๔๐. กสิณ ๑๐ แบบวิปัสสนา

          โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีล  สมาทานพระกรรมฐานแล้ว  สำหรับวันนี้     

จะได้พูดถึงกสิณในแบบของวิปัสสนาญาณ  สำหรับการเจริญกสิณในด้านสมถภาวนา  เราต้องการนิมิตเป็นสำคัญ เมื่อ          

อารมณ์จับนิมิตของกสิณสิบอย่างได้แล้วทรงตัวอยู่  ถ้านิมิตนั้นเป็นรูปเดิม  มีสภาวะเป็นอย่างเดิม  เราก็เรียกว่า        

อุคหนิมิต  เพราะว่าเป็นอุคหนิมิตเบื้องต้น  และนิมิตกลายตัวมาจากสีเดิมเป็นสีขาว  สีประกายพรึก  แล้วก็จัดเป็น     

อุคหนิมิตเบื้องปลาย  ถ้าสีเป็นประกายมากหนาทึบ จิตทรงตัว ก็เป็นฌาน  นี่เป็นกสิณเบื้องต้น     

          สำหรับในด้านสมถภาวนา  มีการเจริญกสิณให้เป็นวิปัสสนาภาวนา  เป็นการเจริญพระกรรมฐานโดยที่

ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน  เพราะว่าเราศึกษากันแล้ว  จะเห็นว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน

สมถภาวนาที่ไหน  ก็ใช้วิปัสสนาญาณที่นั่น  อย่างในมหาสติปัฏฐานสูตรทุกบรรพ ทุกตอน  พระพุทธเจ้าสอนตอนต้น 

เป็นสมถภาวนาก็ลงท้ายเป็นวิปัสสนา  ทีนี้การนำกสิณเข้ามาเป็นวิปัสสนาญาณ  ก็จะขอเล่าเรื่องขององค์พระพิชิตมาร 

บรมศาสดาสอนนายช่างทอง  จะได้หมดสงสัย  ประเดี๋ยวจะว่ามานั่งคิดไปเอง  นี่กสิณ  นี่เป็นสมถภาวนา  มาสอนเป็น

วิปัสสนาภาวนา  เป็นการดัดแปลงแก้ไขคำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น  พระพุทธ  

เจ้าสอนไว้ตรง ๆ กสิณทุกกองใช้นิมิตเหมือนกันและใช้อารมณ์อย่างเดียวกันในด้านวิปัสสนาญาณ  ทีนี้จะขอยกตัว   

อย่าง  ในสมัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยังมีชีวิตอยู่  ขณะนั้นลูกชายนายช่างทองออกบวชในสำนัก   

พระสารีบุตร  ซึ่งเป็นอัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู  เธอเป็นคนหนุ่มคนสวย เป็นคนรวย  พระสารีบุตรก็คิดดู  

ว่าเธอคงจะมากไปด้วยกามคุณ  มีราคจริต  จึงให้กรรมฐานเหมาะกับจริต  เป็นอสุภกรรมฐานและกายคตาสติกรรมฐาน

ที่พระสารีบุตรให้ไม่ตรงกับอัธยาศัย  ปรากฏหมดไป ๑ พรรษา  พระลูกชายนายช่างทองไม่ได้อะไร  เมื่อออกพรรษา   

แล้ว  พระสารีบุตรจึงนำไปเฝ้าองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว  พระพุทธเจ้าสอนใหม่  สั่งให้พระสารีบุตรกลับ  แล้วก็สอน

ให้เธอพิจารณากสิณใหม่ในด้านของโลหิตกสิณ  คือกสิณสีแดง  โดยทรงนิมิตดอกบัวทองคำเป็นสีแดงมาดอกหนึ่ง    

ภาวนาว่า สีแดง สีแดง  แล้วก็หลับตานึกไว้เสมอว่า สีแดง สีแดง  เมื่อลืมตา หลับตา  นึกถึงภาพนั้น  ถ้าภาพเลือนไปก็  

ให้ลืมตามองดู  ขอเล่าลัด ๆ เป็นอันว่าท่านลูกชายนายช่างทอง  พิจารณาซึ่งดอกบัวสีแดงชั่วครู่เดียว  เธอก็ได้ฌาน ๔   

ฌานสี่นี่ก็หมายถึงจิตจับอยู่ในอารมณ์ดอกบัวสีแดงจนเป็นประกายพรึก  จะบังคับให้สูงก็ได้ เล็กก็ได้  อยู่ข้างหน้าก็ได้

อยู่ข้างหลังก็ได้  อยู่ข้าง ๆ ก็ได้เป็นไปตามใจชอบ เอาจิตนึกบังคับ  

          ในขณะนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใคร่ครวญด้วยพระพุทธญาณ  ว่าถ้าหากว่าเราไม่ช่วยเธอในตอน

วิปัสสนาญาณนี่  เธอจะบรรลุมรรคผลไหม  องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระญาณของพระองค์เอง 

ว่า  หากว่าเราไม่ช่วยเธอก็จะได้แต่เพียงฌานโลกีย์  ถ้าเราช่วยเธอจักสำเร็จอรหัตผลในวันนี้  ฉะนั้น  องค์สมเด็จพระ  

จอมไตรจึงได้ทรงเนรมิตดอกบัวทองคำที่มีสีสดใส  ให้มีสภาพเหี่ยวแห้งลงไป  ครั้นพระลูกชายนายช่างทองลืมตาขึ้น 

มาดูเห็นดอกบัวก็แปลกใจว่า  เอ๊ะ  เมื่อตะกี้มีสภาพผ่องใส แจ่มใสดี  เวลานี้ทั้งกลีบก็ร่วงโรยเหี่ยวแห้งลงไป  น่าแปลก 

ใจ  เธอก็ยังไม่ได้นึกอะไร  นั่งหลับตานึกถึงภาพของดอกบัวไปใหม่

          ตอนนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงเนรมิตให้ดอกบัวกลีบแห้งหมด  แล้วร่วงโรยไปบ้างตาม

สมควร  เธอลืมตาขึ้นมาดูอีกก็เห็นดอกบัวเหี่ยวแห้งมีกลีบหล่นก็แปลกใจ ก็นั่งนึกในใจว่า  ดอกบัวนี้คือนิมิตกสิณนี้มี  

สภาวะผิดปกติ  คือ  เดิมทีเดียวมีสภาพผ่องใส สดสวย สวยสดงดงาม  แล้วเพียงชั่วครู่ขณะเดียวก็ปรากฏว่ากลับเหี่ยว   

แห้งลงไป  นี่เราลืมตาขึ้นมาใหม่ก็ปรากฏว่ากลับร่วงหล่นไปมาก  เธอก็หลับตาลงไปอีก  คราวนี้องค์สมเด็จพระจอม   

ไตรทรงเนรมิตดอกบัวให้แห้งเกสรร่วงหมดแล้วก็ก้านหักลงไป  สลายบี้แบนลงไปละเอียดลออ  เธอลืมตาขึ้นมาอีกที  

ไม่เห็นดอกบัวตั้งอยู่  เห็นดอกบัวเรี่ยราดกระจัดกระจายไปในพื้นแผ่นดิน  เธอจึงนำภาพกสิณคือดอกบัวนั้นเข้ามา    

เทียบกับจิต  เข้ามาเทียบกับร่างกายว่าสภาพร่างกายของเรานี้ก็มีสภาพเหมือนดอกบัว คือ ดอกบัวหรือภาพกสิณนี้  เดิม 

มีสภาวะแจ่มใส พังสลายตัว  แต่ว่าเดี๋ยวนี้ร่วงโรยลงไปเป็นขณะ ๆ  ในที่สุดก็พังสลายตัวเรี่ยรายไปในพื้นปฐพี  แต่   

สภาพร่างกายของเรานี้ทีมีสภาพเหมือนกัน  คือ  เมื่อมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น  ก็รุ่งเรืองขึ้นมาทีละน้อย  ละน้อย  ถึง 

