๓๕.  อานาปานสติ

 

วันนี้ก็จะขอพูดเรื่องอานาปานสติกรรมฐานต่อ  เพราะเป็นกรรมฐานใหญ่  แต่ก่อนที่จะพูดถึงอานาปานสติกรรมฐานก็ขอเตือนท่านทั้งหลายโปรดทราบว่า  คุณธรรมที่ท่านทั้งหลายปฏิบัติอยู่นี้มีผลเป็นประการใดสำหรับสมาธิจิต  ถ้าอารมณ์?รงสมาธิได้แค่ขณิกสมาธิ  จะเป็นกรรมฐานกองไหนก็ตาม  คำว่าขณิกสมาธิแปลว่าสมาธิเล็กน้อย  ถ้าอารมณ์ของท่านทรงได้เล็ก ๆ น้อย ๆ  ชั่วภาวนาหรือพิจารณาหรือแค่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ครั้งหนึ่งวาระหนึ่งสมมติว่าเรานั่งครึ่งชั่วโมงหรือว่าหนึ่งชั่วโมง  เราทรงอารมณ์ได้จริง ๆ  -  นาที  ที่เป็นสมาธิชัด ๆ  ถ้าจิตไม่เข้ายุ่งในนิวรณ์ห้าประการ  คือ  ความรัก  ความโกรธ  ความหลับ ความฟุ้งซ่านหรือความสงสัย  ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มี  จิตอยู่ในอารมณ์สงบ  คำว่าอารมณ์สงบก็หมายความว่ารู้ลมหายใจเข้าออก  รู้คำภาวนา  หรือรู้การพิจารณาอยู่เป็นปกติ  ชั่วเวลา    ชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมง  แต่ว่าท่านทรงได้จริง ๆ  -  นาทีเท่านั้น  อย่างนี้เรียกว่า  ขณิกสมาธิ

 

ความจริงขณิกสมาธินี้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้  และก็เป็นจุดเกิดแน่นอน  คือ  ความเป็นเทวดา  ตัวอย่างเช่น  อังกุรเทพบุตร  หรือสุปติฏจิตเทพบุตร  มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร  อย่างนี้เป็นต้น  ก่อนที่เขาจะตายเขานึกถึงความดีขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงชั่วขณะเดียว  แล้วก็ตาย  อย่างนี้ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเทวดา  เป็นข้อเปรียบเทียบ  ทีนี้  สำหรับท่านทั้งหลายที่ทำกันอยู่ตั้งหลายวัน  นับเป็นวันเป็นเดือนเป็นปี  การทรงสมาธิจิตแม้แต่เพียงเล็กน้อย  แต่ว่าเราทำทุกวัน  ทำบ่อย ๆ  ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร  สุปติฏจิตเทพบุตร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตของท่านทั้งหลายก็มีอารมณ์เป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา  สำหรับท่านทั้งหลายที่กล่าวมาแล้ว  คือ  สุปติฏจิตเทพบุตรและมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรนี่  ในตอนต้นไม่เคยมีความเคารพนับถือในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องบุญกุศล  ทานใด ๆ  ก็ตามไม่เคยให้  แต่เวลาจะตายก็นึกถึงความตาย  คิดถึงพระพุทธเจ้าเพียงชั่วขณะจิตเดียวเขาก็ไปดาวดึงส์ได้  เราดีกว่าเขามาก  ความมั่นคงดีกว่าเขา  ความแน่นอนดีกว่าเขา  ฉะนั้น  ผลที่จะเกิดบนดาวดึงส์คงเกิดได้แน่  อันนี้ขอให้มั่นใจในความดีของท่าน  นี่เป็นอันดับหนึ่ง

 

อันดับที่สอง  เมื่อจิตของท่านเข้าสู่อุปจารสมาธิ  ผ่านปิติ  มีความชุ่มชื่น  มีความเบิกบาน  จิตใจเยือกเย็น  เต็มตื้นไปด้วยความดี  ปิติมีความอิ่มอยู่เสมอ  ไม่อิ่มไม่เบื่อในการทรงสมาธิ  ถึงแม้ว่าท่านจะทรงอยู่ได้ชั่วเวลา    นาที  ๑๐  นาที  ๒๐  นาทีก็ตาม  สำหรับอุปจารสมาธินี่มันมีความชุ่มชื่น  มีความดี  มีความอิ่มใจ  ไม่มีความเบื่อในการปฏิบัติ  จิตใจมีความเยือกเย็นแต่ก็ยังไม่ถึงปฐมฌาน  ถ้าท่านทรงอยู่ในอุปจารสมาธิเป็นปกติ  วันหนึ่งหรือครั้งหนึ่งจะมากหรือน้อยก็ตาม  อย่างนี้ก็เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นยามา  ได้เป็นเทวดาที่บำเพ็ญบารมีต่อ

 

ถ้าหากว่าจิตของท่านเข้าสู่ปฐมฌาณ  อาการของปฐมฌานมีแบบนี้  เราภาวนาพิจารณาอยู่หรือใคร่ครวญอยู่ก็ตาม  หูได้ยินเสียงภายนอกชัด  แต่ว่าเราไม่สนใจ  เราไม่รำคาญในเสียง  หรือว่าเวลาเดินไปเดินมา  อาศัยปิติความปลื้มใจ  เดินไปเดินมาแต่ว่าภาวนาไปเล็ก ๆ น้อย ๆ กระจุ๋มกระจิ๋มตลอดวัน  คำว่าตลอดวันนี่ไม่ใช่หมายความว่าว่ากันตลอดวันไม่ขาดเลย  ไม่ใช่อย่างนั้น  ว่างจากอารมณ์ขึ้นมาก็ภาวนาไปพิจารณาไปตามเรื่อง  ได้มากบ้าง  ได้น้อยบ้าง  แต่ว่าเวลาพิจารณาหรือว่าภาวนาไม่รำคาญในเสียงของบุคคลอื่น  จะมีเวลามากก็ตามน้อยก็ตาม  ขึ้นชื่อว่าจิตของท่านเข้าสู่ปฐมฌาน  นับตั้งแต่ปฐมฌาณขึ้นไปเป็นอันว่าท่านตายแล้วไปเป็นพรหมได้แน่นอน  ขึ้นชื่อว่าอานิสงส์ที่ท่านทำไว้เบื้องต้น  นี่เรายังไม่พูดกันถึงวิปัสสนาญาณ  นี่พูดกันให้ทราบ  ไม่งั้นไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกัน  ทางจะไปทางไหนก็ไม่รู้  ถ้าไม่รู้จุดหมายปลายทาง  กำลังใจมันก็ตก  วันนี้ก็จะได้พูดถึงอานาปานสติต่อไป

 

เมื่อคืนได้พูดถึงการยืดหยุ่นทั้งวัน  พิจารณาอานาปานสติกรรมฐาน  ทีนี้สำหรับเวลากลางคืนนี่พูดเพื่อการศึกษา  คือว่าจะพูดเรื่อยไปจนกว่าจะจบ  ๔๐  กอง  ท่านทั้งหลายที่ฟังแล้วก็จะไว้ด้วย  อย่าให้มันผ่านหูแล้วก็เลยไป  และอารมณ์อะไรจะเกิดขึ้นใช้กรรมฐานที่บอกไว้แล้วว่าเหมาะกับอะไร  เอาไปใช้ในขณะนั้นให้เหมาะกับเวลา  การใช้กรรมฐานให้เหมาะสมกับอัธยาศัยหรืออารมณ์ที่มันเกิดขึ้น  มันก็ไม่มีอะไรเป็นผล  เข้าทำนองนกแก้วนกขุนทองพูดได้แต่ฟังไม่เข้าใจ  เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานไม่มีผล  ไม่เป็นความจริง  เพราะตำราของเรามีอยู่แล้ว  คือ  คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานก็ไม่น่าจะมาพูดกัน  ก็ไม่น่าจะพูดกันอีก  แต่ที่พูดอีกก็เพื่อให้เข้าทางหู  เพราะตำรามันเข้าทางตา  ถ้าไม่รู้อีกก็ไปนรกกันสบาย ๆ  นี่มันเกินวิสัย  เรียกว่า ปทปรมะ  พระพุทธเจ้าก็สอนไม่ได้  นี่เราก็ควรจะใช้ให้มันเป็นประโยชน์  ตำรามีอยู่แล้วใช้ให้มันเป็นประโยชน์  จะเอาเรื่องอื่นที่ไม่เข้าเรื่องเข้าราวมาพูดกันจุ้นจ้าน ๆ  แล้วก็เป็นภารกิจที่สมณะจะต้องไม่ทำ  อย่างนี้ผิดไป  นี่การเจริญสมาธิในด้านอานาปานสติ  พูดกันมาแล้วว่าเมื่อคืนนี้ใช้อาการยืดหยุ่น  เมื่อทำก็จะเกิดเป็นอารมณ์เป็นฌานขึ้นมาได้

 

ว่ากันถึงขณิกสมาธิ  ขณิกสมาธินี่เราจะกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกว่าไปถึงว่าเป็นหลักสูตรใหญ่ในกรรมฐาน  ๔๐  เราจะจับขณิกสมาธิได้ตอนจุดแแบบนี้  จุดจับลม  คือเวลาที่เราหายใจเข้าหรือหายใจออก  เราไม่สามารถจะกำหนดได้ทั้ง    ฐาน  เรื่องลมหายใจนี่ต้องระมัดระวัง  อย่าไปบังคับให้มันเร็วให้มันช้าให้มันหนักให้มันเบาเพื่อให้เกิดความรู้สึกไม่ได้  ต้องปล่อยไปตามปกติของมัน  แต่ว่าเอาสติเข้าไปจับ  วิธีจับ

 

ถ้ารู้ลมผ่านแค่จมูก  หายใจเข้าหรือหายใจออกรู้แค่จมูก  แต่มันรู้ทรงตัวอยู่ได้    นาที    นาที    นาทีก็ตาม  อย่างนี้เรียกว่าขณิกสมาธิ  เป็นสมาธิเล็กน้อย  ไม่ใช่เครื่องวัด

 

เมื่อลมหายใจเข้ารู้กระทบถึงอกด้วย  ทั้งเข้าทั้งออก  กระทบออก  ข้างในรู้  แต่ศูนย์ไม่รู้  เวลาออกกระทบหน้าอกรู้  กระทบจมูกหรือริมฝีผากรู้  มันได้แค่ ๒  จุด  ใน    จุดที่ท่านกำหนดไว้  เมื่อทรงได้    จุดแบบนี้แสดงว่าท่านเข้าถึงอุปจารสมาธิ  นี่เป็นเรื่องละเอียดในอานาปาน์

 

ถ้าหากว่าท่านกำหนดรู้ความสัมผัสของลมที่กระทบจมูก  หน้าอก  กระทบศูนย์เหนือสะดือ  เวลาหายใจออกกระทบศูนย์เหนือสะดือ  กระทบจมูกหรือริมฝีปาก  ได้ทั้ง    ฐาน  อย่างนี้ได้ชื่อว่าจิตของท่านเข้าสู่ปฐมฌาน  นี่จัดว่าเป็นฌาน

 

นี่อย่างหนึ่งที่เราจะสังเกต  เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานและเจริญสมาธิในด้านโลกียสมาธิ  อาการของจิตย่อมไม่ทรงตัวตลอดกาล  มันมีอาการขึ้นลงได้  เวลาใดมีใครเขาสวยนึกชอบใจ  เห็นใครเขาทำอะไรไม่ชอบใจก็โกรธเป็นทุกข์ใจเราเอง  หรือมีอารมณ์จิตคิดฟุ้งซ่านนอกลู่นอกทาง  มีความสงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือความง่วงเข้ามาครอบงำ  อย่างนี้สมาธิมันก็ถอย  วันนี้ทำได้ถึงปฐมฌาน  แต่พรุ่งนี้ทำได้แค่ขณิกสมาธิ  นี่มันเป็นอย่างนี้ได้  ก็อย่าไปน้อยใจอย่าไปเสียใจ  อย่าไปกังวลใจ  สมมติว่าวันนี้เราทรงได้แค่ปฐมฌาน  ตัวปฐมฌานอานิสงส์นี้มันก็ทรงอยู่  พรุ่งนี้ได้แค่ขณิกสมาธิ  ขณิกสมาธิมันก็เพิ่มขึ้นมา  เรียกว่าสั่งสมบุญสั่งสมบารมีให้มันดีขึ้น  ของเก่ามันไม่ได้เสียไป  แต่ของใหม่มันได้น้อย  วันนี้ได้    บาท  พรุ่งนี้  ๑๐  สตางค์  รวมกันเข้ามาก็เป็นบาทสิบสตางค์

 

ทีนี้อารมณ์ที่มันจะทรงฌานได้ดี  มันเป็นฌานเร็ว ๆ และทรงได้ดี  ทำกันแบบนี้  ไม่ใช่จะมาถือเวลาตามนั่งตามนัดก็บอกว่า    ทุ่มเอามารวมกัน  หรือท่านจะกะเวลาว่าต้องเช้ามืดต้องหัวค่ำต้องสาย  เวลานั้นเวลานี้จึงจะทำ  ถ้าจิตยังมีความรู้สึกแบบนี้ละก็ยังอีกนาน  คำว่าฌานยังอีกนาน  คำว่าฌาน  ฌานัง  แปลว่าเพ่ง  คำว่าเพ่งในทีนี้  ศัพท์นี้รู้สึกว่ามันจะตึงเกินไป  เพ่งหมายถึงว่าจ้องมองไม่กระพริบตา  แต่เพ่งในที่นี้ของอารมณ์ฌานไม่ใช่จ้องมอง  มันจดจ่อ  จะนั่งอยู่  เดินอยู่  ยืนอยู่  จิตยังคิดอยู่เสมอถึงอารมณ์ภาวนา  พิจารณาหรือว่าใคร่ครวญ  ยังคิดอยู่เวลาคุยกับใครก็คุย  ทำงานก็ทำ  เวลาทำงานดีไม่ดีนึกขึ้นมาได้ก็  พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเสียอีกแล้ว  เดินไปเดินมามันว่างจากอารมณ์ที่คนเข้ามากวน  จากการคุยกับคนเข้าจิตก็จับอารมณ์  นึกถึงคำภาวนาหรือการพิจารณาการเพ่งจุด  อย่างใดอย่างหนึ่ง  บางทีถ้าอารมณ์มันชุ่มชื่นจริง ๆ  คุยอยู่กับเพื่อนนั่นแปล  เวลาว่างจังหวะนิดก็นึกขึ้นมาถึงภาพที่เราเพ่งไว้  ถึงอารมณ์ที่เราใคร่ครวญ  นึกถึงบทภาวนาที่เราภาวนา  ชั่วระยะเวลานิดเดียวเราก็เอา  ใจมันจดจ่ออยู่อย่างนี้เป็นปกติ  นั่งอยู่  เดินอยู่  นอนอยู่  ทำงานอยู่  คุยอยู่  ว่างนิดว่างหน่อยจิตมันข้องอยู่ตลอดเวลา  สนใจตลอดเวลา  อย่างนี้แสดงว่าท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงฌาน  จำไว้ด้วยนะว่าอาการทรงฌานหมายความว่าทุกเวลาที่มีจุดว่าง  อารมณ์มันเกาะ

 

สมมติว่าเราติดอยู่ในอานาปานสติ  มันก็จับลมหายใจเข้าออก  เราใช้ภาวนาว่าพุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  หรือว่าเราพิจารณากรรมฐานกองใดกองหนึ่ง  อารมณ์นั้นมันติดใจอยู่เสมอ  มันไม่กล้า  ก็มีลืมบ้างเผลอบ้าง  เป็นของธรรมดา  แต่พอมีจังหวะมันเอาทันที  จิตมันจับทันที  อย่างนี้เขาเรียกว่าฌาน  ตัวนี้เป็นฌานที่แน่นอน  เป็นทั้งผู้ได้ฌานด้วยและเป็นผู้ทรงฌานอีกด้วย  นี่เป็นประโยชน์มาก  อารมณ์นี้ขอให้ท่านพยายามทำกันไว้ให้เป็นปกติ  การเดินไปเดินมานั่งอยู่คุยกันอยู่  กระจุ๋มกระจิ๋มอะไรก็ตามนึกไว้เสมอ ๆ  ระลึกไว้เสมอ ๆ  อย่างนี้ก็เป็นผู้ทรงฌานได้  ฌานของท่านทรงตัว  เมื่อฌานทรงตัวแล้วเมื่อตายแล้วก็ไปพรหม  นี่ว่ากันถึงการที่ฌานทรงตัว  อาจเป็นปฐมฌาณ  ทุติยฌาน  ตติยฌานหรือว่าจตุตถฌาน  อะไรก็ตาม  เมื่อเป็นฌานแล้วก็ตายเป็นพรหม

 

นี่เรามาพิจารณาอานาปานสติกรรมฐาน  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  อานาปาน์  นี่เราวัดฌานที่    วัดได้  ฌานที่    ที่    คงจะวัดยากสักหน่อย  แต่ก็เป็นที่สังเกตว่า

 

เมื่อจิตเข้าสู่ปฐมฌานที่    ลมเริ่มเบาลง  ใจมีความเยือกเย็นสบาย  ไม่มีความรำคาญในเสียงภายนอก

 

เมื่อจิตเข้าถึงฌานที่    ลมหายใจเริ่มเบามากขึ้น  จิตชักไม่ติดในลมหายใจ  จิตมีความสุข  การสัมผัสลมเบาลงเบามาก  จิตมีความเอิบอิ่ม  มีความชุ่มชื้น  ไม่ค่อยจะสนใจในการกำหนดรู้เท่าใดนัก  จิตมันเริ่มทรงตัว  ทรงตัวมากขึ้น  อันนี้เป็นฌานที่    หรือทุตยฌาน

 

สำหรับฌานที่     นี่  สังเกตง่ายนิดหนึ่ง  คือความชุ่มชื่นหายไปและลมหายใจรู้สึกว่าน้อยลงไปมาก  อาการทางร่างกายเหมือนเคร่งตึงคล้าย ๆ  เขาจับมัดไม่ให้กระดุกกระดิก  อาการทางร่างกายไม่ต้องการความเคลื่อนไหว  ทรงตัวแน่นถนัดมันถอนได้ยาก  มีอารมณ์แนบสนิท  หูได้ยินเสียงภายนอกเบา ๆ  ลมหายใจรู้สึกว่าเบาลงไปมากจนเกือบจะไม่รู้สึกแต่ว่ายังรู้ชัด  อันนี้เป็นอาการของฌานที่    พิจารณายากนิด  ต้องจิตละเอียดจริง ๆ 

 

ว่าถึงฌานที่    เข้าใจง่าย  คือ  ลมละเอียดลงมาก  เบาจนกระทั่งเราไม่รู้สึกว่าเราหายใจ  ที่เขาว่าขาดหายไปเลยไม่จริง  หนังสือเขาเขียนให้เข้าใจง่ายว่าไม่มีลมหายใจ  ร่างกายถ้าไม่มีลมหายใจละก็ตายเมื่อนั้น  นั่นเป็นกฎของความจริง  ความจริงร่างกายมันมีลมหายใจชัด  แต่ทว่าจิตมันแยกออกจากกายเด็ดขาด  มันไม่ยอมรับสัมผัสทางประสาท  เข้าใจว่าเราไม่หายใจ  นี่สำหรับฌานที่    นี่มันมีอยู่    จังหวะ  คือว่าอย่างหยาบกับอย่างละเอียด  คือ  ขณะที่เราไม่รู้ลมหายใจคล้าย ๆ กับเราไม่หายใจแต่หูได้ยินเสียงภายนอกบ้างแต่ว่าเบาเต็มทีอย่างนี้เป็นฌาน    หยาบ  ทีนี้เราไม่รู้ลมหายใจ  หูไม่สัมผัสภายนอก  อาการสัมผัสภายนอกเราไม่รู้เรื่องเลย  แต่ว่าข้างในโพลงเหมือนกับคนตื่นอยู่เป็นปกติ  สว่าง  มีการทรงตัวดี  เสียงภายนอกดังก็ไม่รู้  ยุงกินริ้นกัดก็ไม่รู้

 

คำว่ายุงไม่กินริ้นไม่กัด  ฌานที่    นี่รับรองว่ายุงมันจะเกลียด  ริ้นมันจะเกลียด  มดก็ไม่กัด  ยุงมันไม่กินนี่จะเป็นเพราะเลือดมันขมหรืออย่างไรก็ไม่รู้  นี่มันไม่กวนจริง ๆ  ไม่ใช่ว่ากวนแต่เราไม่รู้สึก  ที่ยังกวนอยู่นี่จิตยังเข้าไม่ถึงฌาน    นี่ผมลองดูแล้ว  ลองนั่งในป่าช้า  ยุงมันเยอะ  ป่าช้ามันรก  เข้าไปใหม่ ๆ มันตอม  มันล่อดะ  เรียกว่ามันกัดดะ  ปัดไม่หวาดไม่ไหว  คราวหลังลองใหม่  ไม่ปัด  เรากับยุงนี่ใครจะเก่งกว่ากัน  เริ่มเข้าไปใหม่ ๆ ก็เริ่มกัด  กัดจำจุดเอาไว้  ทีนี้ไปถึงนั่งลงปับจิตมันจับเป็นฌาน    เป็นปฐม  แทนที่เราขึ้นฌาน  ,  ,  ,  ไม่เอา  พุ่งเข้าไปหาฌาน    พอพุ่งเข้าไปหาฌาน    ตัวนี้มันไม่รับสัมผัสภายนอก  เมื่อจิตไม่รับสัมผัสภายนอกเราก็ไม่รู้ละ  ยุงกัดหรือไม่กัดไม่รู้  อันนี้ตอนที่มันกัดตอนแรกเราจำจุดมันไว้  จำตุ่มมันไว้ว่ามันกัดกี่จุดมันเจ็บกี่จุดมันคันเท่าไร  นี่ตั้งเวลาไว้ชั่วโมงหือสองชั่วโมงก็ตาม  ส่วนมากลองกับยุงนี่ใช้เวลามาก  ไม่น้อยกว่า    ชั่วโมง  อันนี้เป็นเรื่องของการทรงฌานนะ  อย่าตามกันนะ  ถ้ายังทรงฌานไม่ได้อย่าเพ่อตาม  ยิ่งตามเดี๋ยวจะยิ่งยุ่ง  มันจะกลุ้ม  เอาแต่แค่พอดี ๆ  พอจิตมันจะซ่านหรือจะเมื่อยมากเกินไปทนไม่ไหวก็เลิก  นั่งไม่ไหวก็นอน  นอนก็ว่าต่อไปเรื่อย  ไม่จำเป็นต้องนั่ง  นี่พอเลิกมาแล้วปรากฎว่าจุดหรือตุ่มหรือรอยที่ยุงมันอยู่ตามปกติมันไม่เกิดขึ้น  นี่เป็นอันว่าจิตเข้าถึงฌาน    ยุงไม่ตอมนี่เป็นเครื่องสังเกต  เอาละสำหรับวันนี้เรามาพูดกันแค่นี้พอ  นี่วันนี้พูดถึงฌาน    แล้วนะ  เมื่อเราพูดกันไว้ฟังกันไว้แล้วนำไปปฏิบัติให้มันเหมาะสม

 

แล้วขอย้ำอีกนิดว่าอานาปานสตินี่กัดอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต  ที่จิตของเราไม่เป็นสมาธินี่เพราะจิตของเราฟุ้งซ่าน  วิธีที่เราจะระงับอาการฟุ้งซ่านก็คือ  ทรงอานาปานสติไว้ให้มาก  อานาปานสตินี่ทิ้งไม่ได้  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี่ทิ้งไม่ได้  ถ้าทรงไว้เสมอ ๆ ละก็  เรื่องการทรงฌานนี่ไม่ยากเลย  เป็นของง่าย  แล้วอย่าลืมว่าเวลากลางวันเราทำงานอยู่เที่ยวอยู่  เมื่อก่อนนี้เวลาผมบิณฑบาต  ตั้งแต่ไปจนกลับนี่ผมไม่คลาดจากอารมณ์นี้  นี่ไม่ใช่อวด  แต่พูดถึงวิธีปฏิบัติ  การที่มันจะทรงได้โดยเร็ว  ทีนี้เวลาจะไปธุระที่ไหนก็ตาม  ถ้าไม่มีเพื่อนคุยเดินไปคนเดียวสบายมาก  ตั้งแต่เริ่มเดินไปจนถึงจุดโน้นไม่เคยละจากนิมิต  คือ  สมมติว่าถือนิมิตไว้ในอกเป็นพระพุทธรูป  พระพุทธรูปอาจจะเปลี่ยนแปลง  เราดูพระนั่งเข้าไว้  เดินไปธรรมดาไม่ต้องหลับตา  ลืมตา  กำหนดรู้พระพุทธรูปเข้าไว้ในอก  ดีไม่ดีพระนั่งกลายเป็นพระนอน  หรือกลายเป็นพระยืนไป  อะไรก็ตามเมื่อภาพเป็นอะไรก็ตาม  เราก็จับพระองค์นั้น  ถือว่าพระเหมือนกัน  ใช้ได้  นี่ผมใช้แบบนี้  นี่อารมณ์จิตมันก็ทรง  เราจะใช้จิตเมื่อไรก็ได้  เมื่อได้ทิพยจักขุญาณแล้วเมื่อไรก็ได้  นั่ง ๆ คุยอยู่ก็พูดว่าบ้านโน้นดีบ้านนี้ดี  คนนั้นดีคนนี้ดี  แล้วก็นึกว่าบ้านหลังนี้รูปร่างเป็นอย่างไร  คนนี้รูปร่างมันเป็นอย่างไร  ก็นึกดูจินมันก็บอกไป  ใหม่ ๆ ก็ชักจะหนักอยู่นิดหนึ่ง  ถ้าว่าเก่า ๆ เข้าความรู้สึกมันก็รู้สึกคล้ายคนอยู่ใกล้ ๆ  อย่างนี้เรียกว่าทิพยจักขุญาณ  นี่การใช้งาน  เวลาของจิตให้มันอยู่ในด้านของกุศลให้มันตลอด  คำว่าตลอดวันไม่ใช่หมายความว่าไม่ขาดเลย  แต่เวลาว่างจากการพูด  เวลาว่างจากกิจใช้ภาระอื่นเข้ามาจับองค์ภาวนาหรือนิมิตไว้ตามปกติ  อันนี้หายเหนื่อยง่าย  มีความสุขตลอดวัน  ทีนี้เราจะใช้ญาณขึ้นมาเมื่อไรก็ได้เพราะทรงตัวอยู่

 

อันนี้ท่านทั้งหลายเข้าใจให้ดี  เวลาที่เราเจริญภาวนาหรือพิจารณาในด้านสมถวิปัสสนา  เมื่อใจสบายแล้วอย่าลืมลงท้ายว่า  มาพิจารณาขันธ์ห้าเมื่อจิตมันเป็นสุขแล้ว  เพราะร่างกายของเรานี่มันเป็นเพียงธาตุ    คือ  ธาตุดิน,  ธาตุลม,  ธาตุน้ำ,  ธาตุไฟ  มีสภาพไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีการสลายตัวไปในที่สุด  มีสภาพเต็มไปด้วยความสกปรก  ถ้าเราจะเกิดอีกกี่ชาติก็ตามก็มีสภาพแบบนี้  จะหาสภาพที่สุดของความทุกข์ไม่ได้  ฉะนั้น  เมื่อร่างกายเป็นเพียงแต่ธาตุ    เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว  เราต้องถือว่าเวลานี้เราอาศัยส้วนอยู่  แล้วเราก็อยู่ในส้วม  เต็มไปด้วยความสกปรก  มันมีสภาพน่าเกลียด  เมื่อเราตายไปคราวนี้ขึ้นชื่อว่าขันธ์ห้านี้จะไม่มีสำหรับเรา  เราไม่ต้องการ  ความเป็นเทวดาหรือพรหมเราไม่ต้องการ  ถ้าเราไปนิพพานไม่ได้เราก็จะพักอยู่แค่เทวดาหรือพรหม  เรามุ่งไปถึงพระนิพพาน  เมื่อจิตใจเราพิจารณาแบบนี้อยู่เสมอ  อย่างนี้เขาเรียกว่าวิปัสสนาญาณ  ถ้าใช้วิปัสสนาในระหว่างมีจิตสบายจากสมาธิ  จิตจะมีอานุภาพมาก  มีปัญญาเฉียบแหลมมาก  ตัดกิเลสให้ขาดได้โดยฉับพลัน  ง่ายดาย  นี่  อย่าลืมถืออารมณ์แบบนี้  การพิจารณาแบบนี้เป็นไปได้ตลอดวันโดยไม่ภาวนาเลยผมก็จะชอบมาก  เพราะการเจริญสมาธิจิต  เราต้องการให้จิตทรงตัว  มันมีสภาพเหมือนกดคอเสือ  ถ้าเราปล่อยเมื่อไรเสือกัดตายเมื่อนั้น  วิปัสสนาญาณ  ฌาน  กดคอเสือเข้าไว้  วิปัสสนาเหมือนกับอาวุธที่มีความคมกล้า  ฌานเป็นกำลังใหญ่  จับอาวุธฟันคอเสือขาด  เสือตาย  คือตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปทานอย่างนี้ฉันใด  ฌานของเราก็จะไม่เสื่อมเพราะตัวกดมันไม่มี  นี่ละ  ความดีที่เราต้องการปฏิบัติ  คือพระนิพพาน  ถ้าหากว่าท่านใช้อารมณ์ถูก รู้สึกว่ามันจะง่าย มีความสบายในการปฏิบัติ  อย่าให้มันเคร่งเครียดเกินไป  อย่าขี้เกียจเกินไป  หรือย่อหย่อนเกินไปก็ไม่มีมรรคผล  เคร่งเครียดเกินไปทั้งจิตใจและกายให้ลำบากมันก็ไม่มีมรรคผล  สมเด็จพระบรมสุคตทรงบอกให้เดินสายกลาง ๆ  ใช้แบบสบาย ๆ  อย่าเครียดเกินไป  อย่าขี้เกียจเกินไปเท่านี้เป็นพอ

 

เอาละต่อแต่นี้ไปขอท่านทั้งหลายตั้งกายให้ตรง  ดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา