๔๑. อาหาเรปฏิกูลสัญญา
สำหรับวันนี้มาศึกษากันต่อ
วันที่แล้วมาได้พูดเรื่องกสิน ๑๐ โดยย่อพอที่ท่านทั้งหลายเข้าใจ
วันนี้ขอพูดกรรมฐานวิเศษเฉพาะอย่างคืออาหารเรปฏิกูลสัญญา
สำหรับอาหาเรปฏิกูลสัญญานี่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
เพื่อประโยชน์แก่ท่านที่มีจริตเป็นพุทธจริตคือคนฉลาด ขณะใดที่เรามีอารมณ์ฉลาด
คำว่าฉลาดในที่นี้ก็มีความไม่หวั่นไหวในความเสื่อมไปของขันธ์ห้า
หรือว่าความตายเป็นที่สุด มีอารมณ์ปลอดโปร่งมีความเฉลียวฉลาด มีความคิดว่องไว
ตัดสินใจได้ถูกต้องได้โดยง่าย อย่างนี้เรียกว่าพุทธจริต หมายความว่า
ขณะนั้นจิตของเราท่องเที่ยวไปในเขตของความฉลาดคือความเป็นผู้รู้
สำหรับพุทธจริตหรือจริตต่างๆ
ก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงคิดว่ามันมีอยู่กันทุกๆ คน
มีอยู่ประจำทั้งหมดเว้นไว้แต่เวลาไหนจะมีจริตอะไร
อารมณ์อย่างใดจะเกิดกับใจเท่านั้น
อย่างคนที่มีโมหจริตและวิตกจริตที่เราเรียกว่าคนโง่
ความจริงความโง่ของคนไม่ได้มีตลอดชีวิต ในบางจังหวะก็มีความฉลาดเหมือนกัน
ในขณะใดจิตใจเราตกอยู่ในความโง่ตัดสินใจไม่เด็ดขาด
ไม่สามารถจะพิจารณาอะไรให้ลุล่วงไปได้ มันก็เป็นไปชั่วขณะหนึ่ง
ในบางขณะความฉลาดมันก็เกิด ความฉลาดเกิดก็เรียกพุทธจริต
จิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ของความรู้ บางขณะจิตของเราก็มีอารมณ์หมกมุ่นในอารมณ์ของความโกรธความพยาบาทเรียกว่าโทสจริต
ในบางขณะจิตที่เราตกอยู่ในสภาวะที่รักสวยรักงาม ขณะนั้นเรียกว่าราคจริต
ในบางครั้งบางคราวอารมณ์ของเรากลายเป็นคนเชื่อง่ายไม่ได้พิจารณาเหตุผล
ขณะนั้นเราเรียกกันว่า สัทธาจริต
คำว่าจริตคืออาการเที่ยวไปของจิตมันมีอาการอยู่
๖ อย่างด้วยกัน
ขณะใดที่มีจิตผ่องใสใจรู้สึกว่ามีความรู้มีความคิดเฉลียวฉลาดมีเหตุมีผลพิจารณาตามพระธรรม
คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีความเข้าใจง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเชื่อชัดว่าองค์สมเด็จพระบรมทรงสวัสดิโสภาคย์กล่าวว่า
ชาติปิ
ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ เรามองเห็นความทุกข์ของความเกิดตามที่กล่าวมาแล้ว
ชราปิ
ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ ได้เห็นความแก่ที่เต็มไปด้วยความยาก
คือทำอะไรไม่คล่องแคล่วตามความประสงค์
มรณัมปิ
ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ เพราะก่อนที่จะตายมีความทุกข์และอย่างหนัก
โสกปริเทวทุกขโทมนัส
สุปายาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ หรือความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์
นี่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวอย่างนี้
แล้วในขณะนั้นปัญญาของเราก็เกิด พิจารณาคำสอนของพระพุทธเจ้าเห็นว่าเป็นทุกข์จริง
เห็นด้วยกับพระพุทธเจ้าด้วยอำนาจของปัญญาพิจารณา ไม่ใช่น้อมใจเชื่อ
อย่างนี้เรียกว่าพุทธจริต
เมื่อขณะที่จิตของเรามีความเปรื่องปราดมีความฉลาดเกิดขึ้นในช่วงนั้นก็ให้บรรดาทุกท่านใช้อาหาเรในกรรมฐาน
๔ อย่างที่เหมาะกับพุทธจริตมีอาหาเรปฏิกูล มรณัสสติกรรมฐาน จตุธาตุววัฏฐานสี่
และอุปสมานุสสติคือนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาใช้ทันที
จะได้รับรองเอาความดีของจิตที่มีความฉลาด
เฉพาะวันนี้จะพูดเรื่องอาหาเรปฏิกูลสัญญาที่เราหมายถึงคนฉลาดจะมองเห็นง่าย
การพิจารณาอาหารที่เราบริโภคเข้าไปเราหาความจริงของอาหารว่ามันเกิดมาจากมูลธาตุที่มีความสะอาดหรือว่าสกปรก
การกินอาหารของพระ ถ้าหากว่าขาดอาหาร อยู่ๆ ได้กับข้าวมาได้ข้าวมา ได้ขนมมา ก็จ้วงดะ
มีหวังลงนรกแน่นอน ถ้าฆราวาสทำไม่ลงนรกแต่ถือว่าตกอยู่ในความประมาท
ถ้าติดในรสอาหารก็จัดว่าเป็นกิเลสอย่างหนัก
ในขณะใดที่จิตใจยังติดอยู่ในรสอาหารว่าอร่อย อย่างโน้นอร่อย อย่างนี้อร่อย อย่างนี้ไม่อร่อย
อย่างโน้นไม่อร่อย อย่างนี้แสดงว่าเรายังไม่สามารถจะข้ามอบายภูมิไปได้
เพราะจิตมันยังเศร้าหมอง ถ้าขณะใดที่มีอาหารไม่เป็นที่ถูกใจเรา ใจไม่สบาย
พระพุทธเจ้าตรัสว่าขณะใดที่จิตเศร้าหมองตายแล้วก็ไปอบายภูมิ
อันนี้อาหารทำไมจึงไม่มีรส
เพราะรสของอาหารไม่มีอะไรแน่นอน
ความอร่อยของรสมันอยู่ที่ปลายลิ้นกับกลางลิ้นพอถึงโคนลิ้นเราก็หมดรสไม่มีความรู้สึกในรส
ประสาทสำหรับรับสัมผัสแห่งการรับรู้รสไม่มี ถ้าของนี่มีรสอร่อยหรือรสไม่อร่อย
เรากินแล้วมันไม่ได้อิ่มตลอดกาลตลอดสมัย กินแล้วเดี๋ยวก็หิวใหม่
อาหารประเภทไหนก็ตามกินแล้วก็แก่ กินแล้วก็ตายเหมือนกัน
เราจะมัวไปหลงในรสอาหารกันเพื่อประโยชน์อะไร ทำให้จิตใจมัวหมอง
ถือว่าอาหารประเภทใดที่จะยังอัตภาพให้เป็นไปได้ เราก็กินได้
กินเพื่อทรงอัตภาพให้เป็นอยู่ เพราะว่ามันยังไม่ตาย นี่เป็นจุดหนึ่งในเรื่องอาหารที่เราควรจะระมัดระวัง
ทุกคนก็ควรจะพิจารณาตัวเองว่าเรื่องอาหารนี้
เราพอจะละมันได้หรือยัง ยังติดในรสอย่างนั้น ติดในรสอย่างนี้เกินสมควร
ถ้าไม่มีแล้วกินไม่ได้ ถ้าไม่มีแล้วทนไม่ไหว ต้องแสวงหามาให้ได้เพราะติดในรสนั้นๆ
การติดในรสอาหารเป็นของไม่ดีทำให้จิตไม่บริสุทธิ์ จิตเศร้า เป็นเหตุให้ถึงอบายภูมิ
มาในเรื่องตัวของอาหารอีกก็มานั่งดูซิมีชนิดพืชพรรณธัญญาหารที่เรากินเข้าไป
มันเกิดมาจากความสะอาดหรือความสกปรก
เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่เรากินเข้าไปมันเกิดมาจากความสะอาดหรือความสกปรก
พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญา คำว่าปฏิกูลแปลว่า สกปรกโสโครกนั่นเอง
มันเป็นความสกปรก
มานั่งนึกดูว่าสัตว์แต่ละประเภทมันสะอาดตรงไหนบ้าง
มีกลิ่นคาวเต็มไปหมด มีน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนอง มีอุจจาระ ปัสสาวะ
แสดงว่าร่างกายของสัตว์ทุกประเภทที่เราโปรดปรานมันก็คือสภาพแห่งความสกปรกนั่นเอง
พืชพรรณธัญญาหารที่มันจะมีความงอกงามความเจริญก่อนที่จะมาเป็นอาหารของเราได้
ปุ๋ยที่มันดูดเข้าไปจากลำต้นของมันนั้น มันมาจากความสะอาดหรือความสกปรก
เราก็จะเห็นได้ว่าทั้ง ๒ ประการนี้ ทั้งสัตว์ก็ดี
พืชพรรณธัญญาหารก็ดีมันเป็นพื้นฐานของความสกปรก
เวลาที่เรามาปรุงอาหาร
พยายามปรุงแบบนั้น พยายามปรุงแบบนี้ เข้าใจว่ามันดี เวลาทำคิดว่าสะอาดที่สุด
แต่มันสะอาดจริง ตามเราพูดหรือเปล่า ถ้ามันสะอาดจริงๆ
เวลากินเข้าไปแล้วอิ่มแล้วไม่ต้องล้างปากไม่ต้องล้างคอไม่ต้องล้างมือ
ที่เราต้องล้างต้องบ้วนปากเพราะอะไร เพราะมันเหม็นคาวเกิดความรังเกียจในกลิ่นอาหาร
เดิมมันมีพื้นฐานแห่งความสกปรกอยู่แล้ว เวลากินก็ปรากฏความสกปรกขึ้นมาอีก
เมื่อบริโภคอาหารเข้าไป
อาหารเข้าไปอยู่ในร่างกายของเรา เราก็คิดว่ามันมีประโยชน์
แต่ว่ากากที่เราถ่ายออกมาแล้ว
เราก็รังเกียจหนัก เพราะถือว่าเป็นอุจจาระเป็นของสกปรกอย่างยิ่ง
เนื้อแท้จริงๆ ก็ของที่เรากินเข้าไปที่เลือกแล้วเลือกอีกนั่นเอง
ที่เราถือว่ามันสะอาด เราจึงได้กิน
เราถือว่าเป็นของที่มีรสอร่อยเป็นที่ชอบใจของเรา เราจึงได้กิน เมื่อของมันดีจริงๆ
เวลาถ่ายมา แล้วทำไมจึงไม่กลับกินเข้าไปอีก
เราจะเห็นได้ชัดว่า
อาหารนั้นเป็นพื้นฐานของความสกปรก และมันก็สกปรกแน่นอน เมื่ออาหารนั้นมันสกปรกแล้ว
เวลาที่เรากินเข้าไป มันเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายเป็นน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนอง
เป็นเครื่องบำรุงบำเรอร่างกายของเราให้มีความอุดมสมบูรณ์บริบูรณ์
และเราก็นั่งดูว่าเราใช้ของสกปรกเข้าไปบำรุงร่างกาย และร่างกายของเราจะสะอาดหรือมันจะสกปรก
นั่งพิจารณาหาความจริงกัน ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา
ในเมื่อร่างกายของเรามีพื้นฐานมาจากความสกปรกแล้วเราจะมาหลงใหลใฝ่ฝันร่างกายของเรา
ร่างกายของบุคคลอื่นว่ามันเป็นของวิเศษด้วยเหตุอันใด ที่เรามีอารมณ์อย่างนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นความโง่จะมีอะไรมากล่าวอ้าง
เพราะการขาดใช้ปัญญาพิจารณาหาความเป็นจริง
จึงได้มีความหลงใหลใฝ่ฝันเพ้อฝันในร่างกายของตนและร่างกายของบุคคลอื่นว่าเป็นของสะอาด
เป็นของสวยสดงดงาม เป็นของน่ารัก น่าปรารถนา น่าประคับประคอง
ความรู้สึกอย่างนี้มาจากไหน ถ้าไม่มาจากความโง่แล้วมันจะมาจากไหน
เพราะมันฝืนกฎของความเป็นจริง
ในเมื่อเราพิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา
แล้วเราก็มามองดูขันธ์ห้า คือร่างกายของเรา
ถ้าร่างกายของเรามาจากพื้นฐานของความสกปรกมีอาหารเป็นที่ตั้ง พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
สัพเพ สัตตา อาหารัฏฐิติกา สัตว์ทั้งหลายยังทรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาหาร
อาหารทุกอย่างมันสกปรก ก่อนจะกินก่อนจะบริโภคก่อนจะฉันนึกหาความจริงเสียก่อน
ต้องพิจารณาเสียก่อนเสมอไป พระไม่ใช่ฆราวาส เณรไม่ใช่ฆราวาส พระเณรเป็นปูชนียบุคคล
ถ้าทำใจทำกริยาของเราเท่ากับคนธรรมดาหรือฆราวาสก็แสดงว่าเราลงนรกแน่นอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหาเรปฏิกูลสัญญาพระพุทธเจ้าทรงย้ำไว้มาก
ท่านกล่าวว่า
การบริโภคอาหาร ถ้าเราไม่พิจารณาเสียก่อน เมาในรสอาหาร เมาในกลิ่นของอาหาร
เมาในสีของอาหาร ถ้ามีความเมาๆ แบบนี้ ท่านบอกว่ากินก้อนเหล็กแดงดีกว่า
ก้อนเหล็กที่เขาเผาแดงจนลุกโชน เรากินไปถึงปากปากพัง ถึงคอก็คอพัง ถึงอกก็อกพัง
ถึงท้องก็ท้องพัง มันร้อนเราก็ตาย พอตายแล้วเราก็เลิกร้อน
ถ้าพระที่ฉันอาหารโดยไม่ได้พิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญาตายแล้วต้องตกนรก
มันร้อนนานแสนนาน นี่จำไว้ให้ดี ในการพิจารณาเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา
มีประโยชน์อะไรบ้าง
ในด้านสมถภาวนา
ก็เป็นอสุภสัญญาพิจารณาว่าอาหารเป็นของน่าเกลียด โสโครกเมื่อเข้าไปในร่างกาย
ร่างกายก็เป็นของน่าเกลียด โสโครก เป็นของที่ไม่น่ารัก
ความจริงเรารู้อยู่แล้วตั้งแต่กายคตาสติ ว่าร่างกายของเรามันดีอยู่แค่ผิวหนัง
ผิวหนังจริงๆ มันก็ไม่ดี เข้าไปมันมีแต่ความสกปรก ผิวหนังนี้ถ้าเราไม่ชำระล้าง
ถ้าไม่อาบน้ำอาบท่า ไม่เอาเครื่องประทินผิวมาชำระล้างร่างของเรา
ร่างกายหนังมันก็สกปรกดีเหมือนกัน ฉะนั้นเมื่อเราใช้อาหารเป็นเครื่องบริโภค
อาหารมันสกปรก ร่างกายของเรา ร่างกายของบุคคลอื่น
ใครเล่าจะเป็นคนที่มีร่างกายสะอาด นี่เราก็จะมองเห็นได้ว่าร่างกายของเราไม่สะอาด
มันเป็นร่างกายที่มีความสกปรกเต็มไปด้วยความน่ารังเกียจ
ในเมื่อรู้ว่าร่างกายของเราน่ารังเกียจสกปรกเราก็เห็นว่าร่างกายของคนอื่นน่ารังเกียจ
มันเป็นของสกปรกเหมือนกัน เพราะร่างกายของเราโดยมากเราจะไม่ค่อยเห็น
ไปเห็นของคนอื่นมากกว่าเหมือนกับหน้าของตนเอง เราไม่ค่อยพิจารณา
มองแต่หน้าคนอื่นว่าสวยบ้างไม่สวยบ้าง ขาวบ้าง ดำบ้าง เอิบอิ่มบ้าง เหี่ยวแห้งบ้าง
แล้วหน้าของเราอาจจะทรุดโทรมกว่าเขาเราไม่เคยคิด
นี่องค์สมเด็จพระธรรมสามิศร์ทรงมีความรู้ว่าคนเราส่วนมากมีความประมาทแบบนี้
องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงสอนอาหาเรปฏิกูลสัญญาแล้วมาเทียบกับร่างกาย
และเมื่อเราเห็นว่าร่างกายเรา ร่างกายของบุคคลอื่นสกปรก กามราคะมันก็ตกลงไป
ความปรารถนาในร่างกายของบุคคลอื่น ที่อยากจะได้มาเป็นทรัพย์สินประจำชีวิตของตนมันก็หมดไป
ก็มารังเกียจว่ามันสกปรก เพราะเราต้องการความสะอาดเราไม่ต้องการความสกปรก
ในเมื่อเห็นว่าร่างกายสกปรกแล้วเราก็มาพิจารณาขันธ์ห้าเป็นวิปัสสนาญาณ
ว่าร่างกายของเรานี้นอกจากสกปรกแล้วยังไม่มีการทรงตัว เป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์
คือมันขังทุกข์เข้าไว้ ที่ว่าทุกขัง ชาติปิ ทุกขา ความเกิดแสนลำบาก
กว่าจะคลอดจากมารดาได้ ออกมาแล้วก็กระทบความร้อนความหนาว ร่างกายก็แสบไปทั้งกาย
มีอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย อาการของความเกิดมันเป็นทุกข์
ชราปิ
ทุกขา ความเข้าไปสู่ความชราภาพมันก็มีทุกข์เป็นขบวน
หูฝ้าตาฟางใช้งานไม่สะดวกกำลังร่างกายก็อิดโรยเรี่ยวแรงก็หมดไปทำอะไรไม่สมความปรารถนา
นี่พูดกันโดยย่อเสียงแห้งไปไม่ค่อยไหว มาความป่วยไข้ไม่สบายมันก็เป็นอาการของทุกข์
โรคะแปลว่า เสียดแทง
มรณัมปิ
ทุกขัง เวลามันจะตาย ทุกขเวทนามีหนัก มันบีบคั้นจนหนักจนตาย
นี่เราจะเห็นได้ว่าการเกิดของร่างกายไม่มีอะไรจะเป็นของดี
มันเต็มไปด้วยอาการของความทุกข์
และมันทุกข์แล้วร่างกายมันเป็นเราหรือเปล่าเป็นของเราหรือเปล่า
ความจริงมันก็ไม่ใช่ เป็นของกิเลสตัณหามันเกิดขึ้นแล้วมันก็สลายตัวไป
เราจะมานั่งมัวเมาในร่างกายเพื่อประโยชน์อะไร
เราจงมาตัดความกระสันในร่างกายเสียโดยยกเอาอาหาเรปฏิกูลสัญญาเป็นพื้นฐานแล้วพิจารณาร่างกายของเราว่าพื้นฐานมาจากความสกปรกคืออาหาร
ร่างกายมันก็สกปรก สกปรกจนเราจะหาความไม่น่าเกลียดไม่ได้
เต็มไปด้วยความทุกข์มีการสลายตัวไปในที่สุด เรายังต้องการมันอีกหรือ
เมื่อพิจารณาตอนนี้ถ้าปัญญามันดีจริงๆ มีปัญญาหลักแหลมก็จะเกิดนิพพิทาญาณ
ความเบื่อหน่ายในร่างกายเกิดขึ้น เพราะว่ามีความสกปรกเป็นพื้นฐาน
เมื่อนิพพิทาญาณ
