๓๖.  อานาปานสติ

 

สำหรับวันนี้ก็จะได้พูดถึงอานาปานสติต่อ  แต่ว่าก่อนที่จะพูดอะไรทั้งหมดรับฟังอะไรทั้งหมด  ก็จงอย่าลืมให้พิจารณาไว้เสมอว่า  พิจารณาไว้เป็นปกติว่า  อัตภาพนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา  ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุน้ำ  ธาตุดิน  ธาตุลม  ธาตุไฟ  เป็นเพียงร่างกายที่มาอาศัยชั่วคราว  เมื่อความเกิดมีขึ้นแล้วก็มีความแปรปรวน  มีความป่วยไข้  ความแก่  ไม่สบาย  มีการสลายตัวไปในที่สุด  ขณะใดที่มีอัตภาพอยู่  ขณะนั้นชื่อว่าเรามีความทุกข์  ฉะนั้น  เราไม่ต้องการอัตภาพนี้อีก  ความปรารถนาในความเป็นมนุษย์ก็ดี  ความเป็นเทวดาก็ดี  ไม่เป็นเหตุให้หมดทุกข์  เราไม่ต้องการ  สิ่งที่เราต้องการคือพระนิพพาน  และตั้งใจไว้เสมอว่าเรายอมรับนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเหตุผล  และจะใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริง  จะได้เกิดความมั่นใจว่าพระพุทธเจ้าสอนจริงถูกจริง  อย่าน้อมใจเชื่อ  เมื่อเราไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว  ทำใจให้เข้าถึงคุณพระรัตนตรัย  ยอมรับนับถือพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์ด้วยความจริงใจ  สำหรับพระสงฆ์นี้ต้องเลือกนะ  เพราะถือว่าตั้งแต่พระอริยสงฆ์ขึ้นไป  แต่ถึงแม้ว่าสงฆ์ที่เป็นปุถุชนเราก็ไม่ดูถูก  หากว่าองค์ไหนไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเราก็งดเว้นการยอมรับนับถือเสีย  เพราะอันนั้นเป็นการยอมรับนับถือโจรให้ปล้นพระพุทธศาสนา  ตัดการสงเคราะห์เสีย  ดูตัวอย่าง  เช่น  อนาถบิณฑิกคหบดีตัดการสงเคราะห์พระสุธรรมเถรเพราะการปฏิบัติไม่ดี  อันนี้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า  ช่วยกันกำจัดโจรร้ายที่ปรากฎในพระพุทธศาสนา  แต่นี้ในเมื่อเรายอมรับนับถือความดีของพระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์  ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปด้วยความมั่นคงถือว่าเป็นสรณะ  จากนั้นก็พยายามรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์  สำหรับศีลแปดนี้ก็ให้เป็นไปตามกาลตามสมัย  แต่ว่าบุคคลใดจะรักษาได้ก็เป็นการดี  บุคคลใดรักษาศีลห้าเป็นปกติ  มีจิตใจยอมรับนับถือพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์อย่างมั่นคง  อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าท่านเป็นพระโสดาบัน  จำองค์พระโสดาบันไว้ให้ครบว่า

 

เรายอมรับนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัย  การที่จะไม่สงสัยก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาเสียก่อนว่าพระพุทธเจ้าสอนเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  มันเป็นความจริงไหม  ถ้าจริง เชื่อได้ ใจเรายึดถือได้มั่นคงก็ยอมรับนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้ายอมรับนับถือพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ในเมื่อเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  เป็นของมีจริง  เราต้องการพ้นจากการเกิด  ความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  อย่างแรกเราปิดอบายภูมิเสียก่อน  โดยที่ไม่ยอมเป็นสัตว์นรก  เปรต  อสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน  ก็เพราะว่าเรามีศีลห้าบริสุทธิ์  เรียกว่าศีลห้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  ให้ระมัดระวัง  ทรงให้ได้  ความเป็นพระโสดาบันจะเข้าถึงเรา  สำหรับการเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงเอาไว้ว่ากันทีหลัง  อันดับแรกเป็นพระโสดาให้ได้เสียก่อนเท่านี้ดีพอแล้ว  แล้วก็อย่าเพ่อหยุดยั้งตั้งใจระงับกิเลส  ทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปทานจริง ๆ แล้วอารมณ์ใจจุดนี้ก็ควรรักษาไว้ตลอดชีวิตและทุกลมหายใจเข้าออกว่าร่างกายไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา  ร่างกายเป็นธาตุสี่  เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว  ไม่ช้ามันก็สลายก็พัง  ปกติมันก็เต็มไปความสกปรกโสมม  มันเป็นแดนนำมาซึ่งความทุกข์  เราไม่ต้องการมันอีก  ขึ้นชื่อว่าความเป็นมนุษย์ก็ดี  ความเป็นเทวดาก็ดี  ไม่เป็นแดนที่หมดทุกข์  เราไม่ต้องการ  เราต้องการความสิ้นทุกข์  คือ  พระนิพพาน  แล้วทำจิตให้มั่นในคุณพระรัตนตรัย  รักษาศีลห้าให้เป็นปกติเป็นการป้องกันอบายภูมิไว้ก่อน  พระโสดาบันคุ้มตัวได้เพียงไม่ลงอบายภูมิ  แต่ก็ต้องเกิดเป็นมนุษย์กับเทวดา  แต่ว่าจำกัดเขต  อันนี้ชื่อว่าเราเข้าถึงความดี  องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์เบื้องแรกก็ได้กระแสพระนิพพาน  คือพระโสดาบัน  มั่นใจเหยียบหัวหาดเข้าไว้  ยึดให้ได้ต่อไปก็ตะลุยเข้าถึงพระอรหัตผล  วันนี้ก็จะขอพูดถึงอานาปานสติกรรมฐานต่อไป  การใคร่ครวญแบบที่จะพูดต่อไปนี้ท่านจะไม่ภาวนากรรมฐานกองไหนเลยก็ยิ่งดี  พิจารณาตามนั้นเป็นการตัดกิเลสโดยเฉพาะ

 

วานนี้เราพูดถึงอานาปานสติกรรมฐานเข้าถึงฌานสี่  หวังว่าพอเข้าใจ  ถ้าไม่เข้าใจไปพลิกหนังสือดู  ทีนี้เมื่ออานาปาน์เข้าถึงฌานสี่แล้ว  เราก็ทำกรรมฐานอีกสามสี่ห้ากอง  กองไหน  นี่เป็นของง่าย  เราจะต้องฝึกซ้อมฌานสี่ให้มีความคล่องแคล่ว  เข้าเมื่อไรออกเมื่อไรให้มีการทรงตัวตามอัธยาศัย  จึงค่อยย้ายไปหาฌานอื่น  นี่เป็นแต่เพียงอานาปานสติกรรมฐานอย่างเดียว  ถ้าเราเข้าถึงฌานสี่หรือเข้าไม่ถึงฌานสี่ก็ตาม  ถามว่าจะไปนิพพานได้ไหม  อันนี้ก็ต้องขอตอบว่าได้  ใช้อานาปานสติอย่างเดียวเป็นพื้นฐาน  เป็นกำลังแค่ขณิกสมาธิก็ดี  อุปจารสมาธิก็ดี  ปฐมฌานก็ดี  เราทำวิปัสสนาญาณควบคู่กันไป  แต่ความจริงมันต้องคู่กันทุกบท  ไม่ว่ากำหนดกรรมฐานกองใดก็ต้องยึดอารมณ์วิปัสสนาญาณไว้ให้ควบคู่  ให้ทรงตัวอยู่ด้วยกัน

 

การที่เรามีอานาปานสติกรรมฐานเข้ามาเป็นวิปัสสนาญาณ  เราทำได้อย่างไร  ความจริงอานาปานสติกรรมฐานจริง ๆ  เป็นวิปัสสนาญาณไม่ได้  นอกจากว่าเราดัดแปลงให้เป็นวิปัสสนาญาณเท่านั้น  แล้วก็มีผลเท่ากั

 

คือในอันดับแรกอานาปานสติกรรมฐาน  เราอาศัยการทรงจิตให้อยู่ตัวเสียก่อน  ให้จิตมันไม่กระสับกระส่ายในอารมณ์อื่น  ด้วยอำนาจอานาปานสติเป็นเครื่องควบคุม

 

เมื่อจิตสบายแล้วก็มาน้อมถึงกาย  คือมาน้อมถึงลมหายใจเข้าออก  ว่าลมหายใจเข้าก็ดีออกก็ดี ว่ามันไม่ใช่ของเก่า  เราดึงลมข้างนอกหายใจเข้ามาช่วยบริหารร่างกายภายใน  เมื่อปอดขยายตัวแล้ว  การทำงานของอวัยวะภายในทรงตัว  เวลาหายในออกลมหายใจในท้องออกไป  และหายใจเข้าใหม่  ความจริงมันไม่ใช่ลมเก่า  มันเป็นลมใหม่  ส่วนของเก่ามันก็หมดไป  ของใหม่เข้ามาแทนที่  ชีวิตเรายังทรงอยู่ได้

 

นี่เรามานั่งพิจารณาว่าถ้าเราหายใจออกแล้วเราไม่หายใจเข้ามันจะเป็นอย่างไร  หรือหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกมันจะเป็นอย่างไร  ก็ต้องตอบว่าตาย  ถ้าขาดลมหายใจเสียอย่างเดียวก็ต้องตาย  ที่เราทรงอาการอยูได้เพราะอาการสันตติ  คือความสืบต่อของชีวิต  ลมหายใจเข้าหายใจออกท่านกล่าวว่าเป็นอาหารอย่างหนึ่งที่เรียกว่าผัสสาหาร  คืออาหารของการสัมผัส  ถ้าขาดอาหารจุดนี้เสียแล้ว  จะมีอาหารจุดไหนก็ตาม  มีกินมีใช้เท่าไรก็ตาม  ไม่มีประโยชน์  การที่เราทรงชีวิตอยู่ได้ก็เพราะอาศัยการหายใจเข้าหายใจออกไม่หยุด  มันติดต่อตลอดไป  ถ้าอาการหายใจเข้าหายใจออกหยุดเมื่อไรเราก็ตาย  หรือถ้าหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้า  หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก  มันก็ตายหมดชีวิตกัน

 

ชีวิตที่มันต้องสลายไปมันเป็นเราเป็นของเราหรือเปล่า  ชีวิตที่มันเป็นเรามันเป็นของเรามันเป็นความเป็นอยู่แต่ขันธ์ห้าคือร่างกายล่ะมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราเสียแล้ว  เรามาอาศัยอยู่  ขันธ์ห้ามันก็สลายตัวมันก็พังไปสิ้นลมปราณเรียกกันว่าเป็นผีไป  นี่เราก็มานั่งดูการเกิดไปเป็นคนแล้วก็ไปเป็นผี  เป็นผีแล้วก็กลายเป็นคน  เป็นคนแล้วก็กลายเป็นผี  มันไม่มีอะไรจะสนุก  ถ้าเป็นผีดี อย่างไปเป็นเทวดาหรือเป็นพรหมก็พอทำเนา  เป็นผีชั่วอย่างเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต  อสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน  ไม่เป็นเรื่อง  มันมีความทุกข์หนัก  ทุกข์มาจากไหน  ทุกข์มาจากความหลง  คือ  โลภะ-ความโลภ  หรือราคะ-ความรัก  โทสะ-ความโกรธ  โมหะ-ความหลง มันอยู่ในใจ

 

เวลานี้เรามีแต่อานาปานสติกรรมฐานมันเป็นอย่างไร  เราก็กำหนดทิ้งร่างกายว่าชีวิตของเราไม่ต่างอะไรกับลมหายใจเข้าออก  ร่างกายที่มันทรงอยู่ได้ก็เพราะอาหารใหม่เข้าไปเลี้ยง  อาหารเก่าสลายตัวไปหมดคุณภาพ  ร่างกายต้องการใหม่คือความหิว  แสดงความหิวให้ปรากฎ  แสดงความอยากให้ปรากฎ  ร่างหายหิวแสดงว่าอาหารเก่าที่เข้าไปเลี้ยงร่างกายหมดกำลังหมดสมรรถภาพไปแล้ว  ต้องการอาหารใหม่เข้าไปแทนที่  เราก็หาให้  นี่มันก็เหลือลมหายใจ  ลมหายใจเก่าหมดไปลมหายใจใหม่ก็พอดีเข้ามา  มันทรงตัว  ถ้าเราไม่ส่งอาหารใหม่เข้าไปมันก็ตาย  พัง  เพราะมันขาดการช่วยเหลือ  นี่มันเป็นจุดหนึ่งที่เราควรจะคิดเพราะว่าชีวิตของเรานี่มันเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน  เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ยังมีความต้องการในอาหาร  ความต้องการในอาหารมี    ประเภท  คือหิวธรรมดา  แสดงว่าอาหารที่ปรนปรือร่างกายหมดสมรรถภาพต้องการอาหารใหม่เข้าไป  ทีนี้อารมณ์อยากเปรี้ยว  อยากขม  อยากเผ็ด  อยากเค็ม  อยากร้อนอะไรก็ตาม  ถ้าอยากเป็นกรณีพิเศษ  นั่นก็เป็นความต้องการของร่างกายที่ร่างกายขาดตกบกพร่อง  ร่างกายต้องการสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไปจุนเจือ

 

อันนี้ถ้าหากว่าเราไม่จุนเจือมัน  หรือเราจุนเจือมันอยู่อย่างนี้แหละ  ถ้าเราบอกอย่าแก่เลยนะ  เธออยากจะกินอะไรฉันจะหาให้  มันอยากอะไรเราก็หามาให้มัน  อย่ายอมแก่ไหม  มันไม่ยอม  ไม่ยอมเลิกแก่  มันก็ต้องแก่ไปตามสภาพของมัน

 

ความแก่เราไม่ว่า  อย่าป่วยเลยนะ  อย่างไรฉันก็ช่วยลูกช่วยหลานดูปลาดูไก่ไปตามเรื่อง  เลี้ยงหลานได้  แต่อาการอย่างนี้มันจะเชื่อเราที่ไหน  เราจะปรนเปรอมันขนาดไหนก็ตาม  หาอาหารอย่างดีมาให้มันก็ไม่เกิดประโยชน์  ไม่เกิดประโยชน์  มันอยากจะป่วยเสียอย่างมันก็ป่วย  นี่แสดงถึงการที่เราบังคับไม่ได้

 

จะป่วยก็ไม่ว่าละ  จะนอนซมอยู่กับบ้านมีลืมตาเห็นลูกหลานคุยกับลูกคุยกับหลาน  มองดูทรัพย์สินที่เราหาได้  อย่าตายเลยนะ  เอาแค่ป่วยก็แล้วกันต่อไปมันเชื่อไหม  มันก็ตาย

 

นี่หากว่าเราจะเกิดมาใหม่มันก็มีสภาพแบบนี้ถ้าเป็นคน  เป็นสัตว์ก็มีสภาพเหมือนคน มีเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน  เป็นเทวดาหรือพรหมถ้าหากหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องหล่นลงมา  ดีไม่ดีเลยไปหานรก  เพราะกรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่  นี้เราจึ่งนำอานาปานสติกรรมฐาน  เป็นกรรมฐานที่องค์สมเด็จพระบรมครูสอนว่าเวลาหายใจเข้านึกว่าพุท  หรือโธก็ตาม  หายใจออกนึกยังไงก็ตาม  แล้วกลับมาพิจารณาใหม่  ว่าลมหายใจเข้าหายใจออกนี่มันเป็นอนิจจังนะ  มันเป็นของไม่เที่ยง  ถ้ามันเที่ยงจริง ๆ  มันก็ไม่ต้องหายใจเข้าใหม่หรือไม่ต้องหายใจออกใหม่  อันนี้มันไม่ทรงตัว  ไอ้การไม่ทรงตัวแบบนี้มันก็ต้องทุกข์  ถ้าบังเอิญจมูกหายใจไม่ออกต้องหายใจทางปากมันก็ทุกข์  หรือจมูกหายใจได้ข้างหนึ่งไม่เต็มสองข้าง  อย่างนี้เราก็ทุกข์  และต่อไปแม้ว่าเราจะบำรุงร่างกายสักเท่าไรก็ตามแต่ร่งกายมันแก่ไปมากกว่านี้เราก็ทุกข์  เป็นอันว่าการเกิดนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์  ลมหายใจเลี้ยงร่างกายเราไว้เพื่อให้ทนต่อสู้กับความทุกข์  เราไม่เอาแล้ว  มันทุกข์  เราไม่เอา  เราต้องการความสุข

 

ต้องการความสุขทำยังไง  แทนที่จะบอกว่าตัดราคะเสีย  ตัดโลภะ  ตัดโทสะ  ตัดโมหะ  ความหลง  ไม่บอก  เอาอย่างนี้ดีกว่า  ให้คิดไว้เสมอว่าร่างกายนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์  มันไม่เที่ยง  และมันสลายตัวไปในที่สุด  เราต้องการมันทำไม  นั่งนึกดูร่างกายว่าอะไรมันดีบ้าง  มองดูแล้วจริง ๆ ด้วยความจริงใจจะเห็นว่าไม่มีอะไรในร่างกายมันทรงตัวอยู่ได้เลย  คำว่าดีไม่มี  มันมีแต่แก่ลงไปทุกวัน ๆ  หาความพัง  ก่อนจะพังก็เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการ  จากความหนาว  ความร้อน  ความหิว  ความกระหาย  ความกระทบกระทั่งจากอารมณ์ที่ไม่ถูกใจ  และมีการสัมผัสที่ไม่เป็นไปตามความปรารถนาทุกอย่างนี่  เราแบกทุกข์ไว้ทั้งหมด  แต่เราไม่เป็นทุกข์  นี่เรามองทุกข์แล้วเราทำยังไงดีล่ะ  เกิดมีร่างกายไม่ดีแล้วว่าร่างกายมีเพียงใด  ความเป็นเทวดาหรือพรหมก็หวังยากเพียงนั้น  ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนิพพาน  ถ้ายังมัวเมาในร่างกายแล้วละก็  ไป  แหมลำบาก  แล้วก็ไปโน่นแหละ  นรก  การขึ้นสวรรค์มันก็ไม่มี  ทีนี้ทำไง

 

เราก็มานั่งปลงตัวเดียวว่าร่างกายเป็นเพียงธาตุ    คือ  ธาตุน้ำ  ธาตุดิน  ธาตุลม  ธาตุไฟ  ถ้าใจมันยังทรงอยู่ก็ไม่ต้องไปทำลมมันหรอก  คิดพิจารณาไปเลย  แล้วมันก็สลายตัว  เราจะไปมัวยึดถือร่างกายนี้มันเป็นเราเป็นของเราเพื่อประโยชน์อะไร  มันอยากจะตายก็เชิญตาย  มันอยากจะแก่ก็เชิญแก่  มันอยากจะป่วย  ที่เชิญนี่ไม่ใช่อะไร  มันห้ามไม่ได้  ถ้ามันเป็นเข้าจริง ๆ แล้วเราก็ไม่ดิ้นรน  ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา  ชื่อว่าเป็นธรรมดาของมัน  พอเราจับธรรมดาได้แล้ว  พอจิตมันตกอยู่ในธรรมดาเป็นปกติ  อย่างนี้เขาเรียกว่าลงทางตรง  เข้าทางตรง  ความเป็นพระโสดา  สกิทาคา  อนาคา  เป็นของไม่ยาก  เมื่อจิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดา  มีใครเขามายั่วยวนให้เกิดกามราคะถือว่าเป็นธรรมดา  แต่ว่าปัจจัยนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์เราไม่เอาด้วย  ใครเขาจะมาแนะนำสั่งสอนให้คดโกงชาวบ้านชาวเมืองเราไม่เอาด้วย  นี่ใครเขาบอกว่าจงคิดให้ดีนะ  ชาตินี้เกิดแล้วชาติหน้าเราก็มาเกิดกันใหม่  เราสั่งสมบุญบารมีเพื่อความเกิดเป็นมนุษย์  เราก็บอกเขา  ไม่เอา  ฉันจะไปนิพพาน  ฉันต้องการจุดเดียว  คือไปพระนิพพาน

 

มองดูตัวทุกข์ให้เห็นว่ามันเป็นทุกข์จริง  และปัจจัยที่ทำลายความทุกข์ได้คือการตัดตัณหาความทะยานอยาก  ตัดอยากเสียให้หมด  อยากเที่ยว  อยากกิน  อยากหวาน  อยากเฝื่อน  อยากทำอะไรก็ช่าง  อยากสวย  อยากงาม  อยากแก่  อยากหนุ่ม  เลิกกัน  ไม่อยากแล้ว  ขี้เกียจ  อยากไปเท่าไร ๆ ก็อยากไม่ได้นาน  ไม่ช้าก็ตาย  ก็เลยไม่อยากต่อไป  ทำอารมณ์ว่าเราจะยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่ของเราแล้ว  เราจะรักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์  เราจะพยายามทำลายกามราคะให้สิ้นไป  เราจะพยายามทำลายโทสะให้สิ้นไป  นี่เป็นพระอนาคามีแล้ว

 

เราจะไม่เมาในรูปฌาน  อรูปฌาน  เราไม่ถือตัวถือตนว่าเราดีกว่าเขา  เลวกว่าเขา  เราเสมอเขา  ทำใจสบาย  ใครมาอย่างไรก็รับรองได้  ไม่ถือว่าใครใหญ่ใครเล็ก  เราจะระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านด้วยอานาปานสติกรรมฐานคุมไว้ตลอดเวลา  ให้จิตจับอยู่เฉพาะพระนิพพานเป็นอย่างเดียว  ตัดฉันทะ-ความพอใจในการเกิดเป็นมนุษย์  เป็นพรหม  เป็นเทวดา  ตัดราคะที่เห็นว่าโลกมนุษย์มีความสวยสดงดงามด้วยอำนาจของความโง่สั่งสอนเราไม่เอา  ต่อแต่นั้นเราก็มาตัดราคะ  คือความกำหนัดยินดีว่าโลกนี้สวยสดงดงาม  พรหมโลกและเทวโลกสวยสดงดงาม  เราไม่เอา  เราต้องการพระนิพพานเป็นอารมณ์  แล้วเราก็ดูใจของเรา  พิจารณาอารมณ์ของเราว่ารักร่างกายไหม  หรือว่าถือเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะพัง  ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก  ไม่มีสาระ  ไม่มีแก่นสาร  อารมณ์นี้มีกับเราหรือเปล่า  มีตลอดวันไหม  ถ้าเป็นได้ตลอดวันละก็  ชื่อว่าใจของเราเข้าสู่จุดแห่งพระนิพพานแล้ว

 

เอาละท่านพุทธบริษัททั้งหลาย  ต่อไปนี้ขอให้ท่านตั้งกายให้ตรง  ดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา