๓๔. อานาปานสติ
บัดนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีลและสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
ต่อนี้ไปก็เป็นโอกาสที่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายจะพึงกำหนดจิตให้เป็นสมาธิวิปัสสนาญาณ
สำหรับวันนี้ก็จะพูดถึงอานาปานสติกรรมฐานต่อ แต่ว่าก่อนที่บรรดาท่านพุทธบริษัทจะใช้อารมณ์เป็นอานาปานสติกรรมฐานหรือว่ากรรมฐานกองใดก็ตามที่ได้เคยศึกษามา
ในตอนต้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทกำหนดใจหาความจริงของขันธ์ห้าไว้เป็นปกติ ความจริงที่เราควรจะยอมรับนับถือที่เราเรียกว่าอริยสัจ กล่าวโดยย่อ คือ อนิจจัง-ความไม่เที่ยง ทุกขัง-ความทุกข์ อนัตตา-การสลายตัว
เมื่อความเกิดมีขึ้นในร่างกายย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเป็นปกติ คือ จากความเป็นเด็กหถึงความเป็นผู้ใหญ่ ความมีสภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์บริบูรณ์เข้าถึงความเสื่อม
การทรงตัวในฐานะเป็นคนปกติมาถึงความเป็นคนป่วยไข้ไม่สบาย จากความเป็นหนุ่มเป็นสาวมาถึงคราวเป็นคนแก่ นี่เรียกว่าความเสื่อม คือความไม่เที่ยง
ความไม่เที่ยงอย่างนี้ย่อมมีเป็นปกติธรรมดาของคนและสัตว์ที่เกิดมาในโลก
แต่ความไม่เที่ยวปรากฎมันก็มีความทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจเกิดขึ้น เราไม่ต้องการความไม่เที่ยง แต่ความไม่เที่ยงมันก็จะต้องมี
เราห้ามอาการมันไม่ได้เพราะมันเป็นปกติธรรมดา ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาพิจารณาหาความจริง อารมณ์ทุกข์มันก็เกิด
เกิดตรงไหน
เกิดตรงที่เราไม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เราไม่ต้องการความป่วยไข้ของร่างกาย
เราไม่ต้องการควมปรารถนาไม่สมหวังที่เกิดขึ้นกับจิต แต่มันก็ต้องมี มีความไม่ต้องการความไม่ปรารถนา การมีอารมณ์ความรู้สึกฝ่าฝืนอาการที่เป็นไปตามปกติ อย่างนี้เรียกว่าคนที่ไร้ปัญญา ขาดการพิจารณาหาความจริง เมื่อขาดการพิจารณาตามความเป็นจริง เมื่อความจริงมาปรากฎเราไม่ต้องการ ความทุกข์มันก็เกิด เพราะมันมีอารมณ์ฝืน
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เรายอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง
เรามีอารมณ์รู้อยู่เสมอว่าเมื่อความเกิดมีขึ้นแล้ว ความเปลี่ยนแปลงมันย่อมปรากฎ ความแก่เข้ามาถึง ความป่วยไข้ไม่สบายเข้ามาถึง ความตายจะเข้ามาถึงในที่สุด อาการพลัดพรากจากของรักของชอบใจยังมีอยู่ ในเมื่อจิตของเรายอมรับความเป็นจริง ยอมรับนับถือกฎธรรมดาแบบนี้แล้ว ถ้าอาการเหล่านี้ทั้งหลายปรากฎ จิตเราก็มีความสบาย
เรารู้อยู่แล้วว่าอาการมันจะต้องเป็นอย่างนั้น ต่อมาเมื่อความตายมันเข้ามาถึงเรา ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าอะไร
เพราะว่ามันเกิด แก่ เจ็บแล้วก็ตายในที่สุด เป็นอันว่า
ความเกิดมีขึ้นก็มีความตายคู่กันเป็นของธรรมดา
เมื่อความตายมันมีแล้ว ก็หันไปพิจารณาร่างกาย มันเป็นเราเป็นของเราจริงหรือเปล่า