ความเบื่อหน่ายเกิดขึ้น เราก็ก้าวเข้าไปสู่สังขารุเบกขาญาณ คือ
จับอาหาเรปฏิกูลสัญญาเป็นพื้นฐานเดิม
สังขารุเบกขาญาณก็มานั่งนึกว่ามันก็เกิดขึ้นแล้ว สกปรกก็ช่างมัน
แต่ว่าเราจะไม่ต้องการความสกปรกต่อไปอีก เวลานี้เราจะยอมทน เราจะยอมปรนปรือร่างกายไว้
ให้ทรงตัว ให้ทุกขเวทนามันมีน้อย
แต่พร้อมกันนั้นเราก็ทำใจของเราให้บริสุทธิ์เพื่อตัดความเกิด หนีความเกิดต่อไป
เรื่องความตายไม่ต้องกลัว กลัวความเกิดอย่างเดียวพอ
ถ้าเราไม่เกิดเสียแล้วมันจะตายได้อย่างไร ถ้าเราไม่เกิดแล้วความไม่เที่ยงมันจะมาได้อย่างไร
เราไม่เกิดแล้วความทุกข์มันจะมาได้อย่างไร
ถ้าเราไม่เกิดความป่วยไข้ไม่สบายมันจะมีมาได้อย่างไร สิ่งทั้งหลายเหล่านี้
เราจะป้องกันได้โดยอาศัยความไม่เกิดเป็นสำคัญ เราไม่เกิดเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง
๑.
ตัดโลภะ ความโลภ โดยการให้ทาน
๒.
ตัดโทสะ ความโกรธ โดยการเจริญพรหมวิหาร ๔
๓.
ตัดโมหะ ความหลง โดยพิจารณาหาความจริงของร่างกายนี้ ว่ามันมาจากธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ
ธาตุลม ธาตุไฟ มันไม่ยอมอยู่ภายใต้ในอำนาจของเรา มีเท่านี้
ในเมื่อไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราจะไปประคับประคองมันเพื่อประโยขน์อะไร
มันไม่เกิดประโยชน์
สำหรับวันนี้เราพูดกันเพียงเท่านี้
เพราะการเจริญพระกรรมฐานด้านวิปัสสนาญาณ เราพูดกันแล้ว ให้พระทุกองค์
สามเณรทุกองค์ อุบาสกอุบาสิกา ใช้ปัญญาพิจารณาอาหารตามความจริง
แล้วจงอย่าเป็นผู้เมาในรสอาหาร จงอย่าเป็นผู้เมาในกลิ่นอาหาร
อย่าเป็นผู้เมาในสีสันวรรณะของอาหาร จงอย่าหลงใหลใฝ่ฝันว่าอาหารเป็นของสะอาดอาหารเป็นของประเสริฐความจริงไม่ใช่ของดีอะไร
มันเต็มไปด้วยความสกปรก ถ้าถือว่ามันเลี้ยงร่างกายได้ร่างกายของเรามันก็สกปรก
ร่างกายของเรามันก็หาเลวหาความคงที่ไม่ได้ จงพยายามตั้งกำลังใจเสียว่า
ขึ้นชื่อว่าอาหารเราจะไม่เมาในรสอาหาร เราจะกินอาหารพอยังอัตภาพให้คงไว้เท่านั้น
ไม่ใช่กินเพื่อความสวยสดงดงาม กินเพื่อความอร่อย กินเพื่อให้ผิวพรรณผ่องใส
ถ้าใจต้องการอย่างนี้แล้วถือว่าเราจมลงไปในอบายภูมิเลยหัวแล้ว ยังขึ้นไม่ได้
ยังไม่พ้นอบายภูมิ เพราะมันเป็นโทษอย่างหนัก มีอุปาทานความติดเป็นตัวกิเลสใหญ่
บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย
กาลเวลาที่จะพูดก็เลยมามากแล้ว เสียงก็ไปไม่ไหว ต่อจากนี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง
ดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย
จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา