๓๙. กสิณแบบภาวนา
สำหรับวันนี้จะขอแนะนำถึงกสิณ ๑๐
ประการ กสิณนี่มี ๑๐ อย่าง คำว่ากสิณแปลว่า นิมิต ในที่บางแห่ง
เขาแปลว่า
สะดึง เป็นนิมิตสำหรับจับ กสิณนี่เป็นกรรมฐานหยาบ
มีสภาวะจับได้ง่าย
คือมีการทรงฌานสี่ทั้งหมด
แล้วก็กสิณทั้งหมดเป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ
สำหรับกสิณทั้ง ๑๐
อย่างนี้ แบ่งออกเป็น ๒ พวกด้วยกัน
กสิณพวกหนึ่งเป็นกรรมฐานกลาง
จริตทั้งหมด
ทำได้โดยไม่ต้องเลือก
นี่จุดหนึ่ง อีกพวกหนึ่งเป็นกรรมฐานเฉพาะจริต สำหรับกสิณที่เป็นกรรมฐานกลางนี่มี ๖ อย่าง
คือ
ปถวีกสิณ เพ่งดิน, เตโชกสิณ เพ่งไฟ, อาโปกสิณ
เพ่งน้ำ, วาโยกสิณ เพ่งลม, อากาสกสิณ เพ่งอากาศ และอาโลกสิณ
เพ่งแสงสว่าง ๖ อย่างนี้เป็นกสิณกลาง สำหรับจริต บรรดาพุทธบริษัททุกจริตทำได้โดยไม่ต้องเลือก เพราะเป็นของ
กลาง
ๆ จะเป็นคนมีจริตไหนก็ตามใช้ได้ทั้งหมด
นี่เรื่องกรรมฐานกับจริตนี่มีความสำคัญมาก ต้องจำให้ดีนะ
ถ้าจำ
พลาดไปทำขวางกันเข้า มันไม่ค่อยเดิน มันไปเหมือนกันไปช้า ๆ ไปขวาง ๆ
สำหรับกสิณอีก ๔
อย่างคือ โลหิตกสิณ กสิณสีแดง, นีลกสิณ กสิณสีเขียว, ปีตกสิณ กสิณสีเหลือง,
โอทาตกสิณ
กสิณสีขาว ทั้ง ๔ อย่างนี้เป็นกสิณที่เป็นคู่ปรับกับโทสะจริต คนที่โมโหโทโสมาก โกรธง่าย เจริญกสิณ
๔
อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อกสิณเกิดขึ้นเป็นฌานแล้ว
อารมณ์ของโทสะก็จะคลายสลายตัวไป
นี่การเจริญ
กรรมฐานให้เหมาะสมกับจริต คำว่าจริตแบบไหนมันนำหน้า เราก็คว้าแบบนั้นทำเสียก่อน ทำลายให้พินาศไปแล้ว
ผลที่จะพึงได้ก็คือจิตสบาย
ตัวอย่างพระลูกชายนายช่างทอง
ในสมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้น
อัครสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู
คือ พระสารีบุตรมีกุลบุตรมาบวชด้วย
เป็นลูกชายนายช่างทอง
เป็นคนหนุ่มและ
เป็นคนรวย
ท่านก็มาคิดว่าคนหนุ่มคนรวยก็ดีมักจะหนักไปในความเจ้าชู้ นี่พูดแบบภาษาไทย ๆ ถ้าพูดแบบภาษา
ธรรมะก็ว่าเป็นคนมีราคจริต
เพราะในฐานะที่คุณเธอเป็นโสดก็เลยคิดอย่างนั้น ในเมื่อท่านคิดแบบนี้แล้ว ท่านก็เลย
ให้กรรมฐานคืออสุภกรรมฐาน และกายคตาสติกรรมฐานที่เราผ่านมาแล้ว ให้เธอเจริญเพื่อเป็นการทำลายราคจริตคือ
ความรักสวยรักงาม
เป็นอันว่าพรรษาหนึ่งทั้งพรรษาลูกชายนายช่างทองจะว่าไม่ได้ก็ไม่ได้ นั่งหลับตาภาวนาพิจารณา
ไปแต่จิตใจไม่มีอะไรเป็นผล เมื่อถึงเวลาออกพรรษาแล้ว พระสารีบุตรก็คิดว่ากุลบุตรผู้นี้ไม่ใช่วิสัยของตนที่ควรจะฝึก
ควรจะเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
นี่ตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจ
ว่านี่อย่างไรกันแน่
ความจริงมีอยู่ว่าบุคคลบางคนเขาบำเพ็ญบารมีมาเพื่อพระ
พุทธเจ้าทรงฝึกโดยตรง อันนี้คนอื่นฝึกไม่มีผล บางคนบำเพ็ญมาให้ใครจะฝึกก็ได้ อันนี้พระสาวกฝึกได้ผล ในสมัย
เวลานี้ก็เหมือนกัน
คนที่มาคณะเราทุกคนจะให้เขาได้ผลเหมือนกันกับเราอย่างน้อยที่สุดเกิดสัทธาก็ไม่ได้เหมือนกัน
ว่าโดยอัธยาศัยเดิมบารมีเดิมมาไม่มีมาเพื่อเราจะฝึกฝนได้
จะไปกะเกณฑ์ให้เขาได้มรรคได้ผลอันนี้ไม่ต้องพูดถึง แม้
แต่ให้เขาเลื่อมใสสัทธามันก็ไม่มี นี่เรียกว่าไม่ใช่คนเป็นคู่ปรับกัน
เมื่อพระสารีบุตรดำริดังนั้น
ก็นำพระลูกชายนายช่างทองไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลให้ทรงทราบว่าอยู่กับ
ท่านมา
๓ เดือน คือ ๑ พรรษา
สอนอสุภกรรมฐานกับกายคตาสติในฐานะที่เป็นคนหนุ่มให้ระงับความพอใจในความ
สวยสดงดงามแล้วเธอไม่ได้อะไรเลย
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วได้ความทราบชัด คือพระพุทธเจ้าไม่ต้องนั่งเสีย
เวลาภาวนา เห็นเข้าก็รู้เลยว่าคนนี้ควรจะฝึกแบบไหน
จึงได้บอกพระสารีบุตร ดูก่อน
สารีบุตร เธอกลับได้ กุลบุตรผู้มี
สัทธาที่ตถาคตไม่สามารถจะสอนให้ได้มรรคผลนั้น
ไม่มี
เมื่อพระสารีบุตรลุกไปแล้ว
องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรง
ทราบว่าพระลูกชายนายช่างทองไม่ใช่เป็นคนมีราคจริต
เป็นคนหนักไปในทางโทสะจริตคือ เป็นคนโมโหง่าย ฉะนั้น
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงให้โลหิตกสิณแทนที่จะให้อสุภกรรมฐาน โดยทรงเนรมิตดอกบัวทองคำขึ้นมาดอกหนึ่งมี
สีแดง กสิณสีแดงนี่เขาเรียกว่า โลหิตกสิณ
แล้วก็สั่งให้พระลูกชายนายช่างทองไปนั่งที่กองทรายหน้าวิหารโน่น เอา
ดอกบัวสีแดงไปปัก
เอาก้านปักเข้ากับกองทรายลืมตาจำภาพให้ได้
เวลาหลับตานึกถึงภาพแล้วนั่งภาวนาว่าสีแดง ๆ ๆ
ให้ภาวนาไม่ใช้อะไร ให้ค้ำใจเข้าไว้
เกรงว่าใจมันยังจะกระสับกระส่าย
คำภาวนาเป็นเครื่องโยงใจให้เข้าถึงจุด และ
ถ้าหากว่าบังเอิญจิตใจมันฟุ้งซ่าน ภาพมันเลือนไปก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ จำภาพได้แล้วภาวนาสีแดง ๆ ๆ จนกระทั่ง
พระลูกชายนายช่างทองก็ไปปฏิบัติแบบนั้น คือเอาก้านปักลงไปกับทราย ทำเนินทรายขึ้นลืมตาจำภาพดอกบัว จำภาพ
ได้แล้วก็หลับตา นึกถึงภาพว่าสีแดง ๆ
พอภาพนั้นมันเลื่อนไปจากใจก็ลืมตาไปดูใหม่ ทำอย่างนี้ ๒-๓ ครั้ง
ปรากฏว่า
เธอได้ฌาน
๔ ให้ดอกบัวนั้นเป็นสีแดง
แต่ถ้าเวลาหลับตาไปภาวนาไปนึกถึงภาพดอกบัว ภาพของดอกบัวกลายจากสี
แดง
เป็นสีเหลือง
จากสีเหลืองเป็นสีขาว
กลายจากสีขาวเป็นสีประกายพรึกแพรวพราวจะบังคับให้ใหญ่ก็ได้ จะ
บังคับให้เล็กก็ได้ ให้สูงได้ ให้ต่ำได้
อยู่ข้างหน้า อยู่ข้างหลังก็ได้
จนคล่องแคล่วดีแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วอยู่
ณ พระมหาวิหาร สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้ดำริว่า เวลานี้พระลูกชายนาย
ช่างทองได้ฌาน
๔ แล้ว
ต่อไปเป็นตอนของวิปัสสนาญาณ
ถ้าเราไม่ช่วยเธอ ๆ จะสามารถได้บรรลุมรรคผลไหม องค์
สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงทราบด้วยอำนาจพระพุทธญาณว่า ถ้าเราไม่ช่วยไม่ได้มรรคผลแน่ เราต้องช่วย วิธีช่วยของ
พระองค์ พระองค์นั้นกำลังเพลิน เพลิดเพลินมีความสุขใจ จิตเป็นอุเบกขารมณ์ก็ทรงสบาย ไม่ต้องลืมตาเลย เห็น
ภาพดอกบัวแพรวพรายสวยสดงดงามบังคับให้ใหญ่ก็ใหญ่ บังคับให้เล็กก็เล็ก บังคับให้สูงก็สูง บังคับให้ต่ำก็ต่ำ
บังคับให้อยู่ข้างซ้ายข้างขวาข้างหน้าข้างหลังนึกไปให้อยู่ที่ไหนก็ได้ตามความประสงค์เกิดความชื่นใจ
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงเนรมิตดอกบัวเดิมให้มีสีเศร้าหมองเหี่ยวแห้งลงไป พระลูกชายนายช่าง
ทองเล่นฌานจนเพลิน
มีความชุ่มชื่นดีแล้วก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ดูดอกบัวสีแดง คราวนี้ความสดใสของดอกบัวไม่ปรากฏ
สีก็เศร้าหมอง กลีบก็เหี่ยว เกสรก็แห้ง
เอ๊ะ
นี่มันเป็นอย่างไรกันแน่
ท่านก็มานึกในใจว่ามันอย่างไรกันนี่
เมื่อกี้ยัง
ดี
ๆ อยู่ เอา มันจะเหี่ยวมันจะแห้งก็ช่างมัน
ก็มานึกในใจว่า
ชีวิตและร่างกายของคนกับดอกบัวนี่มันมีสภาพคล้ายคลึง
กัน เมื่อมีความเกิดขึ้นแล้ว
ก็มีความเปลี่ยนแปลงไป
สึกหรอร่อยหรอลงไปแบบนี้
มันหาอะไรคงที่ไม่ได้
พิจารณา
แบบนี้ไปจนชื่นใจ เห็นภาพก็คงเป็นไปตามเดิม สำหรับภาพเป็นประกายตามเดิม แต่ว่าดอกบัวจริง ๆ เศร้าหมอง จิต
ใจก็คงที่ลดลงไปจากอำนาจกิเลส
ต่อมา
องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงเห็นจิตของเธอหดเหี่ยวลงไปเล็กน้อยแล้วชักจะหมดกำลัง เห็น
ว่าร่างกายมันไม่เที่ยง
มันเป็นทุกข์แบบนี้มันหาอะไรทรงตัวไม่ได้ องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้ทรงเนรมิตดอกบัว
ให้มีกลีบหล่น เกสรหล่น ความเหี่ยวแห้ง ปรากฏก้านค้อมลงไปจนทนไม่ไหว เรียกว่าหมดสภาพของความเป็นดอก
บัว
เธอพิจารณาตามปกติพอสบายใจลืมตามาดูดอกบัวใหม่ เอาแล้ว
เมื่อกี้แค่เหี่ยวเท่านั้น
เวลานี้กลีบก็หล่นหมดแล้ว
หรือนี่เกสรก็ร่วง มันงอหงิกเหี่ยวจะตายอยู่แล้ว
มันแห้งไปเสียหมดแล้วก็เลยหลับตาใหม่ มานั่งนึกถึงชีวิตของตัว
โอ หนอ
ร่างกายของเรานี้ไม่ต่างกับพืชพรรณธัญญาหารถึงดอกบัวนี้เดิมก็ดีเป็นสาระเป็นแก่นสาร มีความแข็งแรง
มาก
เป็นดอกบัวทองคำแล้วอยู่ ๆ ต่อมาก็เหี่ยวแห้งลงไป เวลานี้กลีบดอกบัวทั้งหลายก็หล่นหมด เกสรก็ร่วงหมดความ
แห้งปรากฏมาก ก้านที่เหี่ยวแห้งลงไปไม่สามารถจะต้านทานแม้แต่ฝักเล็ก
ๆ ที่เป็นของเดิมภายในก็หักลงไป
แล้วมานั่งพิจารณาว่าชีวิตและร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกับดอกบัว มันไม่มีอะไรเป็นของจีรังยั่งยืน ไม่มี
อะไรคงที่
ทั้งนี้ก็เพราะว่ามันมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด ขณะที่ทรงตัว
ก็เต็มไปด้วยความทุกข์
ดอกบัวเหี่ยวดอกบัวไม่รู้ตัวว่ามันจะทุกข์ เพราะมันไม่มีจิตใจ แต่เราเป็นคนที่มีจิตใจ ใจจับ
อยู่ในกาย
ไปยึดถือว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา
มันมีความทุกข์เพราะว่าร่างกายนี้เป็นของธรรมดา มันมีความทรุด
โทรมเป็นของธรรมดา เป็นเรื่องต่อไปข้างหน้า อันนี้เป็นความจริงแท้ นี่ดอกบัวกับเรามีสภาพอย่างนั้น ในเมื่อทรุด
โทรมลงไปแล้ว
ในที่สุดมันก็สลายตัวลงไปหมดสภาพฉันใด แม้ชีวิตและร่างกายเราก็มีสภาพเช่นนั้น คือว่ามันเกิด
แล้วไม่ช้ามันก็สลาย มันก็พังลงไป
ตอนนี้ละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านก็เลยหมดอาลัยในชีวิต หมดอาลัยในร่างกาย คิดอยู่ว่านี่
เรามาหลงร่างกายว่ามันเป็นเรามันเป็นของเรา มันจะสภาพคงที่ แต่เนื้อแท้ที่จริง เวลาที่เราเกิดใหม่ ๆ มันเกิดเป็นเด็ก
เวลานี้มันโตเป็นผู้ใหญ่ มันมีการเจริญขึ้นเหมือนกับดอกบัวที่เกิดมาใหม่
ๆ มันก็เล็กเป็นตุ่มน้อย
ต่อมามันก็ขยายตัว
มีความเจริญถึงบานเต็มที่
บานเต็มที่แล้วก็ในที่สุดดอกบัวก็คลายตัวมาถึงความเหี่ยวแห้งแล้วก็สลายตัว ชีวิตของเราก็
เหมือนกัน
ร่างกายของเราก็จะมีสภาพเหมือนดอกบัวอย่างนี้ ในที่สุดก็จะล้มทับบนปฐพี เรียกว่าตาย มีประโยชน์
อะไร
เป็นอันว่าร่างกายของเรานี้มีสภาพใช้ไม่ได้ ไม่ควรคบ คือมันมีสภาพกลับกลอกไม่คงที่ จะบำรุงบำเรออย่างไร
ก็ตามที
มันก็ไม่หยุดยั้งในการเสื่อมเพื่อจะสลายตัว
เมื่อท่านมาพิจารณาแบบนี้แล้วก็คิดว่า ถ้าร่างกายเกิดขึ้นมามันไม่
มีประโยชน์
ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา
ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่มีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
อย่างนี้คิดว่าไม่
ควรจะมีกับเราอีก
เพราะอาศัยอารมณ์ที่จับอยู่ในฌาน
๔ เกิดปัญญา มันเกิดมาก ความแหลมคมมาก กำลังใจมีกำลังสูง ชั่ว
ครู่เดียวเธอก็สำเร็จอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
นี่ตัวอย่างในการเจริญกสิณ กสิณทุกกองมีสภาพเหมือนกัน
เกี่ยงแต่เพียงว่าสีสันวรรณะเท่านั้น ให้เป็น
ไปตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกสิณ ๔ อย่าง กสิณสีแดง สีเหลือง
สีเขียว สีขาว นี่เป็นกสิณ
สำหรับทำลายโทสะ
ความโกรธและความพยาบาทความคิดประทุษร้าย จะเป็นเพราะเหตุใดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
ลักษณะแห่งการเพ่งเหมือนกัน ทำไมจะเข้าไปทำลายโทสะ ทำลายพยาบาท อันนี้ห้ามถาม
ถามตอบไม่ได้ ถ้าจะ
ตอบให้ได้ก็ต้องถามต่อ ไม่ถามดีกว่า ไม่จำเป็น ให้จำไว้ก็แล้วกันว่า กสิณ ๑๐ อย่าง ๖ อย่างเป็นกสิณสำหรับกสิณ
กลาง
จริตอย่างไหนทำได้หมด คือ ปถวีกสิณ
เตโชกสิณ วาโยกสิณ อาโปกสิณ อากาสกสิณ
โอทาตกสิณ ๖ อย่างนี้
เป็นกรรมฐานกลาง ขอบอกไว้เลยมันมี ๑๐ อย่าง มีอรูปฌานอีก ๔ เป็นกรรมฐานกลาง แต่อรูปฌานต้องได้กสิณ
อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนแล้วจึงจะได้ สำหรับกสิณอีก ๔ อย่าง คือ สีแดง สีเหลือง
สีเขียว สีขาว นี้เป็นกสิณสำหรับ
ชำระจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ความพยาบาท เป็นการจองล้างจองผลาญ
แต่ว่าทั้ง ๔ อย่างนี้เราก็ไม่จำเป็นที่ต้อง
ว่าครบ
๔ อย่าง แต่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น พระลูกชายนายช่างทอง และถ้าทำตรงกับจริตจริง ๆ ไม่วางมือไม่ละ
ภาระเสีย จะบรรลุมรรคผลได้โดยง่าย
เอาละสำหรับวันนี้ก็ขอเริ่มต้นกสิณไว้แต่เพียงเท่านี้ เพราะเวลาการพูดหมดแล้ว
ฟังไว้แล้วจงจำไว้ด้วย
ที่เราให้ภาวนากันว่า
พุทโธ และให้นึกถึงภาพพระพุทธรูปเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าหากว่าพระสีเหลืองเป็นทอง
คำ
เป็นปีตกสิณ พระสีเขียวหรือสีดำเป็น
นีลกสิณ พระสีขาวเป็น
โอทาตกสิณ นี่เป็นได้ทั้ง ๒ อย่าง
และก็เป็นกสิณ
ด้วย
ทั้งพยายามทำจิตจับภาพพระพุทธรูปไว้ในใจ คือเห็นลอยอยู่ตรงหน้า อยู่ตรงไหนก็ได้ ไม่ว่าอะไรใช้ได้หมด
อย่างนี้ไม่ช้าอารมณ์จิตก็จะเป็นฌานโดยง่าย ทั้งเวลาเราจับภาพพระ จิตก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกไว้ด้วย ลมหายใจ
เข้าออกนี่เราทิ้งไม่ได้ แต่ก่อนที่จะจับภาพพระ
เราก็นึกถึงลมหายใจเข้าออกเสียก่อนก็ได้ ทำใจให้สบายแล้วค่อยจับภาพพระ
จนกระทั่งจิตนี่จะทรงตัว นั่งอยู่ เดินอยู่
ยืนอยู่ ไปทางไหนอยู่ ภาพนั้นปรากฏติดตาติดใจอยู่ตลอดเวลา
อย่างนี้ชื่อว่าเราได้ฌานในกสิณ สำหรับเรื่องฌานในกสิณนั้น รายละเอียดจะพูดวันหน้า วันนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลาย
ที่ฟังแล้ว ถ้าชอบใจก็นำไปปฏิบัติ หรือวันนี้ไม่ชอบใจ แต่ว่าชอบใจเรื่องราวของวันก่อน ๆ
ที่ศึกษามาแล้ว
ก็นึกเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมานั่งใคร่ครวญพิจารณาหรือภาวนา ถ้าพิจารณาไปด้วยภาวนาไป ๆ แต่วันไหนจิต
มันชอบภาวนาก็ให้มันภาวนา บางวันบางทีมันไม่อยากจะภาวนา มันอยากจะพิจารณาก็ให้มันพิจารณา
อย่าไปฝืนมัน ถ้าใช้วิธียืด หยุ่นอย่างนี้
ไม่ช้าจิตก็เป็นฌาน ก็จะได้บรรลุมรรคผล เอาละต่อแต่นี้ไป
ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา
**********