ก็จะเห็นว่าร่างกายมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เพราะว่ามันมีความเกิดในเบื้องต้น มันมีความแก่ในท่ามกลาง
มีการแตกสลายไปในที่สุด
เราไม่ต้องการอย่างนั้น
แต่เราก็ไม่สามารถจะห้ามปรามมันได้
ถ้ามันเป็นเราจริงเป็นของเราจริง
เราก็ห้ามมันได้
ในเมื่อเห็นว่ามันไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา
ถ้าเราจะหลงความเกิดต่อไป
เราก็ต้องพบกับความตายอย่างนี้อีก
นี่
พระพุทธเจ้าท่านให้วางภาระในการเกิดเสีย เมื่อเราไม่เกิดมันก็ไม่ตาย
แล้วการที่เราไม่เกิดเราจะทำอย่างไร ราก็ต้องทำจิตให้บริบูรณ์ไปด้วยทาน ตัดโลภะ-ความโลภ จิตบริบูรณ์ไปด้วยศีล ตัดโทสะ-ความโกรธ เพราะศีลจะมีได้เพราะอำนาจเมตตาบารมีเป็นสำคัญ
แล้วก็ตัดความหลงการยึดถือสภาพร่างกายเป็นเราเป็นของเราเสีย ถือว่ามันมีความเกิดในเบื้องต้น ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง มีความแตกสลายไปในที่สุด อย่างนี้เป็นภาระที่มีความทุกข์ อย่างนี้เราไม่ต้องการมันอีก ไม่ยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นเราเป็นของเราต่อไป ทีนี้จิตใจของเราก็มีความสุข
นี่พูดถึงวิปัสสนาญาณโดยย่อควรคิดไว้เป็นปกติ แล้วควรคิดให้มันแนบเนียนไปกว่านี้ แต่นี่มันเบื้องต้นธรรมดา ท่านพุทธศาสนิกชนคิดได้ก็จะมีความสบายใจขึ้นมาก
ทีนี้อารมณ์ที่จะทรงวิปัสสนาญาณได้จริง
ๆ อารมณ์ของบรรดาท่านพุทธบริษัทชาย-หญิงจะต้องมีสมาธิจิตเป็นสำคัญ ต้องระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านให้สิ้นไป ไม่ยอมให้อารมณ์ใด ๆ
เข้ามายุ่งกับร่างกาย
ในเมื่อเราพิจารณาวิปัสสนาญาณ
การระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านนั้นองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดากล่าวว่าต้องใช้อานาปานสติกรรมฐานเป็นสำคัญ เพราะอานาปานสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานที่ระงับอารมณ์ฟุ้งซ่านของจิต
อานาปานสติกรรมฐานก็คือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เมื่อเวลาที่จิตมันซ่านจริง ๆ ก็ไม่ต้องใช้คำภาวนา
ใช้กำหนดลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นสำคัญอย่างเดียวเท่านั้น
ถ้ามันซ่านจริงถ้าเราภาวนามันจะยิ่งซ่านกันใหญ่
ทีนี้การกำหนดลมหายใจเข้าออกทำอย่างไร
ตั้งใจไว้โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า หายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก นี่เบื้องต้น นี่เริ่มฝึกในจุดต้น
ถ้ากำหนดรู้โดยเฉพาะ
ให้รู้ลมหายใจเข้าออก
หายใจเข้าสั้นหรือยาว
อย่างนี้เป็นต้น
อย่างนี้เป็นด้านของมหาสติปัฏฐานสูตร เรียกว่าเป็นพื้นฐานของสุกขวิปัสสโก ถ้าหากเราต้องการศึกษาเพื่อเตวิชโช คือ วิชชาสาม
ฉฬภิญโญ อภิญญา ๖
ปฏิสัมภิทัปปัตโน
ปฏิสัมภิทาญาณ
ก็ต้องกำหนดฐานลมหายใจเข้าออก
เวลาหายใจเข้าลมหายใจกระทบจมูก
กระทบหน้าอก
กระทบศูนย์เหนือสะดือ
กระทบหน้าอก กระทบจมูกหรือริมฝีกปาก ถ้าคนริมฝีปากเชิด ลมจะกระทบริมฝีปาก ริมฝึกปากคุ้มจะกระทบจมูก
การเจริญอานาปานสติกรรมฐานนี้แยกออกเป็น ๒
ประเภทด้วยกันตามขั้นสุดท้าย
ถ้ารักแค่สุกขปัสสวิโกก็ไม่ต้องกำหนดลม ๓ ฐาน ถ้าจะใช้สมาธิให้ได้ถึงวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณ
ก็ใช้ ๓ ฐาน ให้เลือกเอาตามอัธยาศัย
นี่การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกมันเป็นของยาก ถ้าเราพูดกันนี่มันไม่ยาก เวลาทำจริง ๆ
มันยากเพราะว่าจิตของเรามันชอบซ่านชอบคิดเป็นปกติ จิตมีสภาพกลับกลอกดิ้นรนตลอดเวลา มีความไวมาก
การจะบังคับจิตให้อยู่นิ่ง ๆ
เหมือนบังคับลิงไม่ให้มันเคลื่อนไหว
มันก็ยากเหมือนกัน
แต่ทว่ามันก็ไม่เกินวิสัยที่เราจะทำได้
ในระดับแรก
ถ้าเราบังเอิญเราไม่เคยปฏิบัติทางด้านจิตกับสมาธิ ท่านให้ใช้เวลาสั้น ๆ อย่าใช้เวลายาวเกินไป โดยตั้งใจไว้ว่าในช่วงเวลาเพียงเท่านี้ เราจะไม่ยอมให้อารมณ์จิตคิดเรื่องอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่เรากำหนดไว้ว่ารู้ลมหายใจเข้าออก
ถ้าจิตมันไม่ฟุ้งซ่านเพียงใดจะควบคำภาวนาใด ๆ ก็ได้ตามอัธยาศัย แล้วให้ทรงอยู่เฉพาะอย่างนั้น เพราะจะกำหนดจิตไว้ว่า ๑๐ ช่วง
เฉพาะลมหายใจเข้าออก
หายใจเข้าหายใจออกนับเป็นหนึ่ง
เข้าออกอีก ๑ คู่นับเป็น ๒ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ช่วงจังหวะ ๑๐ คู่ของลมหายใจเข้าลมหายใจออก
เราจะไม่ยอมให้จิตคิดถึงเรื่องอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งหมด นอกจากแต่เพียงว่ารู้ลมหายใจเข้าออก อย่างนั้นก็ดี หรือว่าเราจะใช้พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ
สังฆานุสสติควบก็ได้ไม่บังคับ
ถ้าจิตมันซ่านเกินไป
ท่านใช้พุทธานุสสติควบ
เวลาหายใจเข้านึกว่าพุธ
เวลาหายใจออกนึกว่า โธ อย่างนี้ก็ได้ หรือว่าจะภาวนาว่าอย่างไรก็ได้ นี่สอนเลย
อานาปานสติ
แต่ก็ไม่เป็นไรมันไม่ผิด
ถ้าจิตไม่ซ่านเกินไปก็ใช้ได้
ในชั่วช่วง ๑๐ คู่ของลมหายใจเข้าออก
หรือบางทีท่านพุทธบริษัทที่ฝึกใหม่ก็อย่าให้มันน้อยเกินไป เราอย่าถือปริมาณของเวลาเป็นสำคัญ การเจริญพระกรรมฐานควรจะถือคุณภาพเป็นสำคัญ
การใช้ปริมาณของเวลานั่งครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง
สองชั่วโมง สามชั่วโมง ถ้าหากจิตซ่านล็อกแล็ก ๆ หาการทรงตัวไม่ได้
มันก็จะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับการเอาตะกร้าไปตักน้ำ ตักทั้งวันทั้งคืนไม่มีน้ำติดขึ้นมา อย่างดีที่สุดก็เป็นตะกร้าเปียก ๆ
เท่านั้น สู้เราเอาจอกเล็ก ๆ
เข้าไปตักจ้วงทีเดียวน้ำติดขึ้นมาหน่อยหนึ่งไม่ได้ ไม่ต้องเสียเวลามาก
ข้อนี้มีอุปมาฉันใด
ท่านนักปฏิบัติพระกรรมฐานหวังเอาความดีกันจริง ๆ นี่เราพูดเอาดีกันจริง ๆ ตามที่เขาปฏิบัติกันมามันมีผล เขาใช้เวลาน้อย ๆ
อย่าให้มากนัก
แต่ว่าไม่ใช่เกณฑ์ให้น้อยเสมอไป
คือใช้เวลาช่วงสั้น ๆ สัก ๑๐ คู่ของลมหายใจเข้าออก ในช่วง ๑๐ คู่นี้เราจะไม่ยอมให้จิตคิดอย่างอื่นเลย ถ้าเราจะไม่ภาวนาด้วย หรือว่าภาวนาด้วย จิตจะอยู่เฉพาะภาวนาที่เราต้องการ ถ้าบังเอิญในช่วง ๑๐ คู่นี่ในระหว่างที่มันไม่ทันถึง ๑๐ จิตมันแวบไปสู่อารมณ์อื่น พอรู้สึกตัวมันเริ่มต้นใหม่ ทรมานมันเสีย อย่าตามใจมัน
อย่างนี้ใน ๑ ถึง ๑๐ ภาวนาไป ก็จับลมหายใจได้ ๑
คู่ จะนับนิ้วมือก็ได้ ให้จิตมันทรงตัว
คือบังคับให้จิตอยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เรียกว่าสมาธิ
แล้วถ้าบังเอิญนับ ๑ ถึง ๑๐ แล้วมันยังดีอยู่ เราถือว่าเป็นทุนที่เราตั้งใจไว้ จิตยังไม่ซ่านนับต่อไปอีก ๑๐ ตอนนี้ถือว่าเป็นกำไร
ถ้านับต่อไปถึง ๑๐ ยังดีอยู่ ก็นับต่อไปอีก ๑๐ การที่จะคิดว่าการนับอยู่นี่จะเป็นสมาธิได้อย่างไร อารมณ์แนบสนิทในสมาธิไม่ต้องรู้อะไร ถ้าคิดอย่างนี้ผิดภนัด
การรู้ลมหายใจเข้าออก รู้อยุ่ ๑ ถึง ๑๐ เราคิดว่าเรากำหนดรู้เพียงเท่านี้ ถ้าจิตมันทรงอยู่แบบนี้
เขาเรียกกันว่าสมาธิ
เพราะว่าสมาธิแปลว่าความตั้งใจมั่น
คือว่าตั้งใจไว้ว่าจะรู้อะไรเราก็รู้อยู่เท่านั้น เราเรียกกันว่าสมาธิ คือ เวลาฝึกใหม่ ๆ ท่านทั้งหลายอย่าใช้เวลามาก
คือว่าเราจะไม่ต้องการไม่บังคับในการใช้เวลามาก ถ้าจิตยังทรงอารมณ์ดีอยู่ จะทรงอยู่เท่าไรก็ได้ไม่ห้าม ถ้าเห็นวาอารมณ์จิตซ่านเกินไป ทำอย่างไรมันจึงจะหยุดหรือควรจะปฏิบัติอย่างไร นี่มีความสำคัญมาก
ต้องฟังคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำถึงการบังคับจิตไม่ให้อารมณ์จิตซ่าน
นักปฏิบัติ ถ้าเขาฉลาดละก็ เรื่องสมาธิไม่เป็นของยาก โดยเฉพาะอานาปานสตินี่ก็ต้องใช้เวลาพูดหลายคืนหน่อย เพราะว่าเวลาพูดแต่ละคืนมีจำกัด ถ้าอารมณ์จิตดี ซ่านจริง ๆ ก็มีวิธีปฏิบัติอยู่
๒ อย่าง ถ้าซ่านจริง ๆ บังคับไม่ไหวจริง ๆ ให้เลิกเสียอย่างหนึ่ง อย่าฝืนทำต่อไป จิตมันจะดิ้นรน ถ้าจิตมันซ่านเราบังคับไม่ได้มันจะกลุ้ม ความกลุ้มเกิด ความกระวนกระวายปรากฎ
ความทุกข์กายไม่สบายใจปรากฎ
ดีไม่ดีถ้าคิดมากไปก็เลยกลายเป็นโรคเส้นประสาท ไอ้ที่ทำกรรมฐานแล้วคลั่งขาดสติสัมปชัญญะ
เพราะไม่รู้จักการประมาณตัวเป็นสำคัญ ยังมีวิธีหนึ่ง
ถ้ามันซ่านจริง ๆ
พระพุทธเจ้าให้เลิกเสีย
แล้วมีอีกวิธีหนึ่ง พระพุทธเจ้าแนะนำให้ใช้การยืดหยุ่น การยืดหยุ่นเป็นของสำคัญ อันนี้เคยปฏิบัติมาแล้วทั้ง ๒
อย่าง มันมีผลจริง ๆ แต่ว่าวิธีที่ ๒ นี้ เป็นวิธีที่อาตมาชอบที่สุด แต่ว่าทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นวิธีของพระพุทธเจ้าที่จะต้องการอย่างไหนก็ได้ วิธีที่ ๒ พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ว่าถ้าบังคับไม่หยุดจริง
ๆ บังคับไม่อยู่แน่ ๆ
เว้นไว้แต่เพียงว่าถ้าเราเป็นพระอริยแล้วขึ้นไปถึงอรหัตผล หรือว่าเป็นผู้ทรงฌานได้จริง ๆ
ก็บังคับได้ชั่วระยะเวลา
ยามว่างเข้าเวลาปกติก็ดิ้นรนตึงตัง ๆ ถ้าเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันไปมันยังไม่หมดได้ แต่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของกุศล อกุศลไม่มี ถ้าถึงพระอรหันต์แล้วสบายมาก วันทั้งวันสบาย
น้อมอยู่ในกุศลตลอดเวลา
มีแต่ความเยือกเย็นของจิต
หวนกลับมาวิธีที่ ๒
ถ้ามันซ่านจริง ๆ
พระพุทธเจ้าบอกให้ปล่อยให้มันคิดไปส่งเดชเลยเพราะบังคับ ๆ ไม่อยู่
มันอยากจะคิดอะไรก็เชิญคิดตามอัธยาศัย อย่าขัดคอมัน
แต่ตั้งใจไว้เลยว่ามันเลิกเมื่อไรจะเริ่มต้นกันใหม่ วิธีนี้เป็นวิธีที่มีความสำคัญมาก เหมือนคนที่บังคับม้าพยศ
ถ้าม้ามันพยศมันยังมีกำลังอยู่ไม่สามารถจะบังคับให้เข้าทางได้ ท่านบอกให้กอดคอถือแส้เข้าไว้ มันจะไปไหนให้มันวิ่ง ปล่อยให้มันวิ่งให้มันหมดฤทธิ์ ในเมื่อมันหมดฤทธิ์ที่มันจะวิ่งไปได้แล้ว กำลังมันก็น้อย เราจะบังคับให้มันวิ่งไปสบาย ไปขวา ไปหน้า
ไปหลังก็ได้
เพราะหมดแรงพยศ
ข้อนี้มีอุปมาฉันใด
จิตของเราก็เหมือนกัน
ถ้ามันจะฟุ้งบังคับไม่อยู่
ก็เชิญมันคิดตามอัธยาศัย
ลองดูนะ ลองดูแล้ว ลองดูหลายครั้ง เพราะว่าตอนระยะแรกๆ
คุมมันไม่อยู่เหมือนกัน
ก็เลยปล่อยให้มันคิดไปตามที่ท่านแนะนำมันก็ไม่เกิน ๑๕ นาทีถึง ๒๐ นาที มันเลิกคิด
ปล่อยไปตามอัธยาศัยจะเข้าบ้านเข้าช่องใครก็ช่างหัวมัน พอมันเลิกคิดก็กลับมาจับอารมณ์ใหม่ คราวนี้มาจับอารมณ์เพียงวินาที
หรือสองวินาที
อารมณ์มันจะหยุดซ่านทันที
เพราะมันเหนื่อย
อารมณ์จะดิ่งเป็นฌานนานแสน
บางทีชั่วโมงหรือครึ่งชั่วโมง
มันยังไม่ถอน อารมณ์จะเงียบจริง
ๆ จะทรงเป็นสมาธิจริง ๆ
วิธีทั้งสองประการขอบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งชายหญิง และพระภิกษุสามเณร จงพยายามกำหนดเอาชนะจิตด้วยวิธีนี้ คือว่า สู้มันไม่ไหวจริง
ๆ ปล่อยมันคิด ถ้ามันเลิกคิดแล้วดึงมันกลับเข้ามาสู่ลมหายใจเข้าออกภาวนาด้วยก็ได้ อันนี้จิตจะแนบสนิทเป็นฌานได้อย่างดีมาก อันนี้คำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องพยายามประพฤติปฏิบัติตลอดเวลา เพราะเป็นวิธีเดียวกับที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติมาแล้วก็มีผล ตลอดจนท่านอริยชนทั้งหมดคือพระอริยเจ้าที่บรรลุมาแล้วก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระพิชิตมารก็มีผลเช่นเดียวกัน ไม่ควรจะทอดทิ้งเสีย ควรจะยึดถือเอาไว้ปฏิบัติเพราะอานาปานสติกรรมฐานเป็นตัวคุมอารมณ์จิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน
ตัวนี้เป็นกรรมฐานสำคัญมาก เราจะเจริญวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทา ทำกสิณ ทำอสุภะ อะไรก็ตามถ้าไม่ยึดอานาปานสติกรรมฐาน จิตมันจะไม่ลงเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น อานาปานสติกรรมฐานจึงถือเป็นกรรมฐานใหญ่อย่างยิ่ง ครอบกรรมฐานทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในมหาสติปัฏฐานสูตร องค์สมเด็จพระบรมสุคตจึงขึ้นอานาปานสติกรรมฐาน พอเริ่มต้นก็สอนอานาปานสติกรรมฐานก่อน เป็นการคุมใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลากาลที่เราจะพูดกันก็หมดลงแล้วก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้
ต่อไปนี้ก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา