห่งความสกปรกอยู่แล้ว เวลากินก็ปรากฏความสกปรกขึ้นมาอีก

                เมื่อบริโภคอาหารเข้าไป อาหารเข้าไปอยู่ในร่างกายของเรา เราก็คิดว่ามันมีประโยชน์ แต่ว่ากากที่เราถ่ายออกมาแล้ว  เราก็รังเกียจหนัก เพราะถือว่าเป็นอุจจาระเป็นของสกปรกอย่างยิ่ง เนื้อแท้จริงๆ ก็ของที่เรากินเข้าไปที่เลือกแล้วเลือกอีกนั่นเอง ที่เราถือว่ามันสะอาด เราจึงได้กิน เราถือว่าเป็นของที่มีรสอร่อยเป็นที่ชอบใจของเรา เราจึงได้กิน เมื่อของมันดีจริงๆ เวลาถ่ายมา แล้วทำไมจึงไม่กลับกินเข้าไปอีก

                เราจะเห็นได้ชัดว่า อาหารนั้นเป็นพื้นฐานของความสกปรก และมันก็สกปรกแน่นอน เมื่ออาหารนั้นมันสกปรกแล้ว เวลาที่เรากินเข้าไป มันเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายเป็นน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนอง เป็นเครื่องบำรุงบำเรอร่างกายของเราให้มีความอุดมสมบูรณ์บริบูรณ์ และเราก็นั่งดูว่าเราใช้ของสกปรกเข้าไปบำรุงร่างกาย และร่างกายของเราจะสะอาดหรือมันจะสกปรก นั่งพิจารณาหาความจริงกัน ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ในเมื่อร่างกายของเรามีพื้นฐานมาจากความสกปรกแล้วเราจะมาหลงใหลใฝ่ฝันร่างกายของเรา ร่างกายของบุคคลอื่นว่ามันเป็นของวิเศษด้วยเหตุอันใด ที่เรามีอารมณ์อย่างนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นความโง่จะมีอะไรมากล่าวอ้าง เพราะการขาดใช้ปัญญาพิจารณาหาความเป็นจริง จึงได้มีความหลงใหลใฝ่ฝันเพ้อฝันในร่างกายของตนและร่างกายของบุคคลอื่นว่าเป็นของสะอาด เป็นของสวยสดงดงาม เป็นของน่ารัก น่าปรารถนา น่าประคับประคอง ความรู้สึกอย่างนี้มาจากไหน ถ้าไม่มาจากความโง่แล้วมันจะมาจากไหน เพราะมันฝืนกฎของความเป็นจริง

                ในเมื่อเราพิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา แล้วเราก็มามองดูขันธ์ห้า คือร่างกายของเรา ถ้าร่างกายของเรามาจากพื้นฐานของความสกปรกมีอาหารเป็นที่ตั้ง พระพุทธเจ้ากล่าวว่า สัพเพ สัตตา อาหารัฏฐิติกา สัตว์ทั้งหลายยังทรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาหาร อาหารทุกอย่างมันสกปรก ก่อนจะกินก่อนจะบริโภคก่อนจะฉันนึกหาความจริงเสียก่อน ต้องพิจารณาเสียก่อนเสมอไป พระไม่ใช่ฆราวาส เณรไม่ใช่ฆราวาส พระเณรเป็นปูชนียบุคคล ถ้าทำใจทำกริยาของเราเท่ากับคนธรรมดาหรือฆราวาสก็แสดงว่าเราลงนรกแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหาเรปฏิกูลสัญญาพระพุทธเจ้าทรงย้ำไว้มาก

                ท่านกล่าวว่า การบริโภคอาหาร ถ้าเราไม่พิจารณาเสียก่อน เมาในรสอาหาร เมาในกลิ่นของอาหาร เมาในสีของอาหาร ถ้ามีความเมาๆ แบบนี้ ท่านบอกว่ากินก้อนเหล็กแดงดีกว่า ก้อนเหล็กที่เขาเผาแดงจนลุกโชน เรากินไปถึงปากปากพัง ถึงคอก็คอพัง ถึงอกก็อกพัง ถึงท้องก็ท้องพัง มันร้อนเราก็ตาย พอตายแล้วเราก็เลิกร้อน ถ้าพระที่ฉันอาหารโดยไม่ได้พิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญาตายแล้วต้องตกนรก มันร้อนนานแสนนาน นี่จำไว้ให้ดี ในการพิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา มีประโยชน์อะไรบ้าง

                ในด้านสมถภาวนา ก็เป็นอสุภสัญญาพิจารณาว่าอาหารเป็นของน่าเกลียด โสโครกเมื่อเข้าไปในร่างกาย ร่างกายก็เป็นของน่าเกลียด โสโครก เป็นของที่ไม่น่ารัก ความจริงเรารู้อยู่แล้วตั้งแต่กายคตาสติ ว่าร่างกายของเรามันดีอยู่แค่ผิวหนัง ผิวหนังจริงๆ มันก็ไม่ดี เข้าไปมันมีแต่ความสกปรก ผิวหนังนี้ถ้าเราไม่ชำระล้าง ถ้าไม่อาบน้ำอาบท่า ไม่เอาเครื่องประทินผิวมาชำระล้างร่างของเรา ร่างกายหนังมันก็สกปรกดีเหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อเราใช้อาหารเป็นเครื่องบริโภค อาหารมันสกปรก ร่างกายของเรา ร่างกายของบุคคลอื่น ใครเล่าจะเป็นคนที่มีร่างกายสะอาด นี่เราก็จะมองเห็นได้ว่าร่างกายของเราไม่สะอาด มันเป็นร่างกายที่มีความสกปรกเต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ ในเมื่อรู้ว่าร่างกายของเราน่ารังเกียจสกปรกเราก็เห็นว่าร่างกายของคนอื่นน่ารังเกียจ มันเป็นของสกปรกเหมือนกัน เพราะร่างกายของเราโดยมากเราจะไม่ค่อยเห็น ไปเห็นของคนอื่นมากกว่าเหมือนกับหน้าของตนเอง เราไม่ค่อยพิจารณา มองแต่หน้าคนอื่นว่าสวยบ้างไม่สวยบ้าง ขาวบ้าง ดำบ้าง เอิบอิ่มบ้าง เหี่ยวแห้งบ้าง แล้วหน้าของเราอาจจะทรุดโทรมกว่าเขาเราไม่เคยคิด

                นี่องค์สมเด็จพระธรรมสามิศร์ทรงมีความรู้ว่าคนเราส่วนมากมีความประมาทแบบนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงสอนอาหาเรปฏิกูลสัญญาแล้วมาเทียบกับร่างกาย และเมื่อเราเห็นว่าร่างกายเรา ร่างกายของบุคคลอื่นสกปรก กามราคะมันก็ตกลงไป ความปรารถนาในร่างกายของบุคคลอื่น ที่อยากจะได้มาเป็นทรัพย์สินประจำชีวิตของตนมันก็หมดไป ก็มารังเกียจว่ามันสกปรก เพราะเราต้องการความสะอาดเราไม่ต้องการความสกปรก ในเมื่อเห็นว่าร่างกายสกปรกแล้วเราก็มาพิจารณาขันธ์ห้าเป็นวิปัสสนาญาณ ว่าร่างกายของเรานี้นอกจากสกปรกแล้วยังไม่มีการทรงตัว เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ คือมันขังทุกข์เข้าไว้ ที่ว่าทุกขัง ชาติปิ ทุกขา ความเกิดแสนลำบาก กว่าจะคลอดจากมารดาได้ ออกมาแล้วก็กระทบความร้อนความหนาว ร่างกายก็แสบไปทั้งกาย มีอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย อาการของความเกิดมันเป็นทุกข์

                ชราปิ ทุกขา ความเข้าไปสู่ความชราภาพมันก็มีทุกข์เป็นขบวน หูฝ้าตาฟางใช้งานไม่สะดวกกำลังร่างกายก็อิดโรยเรี่ยวแรงก็หมดไปทำอะไรไม่สมความปรารถนา นี่พูดกันโดยย่อเสียงแห้งไปไม่ค่อยไหว มาความป่วยไข้ไม่สบายมันก็เป็นอาการของทุกข์ โรคะแปลว่า เสียดแทง

                มรณัมปิ ทุกขัง เวลามันจะตาย ทุกขเวทนามีหนัก มันบีบคั้นจนหนักจนตาย นี่เราจะเห็นได้ว่าการเกิดของร่างกายไม่มีอะไรจะเป็นของดี มันเต็มไปด้วยอาการของความทุกข์

                และมันทุกข์แล้วร่างกายมันเป็นเราหรือเปล่าเป็นของเราหรือเปล่า ความจริงมันก็ไม่ใช่ เป็นของกิเลสตัณหามันเกิดขึ้นแล้วมันก็สลายตัวไป เราจะมานั่งมัวเมาในร่างกายเพื่อประโยชน์อะไร เราจงมาตัดความกระสันในร่างกายเสียโดยยกเอาอาหาเรปฏิกูลสัญญาเป็นพื้นฐานแล้วพิจารณาร่างกายของเราว่าพื้นฐานมาจากความสกปรกคืออาหาร ร่างกายมันก็สกปรก สกปรกจนเราจะหาความไม่น่าเกลียดไม่ได้ เต็มไปด้วยความทุกข์มีการสลายตัวไปในที่สุด เรายังต้องการมันอีกหรือ เมื่อพิจารณาตอนนี้ถ้าปัญญามันดีจริงๆ มีปัญญาหลักแหลมก็จะเกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในร่างกายเกิดขึ้น เพราะว่ามีความสกปรกเป็นพื้นฐาน

                เมื่อนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายเกิดขึ้น เราก็ก้าวเข้าไปสู่สังขารุเบกขาญาณ คือ จับอาหาเรปฏิกูลสัญญาเป็นพื้นฐานเดิม สังขารุเบกขาญาณก็มานั่งนึกว่ามันก็เกิดขึ้นแล้ว สกปรกก็ช่างมัน แต่ว่าเราจะไม่ต้องการความสกปรกต่อไปอีก เวลานี้เราจะยอมทน เราจะยอมปรนปรือร่างกายไว้ ให้ทรงตัว ให้ทุกขเวทนามันมีน้อย แต่พร้อมกันนั้นเราก็ทำใจของเราให้บริสุทธิ์เพื่อตัดความเกิด หนีความเกิดต่อไป เรื่องความตายไม่ต้องกลัว กลัวความเกิดอย่างเดียวพอ ถ้าเราไม่เกิดเสียแล้วมันจะตายได้อย่างไร ถ้าเราไม่เกิดแล้วความไม่เที่ยงมันจะมาได้อย่างไร เราไม่เกิดแล้วความทุกข์มันจะมาได้อย่างไร ถ้าเราไม่เกิดความป่วยไข้ไม่สบายมันจะมีมาได้อย่างไร สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราจะป้องกันได้โดยอาศัยความไม่เกิดเป็นสำคัญ เราไม่เกิดเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง

                ๑. ตัดโลภะ ความโลภ โดยการให้ทาน

                ๒. ตัดโทสะ ความโกรธ โดยการเจริญพรหมวิหาร ๔

                ๓. ตัดโมหะ ความหลง โดยพิจารณาหาความจริงของร่างกายนี้ ว่ามันมาจากธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มันไม่ยอมอยู่ภายใต้ในอำนาจของเรา มีเท่านี้ ในเมื่อไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราจะไปประคับประคองมันเพื่อประโยขน์อะไร มันไม่เกิดประโยชน์

                สำหรับวันนี้เราพูดกันเพียงเท่านี้ เพราะการเจริญพระกรรมฐานด้านวิปัสสนาญาณ เราพูดกันแล้ว ให้พระทุกองค์ สามเณรทุกองค์ อุบาสกอุบาสิกา ใช้ปัญญาพิจารณาอาหารตามความจริง แล้วจงอย่าเป็นผู้เมาในรสอาหาร จงอย่าเป็นผู้เมาในกลิ่นอาหาร อย่าเป็นผู้เมาในสีสันวรรณะของอาหาร จงอย่าหลงใหลใฝ่ฝันว่าอาหารเป็นของสะอาดอาหารเป็นของประเสริฐความจริงไม่ใช่ของดีอะไร มันเต็มไปด้วยความสกปรก ถ้าถือว่ามันเลี้ยงร่างกายได้ร่างกายของเรามันก็สกปรก ร่างกายของเรามันก็หาเลวหาความคงที่ไม่ได้ จงพยายามตั้งกำลังใจเสียว่า ขึ้นชื่อว่าอาหารเราจะไม่เมาในรสอาหาร เราจะกินอาหารพอยังอัตภาพให้คงไว้เท่านั้น ไม่ใช่กินเพื่อความสวยสดงดงาม กินเพื่อความอร่อย กินเพื่อให้ผิวพรรณผ่องใส ถ้าใจต้องการอย่างนี้แล้วถือว่าเราจมลงไปในอบายภูมิเลยหัวแล้ว ยังขึ้นไม่ได้ ยังไม่พ้นอบายภูมิ เพราะมันเป็นโทษอย่างหนัก มีอุปาทานความติดเป็นตัวกิเลสใหญ่

                บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย กาลเวลาที่จะพูดก็เลยมามากแล้ว เสียงก็ไปไม่ไหว ต่อจากนี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา