๓๖. อานาปานสติ
สำหรับวันนี้ก็จะได้พูดถึงอานาปานสติต่อ
แต่ว่าก่อนที่จะพูดอะไรทั้งหมดรับฟังอะไรทั้งหมด ก็จงอย่าลืมให้พิจารณาไว้เสมอว่า พิจารณาไว้เป็นปกติว่า
อัตภาพนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย
ร่างกายไม่มีในเรา
ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุน้ำ
ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นเพียงร่างกายที่มาอาศัยชั่วคราว เมื่อความเกิดมีขึ้นแล้วก็มีความแปรปรวน มีความป่วยไข้ ความแก่ ไม่สบาย มีการสลายตัวไปในที่สุด ขณะใดที่มีอัตภาพอยู่ ขณะนั้นชื่อว่าเรามีความทุกข์ ฉะนั้น เราไม่ต้องการอัตภาพนี้อีก ความปรารถนาในความเป็นมนุษย์ก็ดี ความเป็นเทวดาก็ดี
ไม่เป็นเหตุให้หมดทุกข์
เราไม่ต้องการ
สิ่งที่เราต้องการคือพระนิพพาน
และตั้งใจไว้เสมอว่าเรายอมรับนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเหตุผล และจะใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง จะได้เกิดความมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าสอนจริงถูกจริง อย่าน้อมใจเชื่อ
เมื่อเราไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำใจให้เข้าถึงคุณพระรัตนตรัย ยอมรับนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยความจริงใจ
สำหรับพระสงฆ์นี้ต้องเลือกนะ
เพราะถือว่าตั้งแต่พระอริยสงฆ์ขึ้นไป แต่ถึงแม้ว่าสงฆ์ที่เป็นปุถุชนเราก็ไม่ดูถูก
หากว่าองค์ไหนไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเราก็งดเว้นการยอมรับนับถือเสีย เพราะอันนั้นเป็นการยอมรับนับถือโจรให้ปล้นพระพุทธศาสนา ตัดการสงเคราะห์เสีย ดูตัวอย่าง เช่น
อนาถบิณฑิกคหบดีตัดการสงเคราะห์พระสุธรรมเถรเพราะการปฏิบัติไม่ดี
อันนี้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า
ช่วยกันกำจัดโจรร้ายที่ปรากฎในพระพุทธศาสนา
แต่นี้ในเมื่อเรายอมรับนับถือความดีของพระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์
ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปด้วยความมั่นคงถือว่าเป็นสรณะ จากนั้นก็พยายามรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์
สำหรับศีลแปดนี้ก็ให้เป็นไปตามกาลตามสมัย แต่ว่าบุคคลใดจะรักษาได้ก็เป็นการดี บุคคลใดรักษาศีลห้าเป็นปกติ มีจิตใจยอมรับนับถือพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์อย่างมั่นคง
อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าท่านเป็นพระโสดาบัน จำองค์พระโสดาบันไว้ให้ครบว่า
เรายอมรับนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัย
การที่จะไม่สงสัยก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อนว่าพระพุทธเจ้าสอนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นความจริงไหม ถ้าจริง เชื่อได้ ใจเรายึดถือได้มั่นคงก็ยอมรับนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้ายอมรับนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ในเมื่อเกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นของมีจริง เราต้องการพ้นจากการเกิด ความแก่ ความเจ็บ
ความตาย
อย่างแรกเราปิดอบายภูมิเสียก่อน
โดยที่ไม่ยอมเป็นสัตว์นรก
เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็เพราะว่าเรามีศีลห้าบริสุทธิ์ เรียกว่าศีลห้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ให้ระมัดระวัง ทรงให้ได้
ความเป็นพระโสดาบันจะเข้าถึงเรา
สำหรับการเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงเอาไว้ว่ากันทีหลัง
อันดับแรกเป็นพระโสดาให้ได้เสียก่อนเท่านี้ดีพอแล้ว แล้วก็อย่าเพ่อหยุดยั้งตั้งใจระงับกิเลส ทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปทานจริง ๆ
แล้วอารมณ์ใจจุดนี้ก็ควรรักษาไว้ตลอดชีวิตและทุกลมหายใจเข้าออกว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย
ร่างกายไม่มีในเรา
ร่างกายเป็นธาตุสี่
เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว
ไม่ช้ามันก็สลายก็พัง
ปกติมันก็เต็มไปความสกปรกโสมม
มันเป็นแดนนำมาซึ่งความทุกข์
เราไม่ต้องการมันอีก
ขึ้นชื่อว่าความเป็นมนุษย์ก็ดี
ความเป็นเทวดาก็ดี
ไม่เป็นแดนที่หมดทุกข์ เราไม่ต้องการ เราต้องการความสิ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน
แล้วทำจิตให้มั่นในคุณพระรัตนตรัย
รักษาศีลห้าให้เป็นปกติเป็นการป้องกันอบายภูมิไว้ก่อน
พระโสดาบันคุ้มตัวได้เพียงไม่ลงอบายภูมิ แต่ก็ต้องเกิดเป็นมนุษย์กับเทวดา แต่ว่าจำกัดเขต
อันนี้ชื่อว่าเราเข้าถึงความดี
องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์เบื้องแรกก็ได้กระแสพระนิพพาน คือพระโสดาบัน มั่นใจเหยียบหัวหาดเข้าไว้ ยึดให้ได้ต่อไปก็ตะลุยเข้าถึงพระอรหัตผล
วันนี้ก็จะขอพูดถึงอานาปานสติกรรมฐานต่อไป การใคร่ครวญแบบที่จะพูดต่อไปนี้ท่านจะไม่ภาวนากรรมฐานกองไหนเลยก็ยิ่งดี พิจารณาตามนั้นเป็นการตัดกิเลสโดยเฉพาะ
วานนี้เราพูดถึงอานาปานสติกรรมฐานเข้าถึงฌานสี่ หวังว่าพอเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจไปพลิกหนังสือดู
ทีนี้เมื่ออานาปาน์เข้าถึงฌานสี่แล้ว เราก็ทำกรรมฐานอีกสามสี่ห้ากอง กองไหน
นี่เป็นของง่าย
เราจะต้องฝึกซ้อมฌานสี่ให้มีความคล่องแคล่ว เข้าเมื่อไรออกเมื่อไรให้มีการทรงตัวตามอัธยาศัย จึงค่อยย้ายไปหาฌานอื่น นี่เป็นแต่เพียงอานาปานสติกรรมฐานอย่างเดียว
ถ้าเราเข้าถึงฌานสี่หรือเข้าไม่ถึงฌานสี่ก็ตาม ถามว่าจะไปนิพพานได้ไหม
อันนี้ก็ต้องขอตอบว่าได้
ใช้อานาปานสติอย่างเดียวเป็นพื้นฐาน
เป็นกำลังแค่ขณิกสมาธิก็ดี
อุปจารสมาธิก็ดี
ปฐมฌานก็ดี
เราทำวิปัสสนาญาณควบคู่กันไป แต่ความจริงมันต้องคู่กันทุกบท
ไม่ว่ากำหนดกรรมฐานกองใดก็ต้องยึดอารมณ์วิปัสสนาญาณไว้ให้ควบคู่ ให้ทรงตัวอยู่ด้วยกัน
การที่เรามีอานาปานสติกรรมฐานเข้ามาเป็นวิปัสสนาญาณ เราทำได้อย่างไร ความจริงอานาปานสติกรรมฐานจริง ๆ เป็นวิปัสสนาญาณไม่ได้ นอกจากว่าเราดัดแปลงให้เป็นวิปัสสนาญาณเท่านั้น แล้วก็มีผลเท่ากั
คือในอันดับแรกอานาปานสติกรรมฐาน
เราอาศัยการทรงจิตให้อยู่ตัวเสียก่อน ให้จิตมันไม่กระสับกระส่ายในอารมณ์อื่น ด้วยอำนาจอานาปานสติเป็นเครื่องควบคุม
เมื่อจิตสบายแล้วก็มาน้อมถึงกาย คือมาน้อมถึงลมหายใจเข้าออก ว่าลมหายใจเข้าก็ดีออกก็ดี
ว่ามันไม่ใช่ของเก่า
เราดึงลมข้างนอกหายใจเข้ามาช่วยบริหารร่างกายภายใน เมื่อปอดขยายตัวแล้ว การทำงานของอวัยวะภายในทรงตัว เวลาหายในออกลมหายใจในท้องออกไป และหายใจเข้าใหม่ ความจริงมันไม่ใช่ลมเก่า มันเป็นลมใหม่ ส่วนของเก่ามันก็หมดไป
ของใหม่เข้ามาแทนที่
ชีวิตเรายังทรงอยู่ได้
นี่เรามานั่งพิจารณาว่าถ้าเราหายใจออกแล้วเราไม่หายใจเข้ามันจะเป็นอย่างไร
หรือหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกมันจะเป็นอย่างไร ก็ต้องตอบว่าตาย
ถ้าขาดลมหายใจเสียอย่างเดียวก็ต้องตาย ที่เราทรงอาการอยูได้เพราะอาการสันตติ คือความสืบต่อของชีวิต
ลมหายใจเข้าหายใจออกท่านกล่าวว่าเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่เรียกว่าผัสสาหาร คืออาหารของการสัมผัส ถ้าขาดอาหารจุดนี้เสียแล้ว จะมีอาหารจุดไหนก็ตาม มีกินมีใช้เท่าไรก็ตาม ไม่มีประโยชน์ การที่เราทรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาศัยการหายใจเข้าหายใจออกไม่หยุด มันติดต่อตลอดไป
ถ้าอาการหายใจเข้าหายใจออกหยุดเมื่อไรเราก็ตาย หรือถ้าหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก มันก็ตายหมดชีวิตกัน
ชีวิตที่มันต้องสลายไปมันเป็นเราเป็นของเราหรือเปล่า
ชีวิตที่มันเป็นเรามันเป็นของเรามันเป็นความเป็นอยู่แต่ขันธ์ห้าคือร่างกายล่ะมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเสียแล้ว เรามาอาศัยอยู่
ขันธ์ห้ามันก็สลายตัวมันก็พังไปสิ้นลมปราณเรียกกันว่าเป็นผีไป
นี่เราก็มานั่งดูการเกิดไปเป็นคนแล้วก็ไปเป็นผี เป็นผีแล้วก็กลายเป็นคน
เป็นคนแล้วก็กลายเป็นผี
มันไม่มีอะไรจะสนุก ถ้าเป็นผีดี อย่างไปเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมก็พอทำเนา เป็นผีชั่วอย่างเป็นสัตว์นรก
เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่เป็นเรื่อง มันมีความทุกข์หนัก
ทุกข์มาจากไหน
ทุกข์มาจากความหลง คือ โลภะ-ความโลภ หรือราคะ-ความรัก โทสะ-ความโกรธ โมหะ-ความหลง มันอยู่ในใจ
เวลานี้เรามีแต่อานาปานสติกรรมฐานมันเป็นอย่างไร
เราก็กำหนดทิ้งร่างกายว่าชีวิตของเราไม่ต่างอะไรกับลมหายใจเข้าออก
ร่างกายที่มันทรงอยู่ได้ก็เพราะอาหารใหม่เข้าไปเลี้ยง อาหารเก่าสลายตัวไปหมดคุณภาพ ร่างกายต้องการใหม่คือความหิว แสดงความหิวให้ปรากฎ แสดงความอยากให้ปรากฎ
ร่างหายหิวแสดงว่าอาหารเก่าที่เข้าไปเลี้ยงร่างกายหมดกำลังหมดสมรรถภาพไปแล้ว ต้องการอาหารใหม่เข้าไปแทนที่ เราก็หาให้ นี่มันก็เหลือลมหายใจ
ลมหายใจเก่าหมดไปลมหายใจใหม่ก็พอดีเข้ามา มันทรงตัว
ถ้าเราไม่ส่งอาหารใหม่เข้าไปมันก็ตาย พัง เพราะมันขาดการช่วยเหลือ
นี่มันเป็นจุดหนึ่งที่เราควรจะคิดเพราะว่าชีวิตของเรานี่มันเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน
เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ยังมีความต้องการในอาหาร ความต้องการในอาหารมี
๒ ประเภท คือหิวธรรมดา แสดงว่าอาหารที่ปรนปรือร่างกายหมดสมรรถภาพต้องการอาหารใหม่เข้าไป ทีนี้อารมณ์อยากเปรี้ยว อยากขม อยากเผ็ด
อยากเค็ม
อยากร้อนอะไรก็ตาม
ถ้าอยากเป็นกรณีพิเศษ
นั่นก็เป็นความต้องการของร่างกายที่ร่างกายขาดตกบกพร่อง
ร่างกายต้องการสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปจุนเจือ
อันนี้ถ้าหากว่าเราไม่จุนเจือมัน หรือเราจุนเจือมันอยู่อย่างนี้แหละ ถ้าเราบอกอย่าแก่เลยนะ เธออยากจะกินอะไรฉันจะหาให้ มันอยากอะไรเราก็หามาให้มัน อย่ายอมแก่ไหม มันไม่ยอม
ไม่ยอมเลิกแก่
มันก็ต้องแก่ไปตามสภาพของมัน
ความแก่เราไม่ว่า อย่าป่วยเลยนะ อย่างไรฉันก็ช่วยลูกช่วยหลานดูปลาดูไก่ไปตามเรื่อง เลี้ยงหลานได้ แต่อาการอย่างนี้มันจะเชื่อเราที่ไหน เราจะปรนเปรอมันขนาดไหนก็ตาม หาอาหารอย่างดีมาให้มันก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่เกิดประโยชน์ มันอยากจะป่วยเสียอย่างมันก็ป่วย นี่แสดงถึงการที่เราบังคับไม่ได้
จะป่วยก็ไม่ว่าละ
จะนอนซมอยู่กับบ้านมีลืมตาเห็นลูกหลานคุยกับลูกคุยกับหลาน มองดูทรัพย์สินที่เราหาได้ อย่าตายเลยนะ เอาแค่ป่วยก็แล้วกันต่อไปมันเชื่อไหม มันก็ตาย
นี่หากว่าเราจะเกิดมาใหม่มันก็มีสภาพแบบนี้ถ้าเป็นคน เป็นสัตว์ก็มีสภาพเหมือนคน
มีเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน
เป็นเทวดาหรือพรหมถ้าหากหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องหล่นลงมา ดีไม่ดีเลยไปหานรก เพราะกรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่ นี้เราจึ่งนำอานาปานสติกรรมฐาน
เป็นกรรมฐานที่องค์สมเด็จพระบรมครูสอนว่าเวลาหายใจเข้านึกว่าพุท หรือโธก็ตาม หายใจออกนึกยังไงก็ตาม
แล้วกลับมาพิจารณาใหม่
ว่าลมหายใจเข้าหายใจออกนี่มันเป็นอนิจจังนะ มันเป็นของไม่เที่ยง
ถ้ามันเที่ยงจริง ๆ
มันก็ไม่ต้องหายใจเข้าใหม่หรือไม่ต้องหายใจออกใหม่ อันนี้มันไม่ทรงตัว
ไอ้การไม่ทรงตัวแบบนี้มันก็ต้องทุกข์ ถ้าบังเอิญจมูกหายใจไม่ออกต้องหายใจทางปากมันก็ทุกข์ หรือจมูกหายใจได้ข้างหนึ่งไม่เต็มสองข้าง อย่างนี้เราก็ทุกข์
และต่อไปแม้ว่าเราจะบำรุงร่างกายสักเท่าไรก็ตามแต่ร่งกายมันแก่ไปมากกว่านี้เราก็ทุกข์
เป็นอันว่าการเกิดนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ลมหายใจเลี้ยงร่างกายเราไว้เพื่อให้ทนต่อสู้กับความทุกข์ เราไม่เอาแล้ว มันทุกข์
เราไม่เอา เราต้องการความสุข
ต้องการความสุขทำยังไง แทนที่จะบอกว่าตัดราคะเสีย ตัดโลภะ ตัดโทสะ ตัดโมหะ ความหลง ไม่บอก
เอาอย่างนี้ดีกว่า
ให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ มันไม่เที่ยง และมันสลายตัวไปในที่สุด เราต้องการมันทำไม
นั่งนึกดูร่างกายว่าอะไรมันดีบ้าง
มองดูแล้วจริง ๆ
ด้วยความจริงใจจะเห็นว่าไม่มีอะไรในร่างกายมันทรงตัวอยู่ได้เลย คำว่าดีไม่มี มันมีแต่แก่ลงไปทุกวัน ๆ หาความพัง
ก่อนจะพังก็เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการ จากความหนาว
ความร้อน ความหิว ความกระหาย ความกระทบกระทั่งจากอารมณ์ที่ไม่ถูกใจ และมีการสัมผัสที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนาทุกอย่างนี่ เราแบกทุกข์ไว้ทั้งหมด แต่เราไม่เป็นทุกข์ นี่เรามองทุกข์แล้วเราทำยังไงดีล่ะ
เกิดมีร่างกายไม่ดีแล้วว่าร่างกายมีเพียงใด ความเป็นเทวดาหรือพรหมก็หวังยากเพียงนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนิพพาน ถ้ายังมัวเมาในร่างกายแล้วละก็ ไป แหมลำบาก
แล้วก็ไปโน่นแหละ นรก การขึ้นสวรรค์มันก็ไม่มี ทีนี้ทำไง
เราก็มานั่งปลงตัวเดียวว่าร่างกายเป็นเพียงธาตุ ๔
คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม
ธาตุไฟ
ถ้าใจมันยังทรงอยู่ก็ไม่ต้องไปทำลมมันหรอก คิดพิจารณาไปเลย
แล้วมันก็สลายตัว
เราจะไปมัวยึดถือร่างกายนี้มันเป็นเราเป็นของเราเพื่อประโยชน์อะไร มันอยากจะตายก็เชิญตาย มันอยากจะแก่ก็เชิญแก่ มันอยากจะป่วย ที่เชิญนี่ไม่ใช่อะไร
มันห้ามไม่ได้
ถ้ามันเป็นเข้าจริง ๆ แล้วเราก็ไม่ดิ้นรน ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ชื่อว่าเป็นธรรมดาของมัน
พอเราจับธรรมดาได้แล้ว
พอจิตมันตกอยู่ในธรรมดาเป็นปกติ
อย่างนี้เขาเรียกว่าลงทางตรง
เข้าทางตรง
ความเป็นพระโสดา
สกิทาคา อนาคา เป็นของไม่ยาก เมื่อจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา มีใครเขามายั่วยวนให้เกิดกามราคะถือว่าเป็นธรรมดา
แต่ว่าปัจจัยนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์เราไม่เอาด้วย
ใครเขาจะมาแนะนำสั่งสอนให้คดโกงชาวบ้านชาวเมืองเราไม่เอาด้วย นี่ใครเขาบอกว่าจงคิดให้ดีนะ ชาตินี้เกิดแล้วชาติหน้าเราก็มาเกิดกันใหม่
เราสั่งสมบุญบารมีเพื่อความเกิดเป็นมนุษย์ เราก็บอกเขา
ไม่เอา ฉันจะไปนิพพาน ฉันต้องการจุดเดียว คือไปพระนิพพาน
มองดูตัวทุกข์ให้เห็นว่ามันเป็นทุกข์จริง
และปัจจัยที่ทำลายความทุกข์ได้คือการตัดตัณหาความทะยานอยาก ตัดอยากเสียให้หมด อยากเที่ยว อยากกิน
อยากหวาน อยากเฝื่อน อยากทำอะไรก็ช่าง อยากสวย อยากงาม
อยากแก่ อยากหนุ่ม เลิกกัน ไม่อยากแล้ว
ขี้เกียจ อยากไปเท่าไร ๆ
ก็อยากไม่ได้นาน ไม่ช้าก็ตาย ก็เลยไม่อยากต่อไป
ทำอารมณ์ว่าเราจะยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเราแล้ว เราจะรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ เราจะพยายามทำลายกามราคะให้สิ้นไป เราจะพยายามทำลายโทสะให้สิ้นไป นี่เป็นพระอนาคามีแล้ว
เราจะไม่เมาในรูปฌาน
อรูปฌาน เราไม่ถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขา เลวกว่าเขา เราเสมอเขา
ทำใจสบาย ใครมาอย่างไรก็รับรองได้ ไม่ถือว่าใครใหญ่ใครเล็ก
เราจะระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านด้วยอานาปานสติกรรมฐานคุมไว้ตลอดเวลา ให้จิตจับอยู่เฉพาะพระนิพพานเป็นอย่างเดียว ตัดฉันทะ-ความพอใจในการเกิดเป็นมนุษย์
เป็นพรหม เป็นเทวดา ตัดราคะที่เห็นว่าโลกมนุษย์มีความสวยสดงดงามด้วยอำนาจของความโง่สั่งสอนเราไม่เอา ต่อแต่นั้นเราก็มาตัดราคะ คือความกำหนัดยินดีว่าโลกนี้สวยสดงดงาม พรหมโลกและเทวโลกสวยสดงดงาม เราไม่เอา เราต้องการพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วเราก็ดูใจของเรา
พิจารณาอารมณ์ของเราว่ารักร่างกายไหม หรือว่าถือเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะพัง ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก ไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร อารมณ์นี้มีกับเราหรือเปล่า
มีตลอดวันไหม ถ้าเป็นได้ตลอดวันละก็ ชื่อว่าใจของเราเข้าสู่จุดแห่งพระนิพพานแล้ว
เอาละท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ต่อไปนี้ขอให้ท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา