๓๘. อสุภกรรมฐาน

         

อสุภกรรมฐานนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้เหมาะกับราคจริต

เพราะว่าเป็นการทำลายความรู้สึกกายของคนและสัตว์เต็มไปด้วยความสวยงาม  สำหรับอสุภกรรมฐานนี้  

ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายพิจารณาเป็นเอกัคตารมณ์หรืออารมณ์เป็นปกติ ก็จะเป็นปัจจัยเข้าถึงพระอนาคามี   

โดยง่าย  จะว่าเฉพาะพระอนาคามีก็ไม่ได้  เพราะพระอนาคามีแล้วอีกประเดี๋ยวใจก็เดินไปถึงอรหัตผล     

นี่จงจำไว้ให้ดีว่าสำหรับอสุภกรรมฐานนี้  ไม่ใช่กรรมฐานเพ่ง  เป็นกรรมฐานพิจารณา  แต่ว่าเราจะเพ่ง    

ก็ได้  แต่ถือว่าไม่สำคัญ   

          ก่อนที่จะพิจารณาอสุภกรรมฐาน  อันดับแรกพยายามจับลมหายใจเข้าออก  ภาวนาว่า พุทโธ

ไว้ก่อนให้จิตสบาย  พอจิตสบาย  จิตทรงอารมณ์ดี  ก็มาพิจารณาอสุภกรรมฐาน  อสุภ  แปลว่า  ไม่สวย      

ไม่งาม  จำไว้ให้ดี  นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้พิจารณาคนตาย  ตายแล้ว วันหนึ่ง สองวัน    

สามวัน  นี่เป็นคนตายขึ้นอืด  มีน้ำเหลืองไหลตลอดถึงร่างกายทรุดโทรม  เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  แล้ว    

รู้สึกว่าหน้าหายไป  เหลือแต่กระดูก  กระดูกเป็นท่อน แต่ว่าทรงเป็นรูปอยู่  แล้วต่อมากระดูกก็แตกขาดไป 

เป็นชิ้นเป็นท่อนเป็นอัน  แล้วในที่สุดก็แตกเล็กน้อยเรี่ยราดไป  ในที่สุดก็จมพื้นแผ่นดิน  ก็จะขอกล่าวแต่  

โดยย่อว่า อสุภความจริงมี ๑๐ อย่าง  เมื่อรวมแล้วก็พิจารณาเรื่องของคนตาย  ตามธรรมดาคนเรา ถ้ายังไม่   

ตายก็มีความรักกัน  มีความผูกพันกันอยู่  ประคับประคองกันได้  ไม่มีการรังเกียจ  รักกันปานจะกลืนกิน    

แต่ทว่าพออีกคนสิ้นลมปราณไปแล้วเท่านั้น  บางทีขณะที่เขาตายลงไปใหม่ ๆ เราก็ไม่อยากเข้าไปแตะ     

ต้อง  รังเกียจว่า  ร่างกายมันเย็น  มันมีสภาพเป็นซากศพ  ดีไม่ดีก็เลยกลัว  หาว่าเป็นผี     

          ต่อไปนี่นั่งนึกถึงความเป็นจริงที่องค์สมเด็จพระจอมไตรเอามาสอน  ความจริงพระพุทธเจ้า

ท่านไม่ได้เอาอะไรมาสอนเรา  เอาของจริง ๆ ที่มีอยู่  แต่ว่าเราไม่ยอมรับรู้ตามความเป็นจริง  ทั้งนี้ก็หมาย   

ความว่า ของน่ะมีจริง แต่เราไม่เคยคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น  คนและสัตว์ที่อยู่กับเรา  ถ้ายังไม่สิ้นลมปราณ    

แล้ว  เราไม่เคยคิดว่ามันสกปรก  แต่ความจริงถ้าเราพิจารณากายคตาสติกรรมฐานมาแล้วมันก็พอแล้ว  ทีนี้  

ถ้าหากว่ามันยังไม่พอ  กายคตาสติกรรมฐานและอสุภกรรมฐาน  สองอย่างรวมกัน  แต่อสุภแยกเป็น ๑๐    

ประเภท  กายคตาสติ ๑ เป็น ๑๑  เป็นตัวตัดราคจริต  ความเห็นสวยสดงดงาม  นี่เราที่จะเดินทางไปสู่        

พระนิพพานไม่ได้  ทำใจให้ถึงพระอนาคามีไม่ได้  ทำลายกามราคะให้สิ้นไปไม่ได้  ก็เพราะอารมณ์ฝืน    

ความเป็นจริง  กายคตาสติกรรมฐาน  ให้พิจารณาว่ากายมันสกปรก  กายเป็นชิ้น เป็นท่อน ผม ขน เล็บ      

ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก ตับ ไต ไส้ ปอด มัน  แต่ละส่วนแยกกันออกไป  แล้วก็เต็มไปด้วยความสกปรก  แต่   

ว่ามันยังสกปรกน้อยไป  ส่วนที่มันยังแข็งแกร่ง  มีความสะอาดสดชื่นมันยังมีอยู่

          ทีนี้เรามานั่งนึกดูถึงคนตาย  ตายแล้วหนึ่งวัน  มีสภาพเป็นอย่างไร  สิ้นลมปราณตัวแข็ง

ธาตุไฟหายไป   ธาตุลมหายไป  เหลือแต่ธาตุน้ำกับธาตุดิน  เราไม่อยากจะแตะต้อง  ไม่อยากจะมองทั้งที่    

รักจะขาดใจตาย 

          ตายแล้ววันที่สองเป็นอย่างไร  เริ่มท้องเขียว ๆ ขึ้นมาแล้ว

          ตายแล้ววันที่สามดีขึ้นไปหน่อย  ผิวพรรณชักจะเริ่มเปล่งปลั่งขึ้น  ชักจะมีความอ้วนพีขึ้น

ตอนนี้ชักมีกลิ่น  กลิ่นที่ปรากฏขึ้นเป็นกลิ่นที่เราไม่ต้องการ  

          วันที่สี่  วันที่ห้า  ดีแล้ว  ขึ้นอืดน้ำเหลืองไหล  ต่อไปก็มีมันจุก  เนี้อหนังปริ  มันขึ้นอืดเต็มที่

ตอนนี้ดูซิสิ่งสกปรกในร่างกายมันก็หลั่งไหลออกมาดูไม่ไหว  เดินไปท้ายลมทนไม่ไหว  เดินเข้าไปใกล้   

ก็ไม่อยากจะเข้าไป  มันน่าเกลียดน่ากลัว  เราก็มานั่งพิจารณากันตอนนี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่สกปรกนี่มันมี   

อยู่ที่ไหน มันมาจากที่ไหน  มันมาทีหลังหรือว่ามาระหว่างที่คน ๆ นั้นมีชีวิตอยู่  ถ้าเราพิจารณาจริง ๆ มัน  

ไม่ได้มาจากไหน  ความจริงขณะที่ท่านมีลมปราณ  เดินไปไหนมาไหน  พูดได้  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันมี    

อยู่ในตัวครบถ้วนบริบูรณ์  ได้อาศัยจิตที่มีการทรงตัวอยู่  และมีการบังคับระบบประสาทต่าง ๆ ก็มีกำลังที่   

จะปกปิดความสกปรกไว้ได้  เราจึงไม่เห็นสภาพอย่างนั้น  หรือว่าไปอีกที  ธาตุสี่มีกำลังเสมอกัน  บาง      

อย่างจะอ่อนไปบ้าง แต่ก็มีกำลังจะปกปิดไว้ได้  นี่พอธาตุลมหายไป ไม่มีใครปรนปรือ  จักรกลภายใน      

หยุดทำงาน      

          ต่อมาความอบอุ่น คือ ธาตุไฟหายไปเหลือแต่น้ำกับดิน  เมื่อเหลือแต่น้ำกับดิน  น้ำมีสภาพ

ซึมซับ มันก็จะละลายดิน  ดินทนไม่ไหวก็พังยุ่ยไป  ทีนี้สิ่งสกปรกที่อยู่ภายในก็ปรากฏ  หาอะไรดีไม่ได้    

เมื่อพิจารณานึกถึงซากศพทั้งหลายแล้วก็นึกถึงตัวเราว่ามันมีสภาพอย่างนั้น  ถ้านึกถึงคนอื่น บุคคลอื่น     

สัตว์อื่น  มันก็มีสภาพอย่างนี้   เมื่อเห็นหน้าคนเมื่อไร  เห็นหน้าสัตว์เมื่อไร  ก็นึกถึงภาพว่าคนนี้คือศพ มี   

สภาพขึ้นอืด  มีน้ำเหลือไหล  ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก  น่าเกลียดโสโครก  แล้วมานึกถึงตัวเรา      

ร่างกายที่เราอาศัยอยู่นี่ก็เหมือนกัน  ก็มีสภาพแบบนั้น  ไม่มีอะไรจะน่ารัก       

          การพิจารณาอสุภกรรมฐาน  ถ้าจิตเข้าถึงจริง ๆ   พิจารณาทีละเล็กทีละน้อย  ต่อไปเมื่อจิต

เข้าถึงเอกัคตารมณ์  มีอารมณ์เป็นหนึ่ง  เป็นอะไรก็ตามมันเป็นซากศพไปหมด  เราก็มีความรังเกียจใน      

ร่างกายของเรา ในร่างกายของบุคคลอื่นและสัตว์อื่น  เมื่อความรังเกียจมีขึ้น กามราคะคือความพอใจใน    

ผิวพรรณวรรณะ หรือการสัมผัสมันก็ไม่มี  เพราะขณะใดมองเห็นทีไรมันเป็นศพไปทุกที  เห็นความเน่า   

เห็นความอืด  เห็นความสกปรกมันจับอยู่ที่ขั้วหัวใจ  

          แล้วผลแห่งการพิจารณาอย่างนี้จะเป็นผลอย่างไร  ถ้ากำลังใจของเราเข้มแข็งแล้ว มานั่งนึก

ในใจว่า  โอหนอร่างกายของคน ของเราก็ดี ของบุคคลอื่นก็ดี สัตว์ก็ดี  มีความสกปรกอย่างนี้  แต่เนื้อแท้ที่  

จริง  เรามันหลงว่าร่างกายนี้มันเป็นเราเป็นของเรา  เรามีในร่างกาย  ร่างกายมีในเรา  แต่ความจริงร่างกาย  

มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา  เพราะร่างกายมันเป็นเพียงธาตุสี่เข้ามา   

ประชุมกัน ทรงสภาวะชั่วคราว  เราคือจิตหรืออทิสมานกายที่มาอาศัยอยู่ในร่างนี้  เราไปหลงใหลใฝ่ฝันว่า 

มันเป็นเรา เป็นของเราแล้ว  นอกจากนั้นเราก็หลงใหลใฝ่ฝันว่ามันมีสภาพน่ารักน่าชื่นชม  ดีไม่ดีเราก็ไป  

นิยมในร่างกายของบุคคลอื่นเข้าอีก  เนื้อแท้ที่จริงที่เรามีอารมณ์คิดอย่างนี้เพราะอาศัยความโง่เป็นปัจจัย   

ไม่มองหาความเป็นจริง  

          ความจริงแล้วร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก  มันเต็มไปด้วยความทุกข์สกปรก ไม่พอมันก็

ทุกข์อีก  เพราะอะไร  ทุกข์เพราะมันไม่เที่ยง  มันเปลี่ยนแปลงไปตามปกติ  ในที่สุดมันก็มีการสลายตัว     

นี่ถ้ามันเป็นเราจริงเป็นของเราจริง  เราก็บังคับมันไม่ได้  มันจงอย่าสกปรกนะ จงสะอาด จงพยายามอาบ   

น้ำ ขัดสีฉวีวรรณทุกวัน  แต่มันก็เป็นเพียงแต่ภายนอกเท่านั้น  แค่หนังกำพร้า  ในความจริงเราทำความ     

สะอาดได้ชั่วหนึ่งในล้านคือหนังกำพร้านิดเดียว  แต่มันก็สะอาดไม่จริง  ทุกวันมันเต็มไปด้วยความ        

สกปรก  และต้องชำระล้างมันตลอดวัน  แต่เราไม่ได้ใช้ปัญญามองลงไปว่า  สิ่งที่เราซึมซาบออกมาจาก    

ภายในร่างกายมันเป็นของสกปรก  นี่ส่วนข้างในจริง ๆ เลอะเทอะ ดูอะไรไม่ได้  เมื่อมันดูอะไรไม่ได้      

เราก็หลงมันเป็นเราเป็นของเราเสียอีก  ทีนี้เมื่อมันเป็นเราจริง  เป็นของเราจริง เราก็บังคับมัน อย่าแก่นะ   

มันก็ไม่ยอมมันต้องแก่  จงอย่าป่วยนะมันก็ไม่ยอมมันจะป่วย  อวัยวะบางส่วนบอกอย่าเพ่อเสื่อมซิ  ผม      

อย่าเพิ่งหงอก  มันยอมหรือ  มันก็ไม่ยอม  ตาอย่าเพ่อฝ้าฟาง มันก็ไม่ยอม ฟันอย่าเพ่อหัก มันก็ไม่ยอม       

เป็นอันว่าร่างกาย กำลัง จงอย่าสลายไปเราจะทำงาน  มันก็ไม่ยอม  นี่แสดงว่านอกจากความสกปรก        

โสโครกแล้วมันก็ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  มันพังไปตามสภาพ  แล้วเราจะมานั่งยึดถือว่ามันเป็นเรา  เป็น   

ของเราแล้ว  จะมาหลงใหลใฝ่ฝันว่าเป็นของสะอาด น่ารัก น่าชม น่านิยม น่าประคับประคองเพื่อ

ประโยชน์อะไร 

          นี่พยามยามคิดนึกถึงสภาพซากศพที่ตายแล้วใหม่ ๆ  จนกระทั่งตายแล้วขึ้นอืด  แล้วก็ร่วงโรย

ลงไปถึงหนังหุ้มกระดูก  ถึงกระดูก  กระดูกยังทรงร่างอยู่  และต่อมากระดูกก็หลุดเป็นชิ้น ๆ เป็นท่อนเป็น

อัน  มันสวยตรงไหนบ้าง เริ่มตายใหม่ ๆ เราก็รังเกียจแล้ว  นี่นั่งพิจารณาแบบนี้ทุก ๆ วัน  เวลาพิจารณา    

ไป  ใจมันเริ่มส่ายไปสู่อารมณ์ ก็ทิ้งอารมณ์นี้เสีย  จับลมหายใจเข้าออก  เพื่อให้จิตมันทรงตัว  เวลาที่จับ     

ลมหายใจเข้าออกเราจะภาวนาว่าอย่างไรก็ได้  ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ  ก็ได้  อย่างไรก็ช่าง

          เรามาพิจารณาตอนนี้ว่า  ถ้าหากว่าจิตเราเห็นว่าร่างกายของคนและสัตว์เต็มไปด้วยความ

สกปรกเหมือนกับผีเดินได้  เราจับภาพไหนก็ตามถ้าชัดถ้าชอบร่างกระดูก  เราก็พิจารณานึกถึงภาพกระดูก

อยู่ตลอดเวลา และก็มองมาในร่างกายของเรา เห็นว่าเป็นโครงกระดูกอยู่ตลอดเวลา  เห็นร่างกายของ      

บุคคลอื่นเห็นเป็นโครงกระดูก  โครงกระดูกเดินได้ แล้วมองดูเฉพาะโครงกระดูก มันสวยตรงไหน ตาโบ๋ 

ฟันซี่โต ไม่มีเนื้อ ไม่มีหนังหุ้ม  มีแต่ซี่โครงระยั้วระเยี้ยไปหมด  ร่างกายเต็มไปด้วยความน่าเกลียด  นี่       

ภาพกระดูกนะ  บางคนพอใจในจุดนี้  บางคนก็พอใจในสภาพคนตายใหม่ ๆ  ชอบพิจารณาตรงนั้นเห็น  

ชัด  บางคนก็ชอบร่างกายมีสีเขียวบ้าง  ขึ้นอืดบ้าง  เป็นชิ้น เป็นท่อน เป็นตอนบ้าง  เห็นสภาพของแร้งกา  

กัดกินบ้าง  อันนี้ก็ตามอัธยาศัย ว่าชอบตรงไหนก็พิจารณาจุดนั้นให้มันเห็นชัด  เมื่อมันเห็นชัดแล้วก็       

พิจารณาว่ามันไม่ใช่เรา  มันไม่ใช่ของเรา  มันมีสภาพเป็นทุกข์  ไม่เที่ยง  เป็นอนัตตา  ไม่ช้าเราก็ได้         

อนาคามิผล  เมื่อทำลายกามราคะเสียได้  ถ้าไม่ได้ชาตินี้ทำอย่างไรถ้าไม่ได้ในชาตินี้  เกิดไปชาติหน้าไป     

เป็นเทวดาหรือพรหมสุดแท้แต่กำลังของสมาธิ  ถ้าสมาธิอ่อนก็เป็นเทวดาแน่  กลับมาเกิดเป็นคนอีกที ถ้า   

พบพระอรหันต์หรือพบพระพุทธเจ้า  ฟังเทศน์ในเรื่องราวของอสุภกรรมฐาน  หรืออนุปุพพิกถาอย่าง     

ท่านพระยศ  ฟังครั้งแรกเป็นพระโสดาบัน  ฟังซ้ำอีกครั้งชั่วระยะเวลาใกล้ ๆ เป็นพระอรหัตผล  

          นี่เป็นผลที่เราเจริญอสุภกรรมฐานจงพยายามทำใจให้เข้าถึง  คือมีอารมณ์ดึงสภาวะให้เห็น

เป็นปกติแล้วก็แสดงความรังเกียจ  ไม่ใช่ว่าเห็นว่าเป็นอสุภแล้วไม่เป็นไร  ต่างคนต่างสกปรก  มันจะ       

ปะทะกันอย่างไรก็ช่าง  อย่างนี้ใช้ไม่ได้  ต้องพิจารณาให้เห็นสภาพเป็นที่น่ารังเกียจ  น่าโสโครก  นึกขึ้น  

มาทีไรนึกสะอิดสะเอียนเมื่อนั้น  นี่สภาพบุคคลและสัตว์  เห็นหน้าคนและสัตว์จะแต่งตัวสวยสดงดงาม   

จะมีร่างกายทรวดทรงเป็นอย่างไรก็ตาม  เห็นปับเห็นผ้าทะลุเข้าไปถึงหนัง  ทะลุหนังเข้าไปหาเนื้อ  ทะลุ  

เนื้อเข้าไปภายในเห็นว่าร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก  เป็นกายคตาสติ  มองไปอีกที  ที่ไหนได้เจ้านี่     

เป็นศพขึ้นอืด  เห็นเป็นโครงกระดูกเดินได้  รังเกียจใหญ่เลยตอนนี้  นี่อย่างนี้จึงจะเรียกว่าการเจริญอสุภ  

กรรมฐานเข้าถึงจุด  เข้าถึงที่ของอสุภกรรมฐาน  ในขณะที่เจริญไปแบบนี้แล้วต้องนั่งดู พิจารณาดูเห็น     

ด้วยปัญญาว่า  เออ  ร่างกายนี่มันสกปรกอย่างนี้หนอ  แต่ความจริงมันก็ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  เราจะมา    

นั่งมัวเมามันเพื่อประโยชน์อะไรในทั้งร่างกายเราและกายคนอื่น  เป็นของที่เราควรครอบครอง  นี่เราโง่   

จัด แล้วองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์  พระองค์ไม่โง่ มีความฉลาด  สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงเข้าสู่  

พระนิพพานได้ มีความสุข         

          สำหรับเรายังพอใจอยู่ในความทุกข์นี่มันน่าสลดใจอย่างยิ่ง  นี่คิดย้อนไปย้อนมา ย้อนมา

ย้อนไป  จนจิตมันซ่านก็ตั้งอารมณ์ใหม่ในอานาปานสติกรรมฐาน  ถ้าทำอย่างนี้จริง ๆ ไม่นาน  ใช้เวลา    

เท่าไร  อย่าไปคิดแต่เฉพาะกลางคืน และก็อย่ามานั่งนึกเฉพาะเวลาเจริญกรรมฐาน  กรรมฐานกองใดก็     

ตามถ้าจับขึ้นมาเป็นอารมณ์แล้ว  ว่ามันตลอดไป ไม่ใช่ไปนั่งท่องอสุภะ  อัฏฐิกัง ๆ ปฏิกุลัง ๆ อะไรพรรค์  

นี้ไม่เอา

          แล้วอสุภกรรมฐานไม่ใช่กรรมฐานมานั่งภาวนากัน  เป็นตัวใช้ปัญญามามองหาความจริง 

อันดับแรกเรียกใช้สัญญาความจำ  จำสภาพของคนตายแต่ละจุดว่ามันเป็นอย่างไร  แล้วก็ใช้ปัญญาล้วงเข้า 

ไปดูสิ่งที่โสโครกว่ามันมาจากไหน  มันมีทรงอยู่ก่อนหรือว่าตายแล้วมันถึงจะมา  ย้อนไปย้อนมา ล้วงหา   

ความจริงให้ปรากฏอย่างนี้แหละ  ขึ้นชื่อว่าเราเป็นพระสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต  ถ้าทราบแล้วนี่ 

ถ้าชาตินี้เราไม่ได้  แต่จิตใจมันทรงอยู่ในความสุข  มันเกิดกับใจมาก  เพราะความหลงใหลใฝ่ฝันในร่าง    

กายของเราของบุคคลอื่นไม่มี  ถ้าความรักความติดใจในความสวยสดงดงามไม่มี  มันเป็นความสุขใจ        

อย่างบอกไม่ถูกเพราะหมดห่วง  เมื่อรักตัวเราว่าสวย  รักในคนอี่นว่าสวย  ติดในของสวยทั้งคนก็ดีทั้งวัตถุ  

ก็ดี มันยุ่งใจบอกไม่ถูก  ถ้าอะไรสกปรกนิดรู้สึกว่าสมองหมุน  นี่แค่วัตถุ  เห็นคนที่เรารัก เราปรารถนาไป  

คุยกับคนอื่น  ชักไม่ชอบใจเสียแล้ว  ดีไม่ดีคนนั้นป่วยไข้ไม่สบายหมุนคว้างเลย  ทั้งเหน็ดทั้งเหนื่อย ทั้ง    

มีความสุขทุกข์กาย ทุกข์ใจ เสียทรัพย์สิน ถ้าไปโดนคนที่รักตายเข้า  ดีไม่ดีจะตายตามเขาเลย  ทำอะไรต่อ   

อะไรไม่ถูก อย่างนี้เป็นเพราะอะไร  เป็นเพราะความโง่  ถ้าคนมันสกปรก เรารู้ว่ามันสกปรก คนมันต้อง   

แก่เราก็รู้ว่าแก่  คนมันต้องตายเราก็รู้ว่าตาย ตายแล้วไปห่วงทำไม  ในเมื่อป่วยไข้ไม่สบายก็รักษาพยาบาล   

เป็นการสงเคราะห์ เป็นการระงับบรรเทาเวทนา เป็นเรื่องธรรมดาอยู่ ก็สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน คิดไว้    

เสมอว่าคนนี้ก็คือซากศพนั่นเอง  แล้วเราก็ซากศพ  ต่างคนต่างสกปรก มันผูกพันอะไรกันนัก นี่จิตใจถ้า   

เราวางได้อย่างนี้มันก็สบาย  ความสุขมันก็มี มันไม่มีความหนักใจใครจะตายก็ตาย พลัดพรากจากกันไป    

ก็เป็นของธรรมดา วางเสียได้มันก็มีความสุขไม่มีอะไรดึงใจ   

          เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย  เรื่องอสุภกรรมฐานพูดไปพูดมามันก็วนอยู่กับตัว

สกปรก  แต่เมื่อวนก็ให้วน แต่ใจของตนให้เป็นอารมณ์ปกติ  วันทั้งวัน คืนทั้งคืน มองดูหน้าใคร นึกถึง    

ใครขึ้นมา เห็นมันขึ้นอืด เน่าอืดสกปรก หรือจิตคิดอยู่ในร่างกายในกระดูก ก็เห็นเป็นร่างกระดูก นอนก็             

เห็นเป็นร่างกระดูกเหยียด  นั่งก็เป็นร่างกระดูกนั่ง มันสวยไหมร่างกระดูก  ว่าง ๆ ก็ไปเอามาดู  จะเดินก็   

เป็นร่างกระดูกเดิน  ถ้าติดใจในร่างกระดูก ถ้าติดใจถ้าพอใจในการพิจารณาในการขึ้นอืด  น้ำเหลืองไหล 

เฟะ  ตาโปน แลบลิ้นปลิ้นตา มีผิวกายแตกน้ำเหลืองไหลโซม  ดูมันน่าเกลียดบอกไม่ถูก นี่ใจมันติดแบบ             

นี้ เห็นหน้าคนปับมันมีความรู้สึกเป็นอย่างนั้น  เห็นหน้าสัตว์นั้นมีความรู้สึกเป็นอย่างนั้น นึกถึงใครขึ้น             

มามีความรู้สึกเป็นอย่างนั้น  ถ้าจิตมันติดอย่างนี้จริง ๆ ละก็  บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง  แล้วควบกับ  

วิปัสสนาญาณตามที่กล่าวแล้วว่ามันไม่ใช่ร่างของเรา  มันเป็นเรือนร่างที่เราอาศัยชั่วคราว  ไม่ช้ามันพัง มัน

ก็สลายตัว นี่ความเป็นพระอนาคามีจะปรากฏแก่ท่านภายในระยะเวลาไม่ช้า                                                                

          เวลาการพูดมันก็ย้อนไปย้อนมา  ต่อไปนี้ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้        

ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา           

 

**********