ความเป็นหนุ่มเป็นสาว  ต่อมาความเป็นหนุ่มเป็นสาวหมดไป  ร่างกายก็ค่อยสลายตัวลงไป คือทรุดโทรมลงไปเหมือน 

กับดอกบัวที่ค่อย ๆ เหี่ยวแห้งลงไป  แล้วไม่ช้าไม่นานเท่าใด  กลีบก็จะหล่นลงบ้างตามสมควร  ไอ้การที่กลีบร่วงหล่น  

ลงมาเปรียบให้รู้ว่า  ร่างกายของเรา  ผมมันเคยดำก็กลับขาวหมดสวย  สายตาที่เคยยาวก็กลับสั้น  ฟันดี ๆ ก็โยกก็คลอน 

หักไป  ร่างกายที่เคยทรงกำลังกายดีก็ร่วงโรยลงไป  ในที่สุดความตายก็เข้ามาถึง  เลือดและเนื้อทั้งหลายก็เรี่ยรายลงไป 

ทั่วปฐพี  เช่นเดียวกับดอกบัวที่เราเห็นนี้  คือเรี่ยรายจมพื้นปฐพีลงไปหมดสภาพ  เมื่อเธอพิจารณาอย่างนี้แล้วก็นึกถึง  

พระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วที่ทรงตรัสในตอนต้นว่า   

          ภิกขเว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ชาติปิ ทุกขา  ความเกิดเป็นทุกข์  ชราปิ ทุกขา  ความแก่เป็นทุกข์  มรณัมปิ

ทุกขัง  ความตายเป็นทุกข์  โสกปริเทวทุกขโทมนัส  เป็นต้น  ซึ่งแปลว่าความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์  ความพลัดพราก 

จากของรักของชอบใจเป็นทุกข์  ทุกข์เพราะอะไร  ทุกข์เพราะร่างกายของคนก็ดี  ของสัตว์ก็ดี  สภาวะต่าง ๆ ก็ดี  เกิดมา

แล้วมันหาความเที่ยงไม่ได้ มันไม่เที่ยง  นี่ชีวิตของเรา  ร่างกายของเราก็มีสภาวะเหมือนภาพกสิณที่เราเห็น  แต่เดิมที 

มันแจ่มใสแล้วก็ร่วงโรยลงไป  ที่สภาพของมันไม่เที่ยง  แล้วในที่สุดมันก็จบ  คือตายไปในที่สุดเรียกว่าอนัตตา  นี่เรา  

จะมานั่งมัวเมากับร่างกายเพื่อประโยชน์อะไร  แล้วในที่สุด เราก็จะต้องสลายตัวไปเช่นเดียวกับดอกบัวทองคำ  นี่พูดถึง

ดอกบัวทองคำนะ 

          ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายใช้ภาพกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น  ปฐวีกสิณใช้ดิน  เตโชกสิณใช้ไฟ 

อาโปกสิณใช้น้ำ  วาโยกสิณ ใช้ลม  แล้วก็โลหิตกสิณใช้สีแดง  นีลกสิณ ใช้สีเขียว  ปิตกสิณใช้สีเหลือง  โอทาตกสิณใช้ 

สีขาว  อากาสกสิณใช้อากาศ  อาโลกสิณใช้แสงสว่างก็ตาม  พอเราเพ่งภาพของกสิณจนติดตาติดใจ  เป็นอารมณ์ฌาน   

ตามที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น  แล้วเราก็ปล่อยใจสักประเดี๋ยวหนึ่งเมื่อจิตมันเคลื่อนก็ปรากฏว่า ภาพกสิณนี้มันหายไป 

แล้วเราก็ดึงเอาภาพกสิณตั้งจิตให้เป็นฌานใหม่ภาพกสิณมันก็เกิด  ที่เกิดนี่หลับตาเห็นนะ  ไม่ใช่ลืมตาเห็น  เห็นชัด   

ด้วยอำนาจจิตเป็นสมาธิ  ถ้าปล่อยให้จิตเคลื่อนไปสักนิดหนึ่ง  เคลื่อนจากสมาธิไป  ภาพกสิณนั้นก็หายไป  ถ้าจิต     

เคลื่อนลงไปน้อยหรือเสื่อมลงไปน้อย  ยังทรงฌานอันดับต่ำ  ภาพกสิณก็หมองมัวลงไป  ถ้าจิตใจของเราทรงฌานสูง  

ภาพกสิณก็จะชัดเจนแจ่มใส  เมื่อจิตเคลื่อนลงไปมาก  เลยปฐมฌานลงไปภาพกสิณจะสลายตัว  ทีนี้ในเมื่อเรา        

พิจารณาภาพกสิณอย่างนี้  เราพิจารณาอย่างนี้จัดว่าเป็นสมถภาวนา  

          ทีนี้เรามาพิจารณาดูภาพกสิณว่าภาพกสิณนี้เราสร้างให้มันเกิดขึ้นได้  แต่ถึงเวลาที่สมาธิคลายเมื่อไรมันก็

หายไป  ก็มานั่งเทียบกับชีวิตของเราว่าชีวิตของเรากับภาพกสิณนี้มีสภาพเหมือนกัน  เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่ช้านานเท่าไร 

มันก็สลายตัวไปตามอายุของมัน      

          ฉะนั้นเราก็พิจารณาต่อไปว่าที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พวกเราทั้งหลาย

ละอุปาทานในขันธ์ห้า  ว่าการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้าว่าคือร่างกายเรา นี้เป็นเราเป็นของเรา  เรามีในร่างกายร่างกายมี 

ในเรา  อันนี้องค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงละเสีย  ให้พิจารณาตามความจริงว่าอัตภาพร่างกายนี้ไม่ใช่

เรา ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา  ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ที่เข้ามาประชุมกันอยู่ชั่วคราว    

เหมือนกับภาพของกสิณ หรือนิมิตของกสิณที่ปรากฏ  เมื่อปัจจัยที่จะหล่อเลี้ยงมันหมดลงไปเมื่อไร  มันก็สลายตัวลง 

ไปเมื่อนั้น  และขณะที่ร่างกายทรงอยู่  มันก็เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง  มีความเสื่อมเป็นปกติ  เมื่อมันไม่เที่ยงจิตเราเข้า

ไปเกาะ  ไปคิด  ไปติดมัน  คิดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา  มันก็เกิดความทุกข์  เพราะเราต้องการให้เที่ยง  ไม่ว่าเราจะ   

ทุกข์ จะร้อน จะดึง จะดื้อ จะดัน   จะรั้งไว้สักเพียงใดก็ตามที  ร่างกายก็ไม่ทรงตัว  ในที่สุดมันก็มีการสลายตัวที่เรียกกัน

ว่าอนัตตา

          การที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ละจากอุปาทานขันธ์ห้า  คือไม่ยึดถือในขันธ์ห้าว่า  เป็นเรา

เป็นของเราคือให้ยึดถือความเป็นจริง  แต่รู้ตัวไว้เสมอว่าร่างกายมีความเกิดในเบื้องต้น  มีความเปลี่ยนแปลงในท่าม    

กลาง  มีการสลายตัวไปในที่สุด  ขณะทรงตัวอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ หาความสุขไม่ได้  ถ้าเรายึดถือมันว่ามันเป็นเราเป็น   

ของเราอยู่เพียงใด  เราก็พบกับความเกิด  พบกับควาทุกข์  พบกับความสลายตัว  คืออนัตตาแบบนี้  แต่องค์สมเด็จพระ  

มหามุนีให้ละความยึดถือในร่างกายว่าเป็นเราเป็นของเรา  คือว่าไม่ต้องการความเกิดอีกต่อไป  สิ่งที่ต้องการนั่นคือความ

ดับ  คือความดับกิเลสทั้ง ๓ ประการได้แก่  โลภะ  ความโลภ  โทสะ  ความโกรธ  โมหะ  ความหลง 

          โลภะ  ความโลภ  โทสะ  ความโกรธ  โมหะ  ความหลง  จะมีได้ก็เพราะอาศัยร่างกายเป็นสำคัญ  ถ้าร่าง

กายเราหมดไปแล้วนั้น  ความโลภคือการแสวงหาทรัพย์สินเข้ามาก็ไม่มีสำหรับเรา  ความโกรธที่ใครเขานินทาว่าร้ายว่า 

ไม่ดีว่าชั่ว  ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของเรามันไม่มี  คำว่าอนัตตา  คือร่างกายมันจะสลายตัวนี้ก็ไม่ปรากฏถ้าเราไม่ 

มีร่างกาย  เราไม่มีการเกิด  ฉะนั้น  จะพิจารณาเห็นว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านี่มีความประเสริฐ 

ที่เราจะไม่เกิดเป็นมนุษย์ได้เพราะอาศัยอะไรเป็นสำคัญ  ก็ต้องถือต่อไปว่า  เราจะต้องไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์ 

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ใช้ปัญญาพิจารณาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าทุกแง่ทุกมุมทั้งหมดที่องค์สม  

เด็จพระบรมสุคตสอน  เช่น  พระพุทธเจ้ากล่าวว่า  ชาติปิ ทุกขา  ความเกิดเป็นทุกข์  ชราปิ ทุกขา  ความแก่เป็นทุกข์    

มรณัมปิ ทุกขัง  ความตายเป็นทุกข์  ก็นั่งพิจารณาดูว่ามันจริงหรือไม่จริง  ถ้าเรายังเห็นว่าไม่จริงก็แสดงว่าเรายังไม่เข้า 

ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ถ้าเราเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นทุกข์จริงก็แสดงว่าเราเข้าถึงคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัม  

มาสัมพุทธเจ้าแล้ว

          ทีนี้ในเมื่อเราหนีความทุกข์ข้อนี้  ในอันดับแรกเราต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์  สำหรับพระมีศีล  ๒๒๗ 

บริสุทธิ์  สามเณรมีศีล  ๑๐  บริสุทธิ์  ฆราวาสมีศีล    บริสุทธิ์  เป็นอันดับแรก อย่างนี้เรียกว่าตัด  สีลัพตปรามาสเสียได้

จิตใจเราก็มุ่งเฉพาะอย่างเดียว คือ  พระนิพพานเป็นอารมณ์  ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีอารมณ์ถึงขนาดนี้องค์

สมเด็จพระมุนีกล่าวว่าท่านเป็นพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามี  แต่ถ้าได้เพียงเท่านี้จงอย่าคิดว่าดี มันยังต้องเกิดอีก   

เรายังต้องหนีความเกิดต่อไป

          ในอันดับต่อไป  องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงแนะนำให้ตัดกามราคะด้วยอำนาจอสุภกรรมฐานและ

กายคตาสติกรรมฐาน  เราก็พิจารณาร่างกายของเรากับบุคคลอื่นด้วยอำนาจของสมถภาวนาทั้ง    ประการ  เห็นว่าเป็น

ของน่าเกลียด  มีความโสโครกเป็นปกติ  นี่เป็นสมถภาวนา  แล้วก็จับเอาสภาวะนั้นเข้ามาว่า  นอกจากมันจะน่าเกลียด 

โสโครกแล้ว มันเป็นอนิจจังหาความเที่ยงไม่ได้ ไม่มีใครสวยจริง  สวยแล้วไม่นานก็เสื่อมไป  ทุกขัง ถ้าเราครองอยู่   

เท่าใดก็มีแต่ความทุกข์  อนัตตา จะรักกันสักเพียงไหนก็ตามที  ในที่สุดต่างคนต่างก็ตายจากกันไปไม่มีประโยชน์      

          เช่นเดียวกับสภาวะนิมิตของกสิณที่เราเห็นเป็นโทษ  คือเกิดแล้วก็ดับไปฉันนั้น  ในที่สุดจิตใจของเราก็

จะคลายจากความกำหนัดยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส    

          ต่อมาองค์สมเด็จพระผู้ทรงสวัสดิโสภาคย์  ได้แนะนำให้เราตัดโทสะพยาบาทด้วยอำนาจการเจริญพรหม

วิหารสี่  แล้วก็พิจารณาว่าคนทุกคนนี้ต้องการความรัก  ต้องการความเอ็นดูเหมือนกัน  ไม่ต้องการให้ใครพิฆาตเข่นฆ่า  

ซึ่งกันและกัน  และชีวิตของบุคคลนั้นมันไม่เที่ยง  มันจะต้องตายไปเป็นปกติ  เราก็ไม่ควรจะถือโทษโกรธเคือง  เราจะ

มีจิตให้อภัยแก่คนทั้งหลายด้วยอำนาจเมตตาความรัก  กรุณาสงสาร  พร้อมไปด้วยวิปัสสนาญาณ  คือเห็นว่ามันไม่เที่ยง

เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  จะไปเข่นฆ่าเพื่อประโยชน์อะไร  จิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายก็จะคลายจากความ

โกรธ  ความพยาบาท  ในที่สุดจิตก็จะตัดเสียได้  เมื่อบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทรงความดีได้ถึงเพียงนี้  

องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่าท่านเป็นพระอนาคามิผล  

          ต่อไปก็ระลึกนึกถึงแนวทางที่องค์สมเด็จพระทศพลทรงสอนเพื่อบรรลุมรรคผลเบื้องสูง คือ อรหัตผล  ว่า

องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแนะนำว่าท่านทั้งหลายจงอย่าติดในรูปฌานและอรูปฌาน  เพราะอรูปฌานและรูปฌานทั้ง

  ประการนี้เป็นเพียงกำลังเพื่อส่งใจเข้าสู่วิปัสสนาญาณเท่านั้น  แต่เราก็ไม่ทิ้งรูปฌานและอรูปฌาน  แต่ว่าทรงไว้แล้ว

จับเอาวิปัสสนาญาณมาเป็นเครื่องมือในการตัดกิเลส  ต่อไปก็พิจารณาตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จ 

พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบอกว่าอย่าถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขา  เราเลวกว่าเขา  เราเสมอเขา  คิดเสียว่าคนและ

สัตว์ทั้งหลายมีสภาพเหมือนกัน  มีความเกิดในเบื้องต้น  มีความแก่ในท่ามกลางและมีความสลายตัวไปในที่สุดเหมือน 

กัน  ทุกคนก็มีธาตุ    คือ  ธาตุน้ำ  ธาตุดิน  ธาตุลม  ธาตุไฟเหมือนกัน  ทุกคนมีร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรกโสมม 

เหมือนกัน  เขากับเราก็มีสภาวะเหมือนกัน  จะมาเบ่งว่าเราดีกว่าเขา  เราเลวกว่าเขา  เราเสมอเขาเพื่อประโยชน์อะไร  

ใจเราก็มีความสุขไม่มีความรังเกียจในตัวบุคคลและสัตว์   

          ต่อไปก็รวบรวมกำลังใจตามที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ทรงแนะนำ  ควบคุมกำลังใจไว้เฉพาะพระ

นิพพานเป็นอารมณ์  โดยนิยมนับถือเอาสังขารุเบกขาญาณเป็นกำลัง  คืออะไรที่จะเกิดขึ้นกับเรา  จะเป็นของที่ชอบใจ

หรือไม่ชอบใจก็ตามช่างมัน  ร่างกายมันจะแก่ก็ช่างมัน  มันจะป่วยไข้ไม่สบายก็ช่างมัน  การรักษาร่างกายที่เป็นโรคภัย

ไข้เจ็บถือว่าเป็นการระงับทุขเวทนาร่างกาย  จะระงับได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน  ความตายจะเข้าถึงเราเมื่อไรก็ช่างมันถือว่า

ดีเสียอีกเราไม่ต้องแบกขันธ์    คือร่างกายเพราะมันเป็นปัจจัยของความทุกข์  เมื่อจิตใจเราลงคำว่าช่างมันได้ก็ถึง     

ความสุขที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าสังขารุเบกขาญาณ  ความวางเฉยในร่างกายและวางเฉยในอารมณ์ต่าง ๆ  ที่ชาวโลกนำ  

มาให้  เขาสรรเสริญเขานินทาบ้างเราก็ช่างมัน  ไม่ถือเป็นอารมณ์อย่างนี้  โดยที่จิตนิยมถือว่าเป็นสังขารุเบกขาญาณ   

ซึ่งเป็นญาณที่มีความสำคัญ 

          ต่อไปเหลือกิเลสตัวท้ายอีกตัวเดียวได้แก่  อวิชชา  แต่ความที่จิตเข้าถึงตอนนี้แล้ว มันด้านเต็มทีแล้ว  อวิชชา

มันจะไม่เหลือ  เหลือก็เพียงอนุสัยนิดหน่อย  จะกล่าวว่าไม่เหลือเลยก็ได้  ในการตัดตอนท้ายก็พิจารณาถือว่าอวิชชาคือ

ธรรมะที่เป็นเหตุ    ประการคือ  ฉันทะกับราคะ  ฉันทะได้แก่ความพอใจในการเกิดเป็นคน  เป็นพรหม  หรือว่าเป็น 

เทวดา   ราคะ  เห็นว่าโลก  คือเทวโลกหรือว่าพรหมโลกเป็นของสวยสดงดงาม  เราตัดเสีย  ถือว่าการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี 

เป็นเทวดาก็ดี เกิดเป็นพรหมก็ดี  ไม่เป็นปัจจัยแห่งการพ้นทุกข์  ไม่ใช่อธิโมกขธรรมคือธรรมเป็นเครื่องพ้น  จะเกิดอยู่

ในแดนทั้งสามนี้ตายจากความเป็นพรหมเป็นเทวดา  จากเทวดาแล้วก็เป็นพรหม  หมดจากพรหมแล้วมาเกิดเป็นคน  ดี 

ไม่ดีมาเป็นคนหรือสัตว์เดรัจฉานหรือสัตว์นรกเสียอีก  เราไม่ต้องการ  เราต้องการพ้นจากอำนาจกิเลสเป็น   

สมุทเฉทปหาน  เราต้องการพระนิพพานอย่างเดียว  ความพอใจในความเป็นมนุษย์หรือเทวดาไม่มี  ความรักในสภาวะ

ในความเป็นพรหมหรือความเป็นเทวดาไม่มีสำหรับเรา                                                                      

          นี่แหละบรรดาพุทธบริษัททุกท่าน  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกกสิณขึ้นเป็นประธาน  เพราะ

องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเห็นว่าถ้าจิตทรงฌานดีแล้วองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงใช้วิปัสสนาญาณ  ความจริง  

วิปัสสนาญาณก็เหมือนกับว่าเมื่อจิตมีการทรงฌานจิตก็มีการทรงตัว  ปัญญามันก็เกิด  เกิดแล้วก็พิจารณาตามที่กล่าวมา  

แล้วข้างต้น  เท่านี้แหละบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  เราใช้แต่กสิณเพียงกองเดียวก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

ลูกชายของพระช่างทองใช้โลหิตกสิณก็ถึงอรหัตผลได้  เป็นอันว่าเวลานี้กล่าวถึงกสิณในด้านของวิปัสสนาญาณก็ขอยุติ

ไว้แต่เพียงเท่านี้  วันนี้จะพูดยาวและก็พูดไวไปหน่อย  ถ้อยคำที่กล่าวมาอาจจะจับได้ยากก็ต้องขออภัย  เพราะต้องการ           

ให้กสิณนี้เป็นตำราต่อไป                                                                       

          ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหาย    

ใจเข้า  เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก  เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท  เวลาหายใจออกนึกว่า โธ   นี่เป็นอานาปานสติ    

และพุทธานุสสติกรรมฐาน  ถ้าทรงอารมณ์อยู่อย่างนี้ตลอดเวลาที่กำหนดไว้ถือว่าท่านทรงสมาธิได้ดีมาก  แต่บรรดา     

พุทธบริษัท่านใดจะพิจารณาในวิปัสสนาญาณหรือกรรมฐานกองใดก็ได้ตามความประสงค์  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณ            

บอกหมดเวลา                                                                        

 

**********