๓๗. อารมณ์สมาธิ
สำหรับวันนี้เรามาสรุปอารมณ์กันอีกครั้งหนึ่ง
เพื่อบรรดาท่านนักปฏิบัติทั้งหลายจะได้มีความเข้าใจหรือเผื่อว่าจะลืมไป สำหรับอารมณ์สมาธินี่ตั้งใจให้ดีนะ จะเป็นกรรมฐานกองใดก็ตาม ในด้านสมถภาวนา เราต้องการอย่างเดียว คือ ทรงสติสัมปชัญญะ
คำว่าสติ แปลว่า คอยนึกเข้าไว้ สัมปชัญญะแปลว่ารู้ตัว
สติเข้ามานึกไว้
ก็หมายความว่าคอยนึกอยู่เสมอว่า
เวลานี้เราเจริญพระกรรมฐานกองไหน
สัมปชัญญะ-รู้ตัวว่าเราทรงอารมณ์อยู่อย่างนั้นบ้างหรือเปล่า
ว่าเราสามารถควบคุมอารมณ์ได้อย่างนั้นหรือเปล่า มีอะไรบ้างที่เรากำลังควบคุมอยู่
เป็นอันว่าการเจริญสมถภาวนาเขาเจริญกันลืม
ถ้ามีสติสัมปชัญญะอยู่เป็นปกติก็หมายถึงว่าเราไม่ลืม เพราะกันลืมกัน กันลืมตรงไหน อารมณ์สมถภาวนาจะต้องการอารมณ์สงบของจิต คำว่าสมถะ แปลว่าอุบายเป็นเครื่องสงบจิต หรือทำจิตให้สงบ
วิปัสสนาเป็นเครื่องทำให้ปัญญาเกิดขึ้น หรืออุบายเป็นเครื่องเรืองปัญญา คือให้มีปัญญา
คำว่าปัญญาในที่นี้
ต่างคนต่างก็มีด้วยกันทั้งนั้น
แต่ก็เจาะจงลงไป
เจาะลงไปให้อยู่เฉพาะปัญญา พิจารณารู้เท่าทันตามความเป็นจริงของขันธ์ห้า
นี่เรายังไม่พูดกันถึงวิปัสสนา พูดกันเรื่องสมถะ ทำจิตให้สงบ สมถะเป็นอุบายให้จิตสงบตรงไหน จับใจความให้ดี
ให้เกิดความเข้าใจชัด
เขาสงบกันตรงนี้
คือสงบตรงที่ไม่ปล่อยให้อารมณ์จิตเข้าไปยุ่งกับจริยาของคนอื่น อันดับต้น เมื่อเราจะดี
ใครเขาจะดีจะชั่วก็ช่างเขา
เราไม่เกี่ยว เขาดีเขาก็ดีของเขา เขาชั่วก็ชั่วของเขา
ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่หมายความว่าพระพุทธเจ้าดี พระอริยสงฆ์ดีละก็ไม่เอา ไม่ใช่อย่างนั้น
นี่เราพูดถึงความดีชั่วตามจริยของโลก ใครเขาจะกินจุ
ใครเขาจะกินน้อย
เดินก้าวยาวหรือเดินก้าวสั้น
เขาจะเสียงดังหรือจะเสียงเบาช่างเขา
เราไม่ยุ่ง
เรามาควบคุมกำลังใจของเราเองโดยเฉพาะ ว่าไม่ยอมให้อารมณ์แห่งความชั่วทั้งหมดมันมาเกิดกับใจ หรือว่าอารมณ์นอกรีตนอกรอยทั้งหมดมันเกิดขึ้นกับใจ
อารมณ์ของความชั่วมันมีอะไรบ้าง คืออารมณ์ที่ชอบทำลายศีลด้วยตัวเอง หรือว่ายุชาวบ้านให้เขาทำลายศีล เมื่อเห็นบุคคลอื่นทำลายศีลแล้วดีใจว่าเขาไม่รักษาศีลทำลายศีลเสียได้ก็ดี อารมณ์ชั่วอย่างนี้อย่าให้มี คือ ศีลทุกสิกขาบท
พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา รู้สภาวะว่าเรามีอะไรเป็นศีล พระนี่สำคัญมาก ๒๒๗ ดีไม่ดีไม่รู้หรอกว่า
๒๒๗ มีอะไรบ้าง แต่ของเรายังดี นั่งฟังกันทุกวันจำได้หรือเปล่าไม่ทราบ
ความจริงพระนี่ต้องถือว่าบวชเข้ามาในวันนั้นต้องรู้ศีลของตัว ไม่ใช่บวชเข้ามาสัก ๑๐ วันยังไม่รู้
อันนี้ไม่ได้
คือเรียกว่าเราจะต้องควบคุมว่าเราจะไม่ทำลายศีลด้วยตัวเอง ศีลของใครมีเท่าไรรู้ไว้ด้วย เราจะไม่คิดยุยงให้คนอื่นคิดทำลายศีล
เราจะไม่ดีใจในเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว นี่
สงบตรงนี้ สงบตรงที่ไม่ทำจิตให้ชั่ว
ข้อต่อไป
เมื่อคุมศีลอยู่แล้วก็คุมพร้อมกันนั่นแหละ ไม่ได้เฉพาะอย่าง
ก็ระวังให้จิตสงบจากนิวรณ์ห้าประการ
คือ
๑. กามฉันทะ
เราจะไม่ยอมรับทราบเรื่อง
รูปสวย รสอร่อย เสียงเพราะ กลิ่นหอม
การสัมผัส
สัมผัสระหว่างเพศ
หรืออารมณ์ที่เกลือกกลั้วไปด้วยกามารมณ์ คือคิดสร้างวิมานในอากาศ การมีคู่ครองดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มีทรัพย์สินสวย
ๆ มีบ้านสวย ๆ มีรถสวย ๆ ราคาแพง ๆ
มีตู้เย็นสวย ๆ
มีเครื่องปรับอากาศสวย ๆ
ของสวยสดงดงาม เสียงเพราะ
ๆ กลิ่นหอม หอมหวนยวนใจ ไม่ติดใจไม่สนใจอะไรทั้งหมด เห็นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีการทรงสภาพ มันสวยไม่จริง เดี๋ยวมันก็เก่า
เก่าแล้วมันก็พัง
เสียงเพราะผ่านหูแล้วมันก็หายไป
กลิ่นหอมผ่านจมูกแล้วก็หายไป
รสอร่อยผ่านปลายลิ้นถึงกลางลิ้นถึงโคนลิ้นแล้วก็หายไป การสัมผัส สัมผัสแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรเอาใจเข้าไปเกาะอยู่ มันก็ไม่ติดอยู่
อารมณ์ที่เกลือกกลั้วนึกสร้างวิมานในอากาศก็ไม่มีในใจ นี่เป็นข้อที่หนึ่ง
๒. มีเมตตาเป็นปกติ ระงับความโกรธ
ความพยาบาท
ไม่ให้เกิดขึ้นกับใจ
เห็นโทษของความโกรธความพยาบาทว่าไม่ดี อารมณ์โกรธ
อารมณ์พยาบาท พยายามตัดทิ้งเสีย
๓. เมื่อปฏิบัติความดีอยู่ ระงับความง่วง อย่าให้ความง่วงเข้ามาครอบงำจิต ข้อนี้ต้องระวัง
ต้องดูเองว่า
คำว่าระงับความง่วงนี่หมายถึงความง่วงที่เกิดจากนิวรณ์นะ เราต้องดูว่าร่างกายของเราเพลียหรือเปล่า อดนอนมากไหม ตรากตรำงานมามากหรือเปล่า ต้องดูด้วย
คำว่าระงับความง่วงที่เกิดจากนิวรณ์นี่เป็นอย่างนี้ คือว่าเวลาปกติเราสบาย ๆ มีใจโปร่งสว่างไสวดี ยังไม่มีอะไรทำท่าจะง่วง เราไม่อดนอน ไม่เพลียจนเกินไป
แต่ทว่าพอจับจิตเป็นสมาธิปับเราก็เริ่มง่วง นี่คือตัวนิวรณ์
หากว่าเราเพลียเกินไปหรือว่าอดนอนเกินไป ตรากตรำเกินไป เกิดความเพลียขึ้นมา มีอาการคล้ายง่วง นั่นมันเพลียจากการงาน เพลียจากการง่วงนอน อันนี้ห้ามทนนะ ต้องรีบนอน ต้องรีบพัก
ทรงสติจับอารมณ์ลมหายใจเข้าออก
คำภาวนาพิจารณาเล็กน้อย ปล่อยให้มันหลับไปเลย อย่างนี้ไม่ใช่นิวรณ์ ร่างกายมันอ่อนแอมันเพลียมาก อย่าไปฝืนมัน มันจะเป็นโรคเส้นประสาท
ถ้าหากว่าร่างหายเราดี ๆ อยู่สว่างไสวอยู่ พอเริ่มจับจิตเป็นสมาธิพักง่วง จิตมันจะเป็นนิวรณ์
นี่ต้องรู้
ถ้าไม่รู้แบบนี้
โรคเส้นประสาทมันจะกิน
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ข้อนี้สำคัญมาก ขณะที่เราทรงตัว เราหวังในการทรงสมาธิ
จิตจับอารมณ์สมถภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะไม่ยอมให้อารมณ์ของเราฟุ้งซ่าน แต่ก็อย่าลืม
ข้อนี้เราชนะมันไม่ได้แน่
จะชนะตลอดกาลตลอดสมัยไม่ได้
ต้องชนะชั่วคราว เพราะอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่าน ตัวนี้ที่ตัดได้จริง ๆ คือพระอรหันต์ อันนี้เรากันไม่ได้
ฟุ้งซ่านกันตรงไหน
กันความฟุ้งซ่านตัวนี้
คือไม่ยอมให้อารมณ์ที่เป็นอกุศลเข้ามาถึงจิต กำลังของจิตในด้านสมถะต้องแบ่งเป็น ๒ ตอนด้วยกัน
ตอนที่เรายังไม่เป็นผู้ทรงฌานตอนหนึ่ง และตอนที่เราเป็นผู้ทรงฌานแล้วตอนหนึ่ง
ที่เรายังมีอารมณ์ยังไม่เป็นทรงฌานนั้น บังคับจิตมันอยู่ในอารมณ์เดียวนาน ๆ นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ประเดี๋ยวก็วิ่งหลังวิ่งหน้า วิ่งหน้าวิ่งหลัง อันนี้จะทำอย่างไร ระยะที่จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรือว่าเป็นอัปปนาสมาธิ
ขั้น ฌาน ๑, ฌาน ๒, ฌาน
๓ นี่มันก็โดดหน้าโดดหลัง เป็นเหมือนกัน
เว้นไว้แต่ว่าถ้าเข้าถึงฌานแล้วเราสามารถกำหนดจิตทรงฌานได้ก็เป็นฌานโลกีย์ แม้แต่ฌาน ๔ ก็ตาม
จิตจะทรงความดีอยู่แต่เฉพาะในเวลาที่จิตเข้าฌานเท่านั้น ถ้าเวลาถอนจากฌานมาแล้ว จิตก็เป็นเรื่องธรรมดา ๆ
ก็วิ่งไปวิ่งมาเหมือนกับม้าที่ถูกขัง ถ้าปล่อยแล้วมันก็โขยกไปตามเรื่อง
ทีนี้ตัวอุทธัจจะตัวนี้เราคุมมันไม่ได้ตลอดเวลา
ถ้าเป็นกิจในเบื้องต้นก็เอาจิตคุมไว้ว่า ถึงแม้ว่ามันจะส่ายจากจุดเดิม แต่ทำโดยเฉพาะก็ตั้งใจไว้ ภาวนาว่าพุทโธ
ตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
หรือว่าตั้งใจพิจารณากรรมฐานกองใดกองหนึ่ง เราจะกำหนดจิตไว้ว่า
ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
ห้านาที สิบนาที นี้เป็นกำลัง เราจะไม่ยอมให้จิตพล่านไปสู่จุดอื่นอารมณ์อื่นนอกจากที่เราตั้งใจไว้จะภาวนาหรือยังไม่ถึงกำหนดนั้น มันพล่านไปตั้งต้นใหม่ให้มันเข็ด แต่อย่าให้นานนัก จนกว่าอารมณ์จิตจะชิน ก็ขยับให้มากขึ้นมาทีละน้อย ทีนี้ในเมื่อจิตธรรมดาต้องพล่าน ในเมื่อจิตมันเลยอารมณ์มาแล้ว ในเมื่อจิตทรงอยู่ในกรรมฐาน โดยเฉพาะตามที่เราตั้งไว้ ฌานโลกีย์ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ถ้ามันไม่นึกอะไรเสียเลย จิตไม่วอกแวกเสียเลย จิตไม่ฟุ้งซ่านเสียเลย อันนี้เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปแต่ว่าพยายามควบคุมว่า นอกจากเวลาที่เราควบคุมไว้ โดยเฉพาะเป็นเวลาสั้น ๆ
เวลาเหลือจากนั้นมันจะซ่านก็ว่านเถอะ แต่ว่าให้จิตน้อมอยู่ในกุศลตลอดเวลา มันคิดไปถึงว่าการให้ทานมันดี เป็นเทวดาน่ะมันดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ก็ว่าไป
ให้ทานดีเป็นการผูกมิตรทำลายศัตรูไปในตัว เราให้ทาน
ทานัง สัคคโสปาณัง ทานเป็นบันไดไปสู่สวรรค์ การให้ทานดีมาก ตายแล้วไปเป็นเทวดา มีทิพยสมบัติมาก เกิดมาเป็นคนก็เป็นคนร่ำรวย ไม่ยากจนเข็ญใจ ถ้ามันจะฟุ้งซ่านก็ให้อยู่ในขอบเขตนี้ ให้มันอยู่ในด้านของกุศล
ทีนี้อยากจะถามว่าเราบังคับมันอย่างนี้อกุศลมาได้ไหมล่ะ มันมาได้แน่ มันมาได้แล้วละก็
พอรู้ตัวก็ขับมันไป
มันต้องมา
ไม่มาไม่ได้หรอกเพราะจิตเรายังไม่ชนะมัน เมื่อเวลาเรายังมีอารมณ์ฟุ้งซ่านอยู่
หมายความว่าถึงผู้ทรงฌานแล้วก็ยังมีอารมณ์แทรก นี่หมายถึงผู้ทรงฌานตั้งเวลาเฉพาะไว้ แต่เวลาอยู่ในฌานมันดีจริง ๆ ออกนอกฌานมันก็เอาอีกแหล มันก็เหมือนกับรูปเดิม ดีไม่ดีก็คิดถึงรูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ ถึงอสุภกรรมฐาน กสิณ และอนุสสติ ๑๐ อะไรก็ตาม ไป ๆ มา ๆ มันก็พรวดพราดกลับไปหาทางอื่นอีกเพราะมันยังไม่พ้นวิสัยของกามารมณ์ยังไม่พ้นวิสัยของความพยาบาท ความหลง แต่ก็ต้องคอยเอาสติยับยั้งไว้ ถ้ามันพรวดพราดเข้าไปในด้านอกุศลก็บอกว่าไม่เป็นเรื่องแล้ว ที่นายทำความดีมาตั้งนาน นายจะลงนรกน่ะมันจะใช้ได้หรือ นี่อารมณ์มันเป็นอย่างนี้ ก็คอยตั้งว่าคอยสงบอารมณ์ที่มันเป็นความชั่ว อย่าให้อารมณ์ที่เป็นความชั่วเข้ามาสิงใจ
ทีนี้วิธีที่จะปฏิบัติพระกรรมฐาน เอาด้านที่สรุปง่าย ๆ จากสมาธิ ถ้าจะให้ดีมันดีตรงไหน วิปัสสนาญาณนี่ก็เหมือนกันหรอก
จะให้ดีก็มีว่าเวลาที่เราตั้งเวลาไว้เฉพาะ ๆ นั่นเป็นเวลาหนึ่งเวลาเท่านั้นเท่านี้ เราจะเจริญสมาธิ ทีนี้เวลาที่เหลือจากนั้น นั่งอยู่ กินอยู่
เดินอยู่
ทำการงานใดอยู่
อะไรก็ตาม
ถ้าจังหวะมันดีก็ให้นึกถึงอารมณ์สมาธิที่เราตั้งใจไว้
ในกรรมฐานสี่สิบกองไม่จำกัดให้เฉพาะบุคคลใดว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะพิจารณาก็ได้ จะเพ่งก็ได้ ใคร่ครวญก็ได้
ให้เป็นไปตามอัธยาศัยในกรรมฐาน
๔๐ กอง อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ไม่ต้องเลือก
เวลาไหนจิตมันอยากจะคิดก็ให้มันคิดอยู่ในขอบเขตของกรรมฐานที่จะพิจารณา เวลาไหนจิตมันจะทรงอารมณ์สงัดตามที่มันต้องการ
ระวังไว้อย่างเดียวว่าอย่าให้อกุศลเข้ามายุ่งกับใจเท่านั้น
นี่เป็นระเบียบแห่งการปฏิบัติที่ควบคุมด้วย เรียกว่าจิตสงบเป็นสมาธิ สมาธิคือการตั้งใจมั่น
ก็หมายความว่าตั้งใจไว้เฉพาะอารมณ์ในอารมณ์กรรมฐาน ๔๐ อย่าง
อย่างใดอย่างหนึ่งใช้ได้หมด
ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้
กำหนดลมหายใจเข้าออกภาวนาว่าพุทโธ
อาจารย์บอกอย่างนั้น
แต่บางเวลาจิตมันอยากจะล่อ
ธัมโม สังโฆ ขึ้นมา นึกถึงความดีของศีลขึ้นมา นึกถึงความดีของฌาน
นึกถึงความดีของเทวดา
นึกถึงมรณัสสติ
การนึกถึงความตายนี่ดีนะ
เราจะได้ไม่ประมาท
นึกถึงความดีของพระนิพพานอะไรอย่างนี้ นึกถึงร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
ร่างกายเต็มไปด้วยของสกปรก
ร่างกายเราตายแล้วขึ้นอืด
เป็นของน่าเกลียด
ร่างกายประกอบไปด้วยธาตุสี่
อาหารที่เรากินเข้าไปปรากฎว่ามันเป็นของสกปรก ถ้ามันคิดอย่างนี้มันดีทั้งนั้น ในกรรมฐาน ๔๐ ดีหมด
มาพูดถึงกรรมฐาน ๔๐ ในกรรมฐาน
๔๐ ควรศึกษาว่ามันมีอะไรบ้าง ถ้าวันไหนจิตมันไปชนข้อใดข้อหนึ่ง ปล่อยมันเลยใช้ได้ทั้งนั้น ดีกว่าปล่อยให้มันยุ่งกับอกุศล
คำว่าเป็นกุศลก็คืออยู่ในขอบเขตของกรรมฐาน ๔๐ หรือว่าในมหาสติปัฏฐานสูตรอย่างใดอย่างหนึ่ง สติปัฏฐานสูตรตามที่มีแบบไว้นะ ไม่ใช่ตามแบบย่อที่ใคร ๆ เขาตั้งไว้ใหม่
ๆ น่ะ ไม่เอา
เอาแบบของพระพุทธเจ้าโดยตรง
ในมหาสติปัฏฐานสูตรอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าจิตมันข้องอยู่ ใคร่ครวญตามนั้นได้ทันที
อย่างนี้เราจิตสงบหรือว่าจิตเป็นสมาธิตั้งมั่น มั่นอยู่เฉพาะในอารมณ์ที่เป็นความดีที่พระพุทธเจ้าตรัส อันนี้ดี ควรทำ
อย่างนี้ชื่อว่าเป็นอารมณ์สมาธิที่เราต้องการ
ถ้าถามถึงผล ผลของสมถภาวนา อย่าเผลอเชียวนะ
ถ้าอารมณ์จิตมันเป็นฌานจริง ๆ
มันกดอารมณ์แน่น
จิตแน่นสนิทดีไม่ดี
นึกว่าเป็นพระอรหันต์ส่งเดชไป
ถ้าจะเอาอะไรล่ะ
จะไปติดรูปสวย ๆ เห็นว่าสวยหรือเปล่าให้เฉย ได้ยินเสียงเพราะ ๆ รสอร่อย กลิ่นหอม จะไปติดในรูป
รส กลิ่น เสียง หรือก็เปล่า
ไม่เป็นเรื่อง ไม่เอา
ไม่เอาเสียแล้ว อย่างไร ๆ
เราก็ไม่ต้องการ
มันเป็นเรื่องเล็ก
นี่เวลาจิตมันทรงฌาน
มันกดนิ่ง สบาย ๆ จิตมันแนบสนิท พูดจาไม่อยากพูดกับใคร
ขยับเขยื้อน
ไปไหนก็ไม่เอา
ถ้าการงานมันเคร่งคครัด
นี่ความเที่ยงแท้แน่นอน
จิตใจมันไม่อยากจะล็อกแล็กไปไหน
ไม่สอดสายเพราะเกรงสมาธิจะเคลื่อน
จิตมีอารมณ์สงัด
บางทีเผลอไปว่า
นี่เราเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว
นี่ความพลาดมันอยู่ตรงนี้
นี่จงทราบให้ดี
จงระมัดระวังให้ดี อย่าประมาทคิดว่าเราดีแล้ว ถ้าเราคิดว่าเราดีแล้วเมื่อไร มันก็เป็นทางแห่งความตาย คือการสลายตัวแห่งสมาธิหรือความดี
วันนี้เราก็แนะนำไว้อย่างนี้เป็นจุดรวม
ๆ
จะได้ว่าการเจริญสมาธิเขาเอาตรงไหน
เขามีความเข้าใจกันตรงไหน
รวมสรุปอีกครั้งว่าการเจริญสมาธิในด้านสมถภาวนา เราต้องการสงบจากอารมณ์ที่เป็นอกุศล คือารมณ์ที่ค้านกับศีล
หรืออารมณ์ที่ตามใจนิวรณ์ห้า
ไม่เอาเราต้องค้านกับนิวรณ์ห้า
ศีลนี่ค้านกันได้
ต้องตามใจศีลแต่ว่าคัดค้านนิวรณ์ห้าประการ ถ้าจะให้สูงไปว่านั้นก็ต้องตามใจพรหมวิหารสี่ อันนี้ดีมาก ถ้าตามใจพรหมวิหารสี่เสียอย่างเดียว นิวรณ์ก็พัง ถ้าไปจับวิปัสสนาญาณก็เปิดวิ่งแน่บ ไปเร็วจริง ๆ
เวลาที่จะพูดก็หมดนานแล้ว ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ต่อแต่นี้ไปขอให้ท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา