๓๒.  อานาปานสติ

 

สำหรับวันนี้จะได้พูดเรื่องอานาปานสติกรรมฐาน  ถือว่าเป็นกรรมฐานอนุสสติข้อสุดท้าย  สำหรับอานาปานสติกรรมฐานนี้  ถ้ามหาสติปัฏฐานสูตรท่านขึ้นต้น  แต่ว่าด้านอนุสสติท่านเอาวางไว้เป็นข้อสุดท้าย  แต่ว่าวิธีปฏิบัติก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นมาตั้งแต่พุทธานุสสติก่อน  เราจะเอากรรมฐานในอนุสสติ  ๑๐  อย่าง  อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ให้เป็นไปตามอัธยาศัย  แต่โดยเฉพาะในมหาสติปัฏฐานสูตร  ท่านใช้อานาปานสติกรรมฐานเป็นข้อต้น  ก็เพราะว่าอานาปานสติเป็นกรรมฐานที่ระงับความฟุ้งซ่านของจิต  ถ้าหากจะกล่าวขึ้นโดยจริตก็เป็นกรรมฐานคู่กับวิตกจริตหรือโมหจริต  วิตกแปลว่าตรึกนึกอยู่เสมอ  โมหะแปลว่าโง่  ถ้ามันไม่โง่มันก็ตัดสินใจไม่ตกลง  ถ้าหากว่าเราจะพูดกันถึงด้านนิวรณ์  โมหะจริตหรือว่าวิตกจริตก็ได้แก่อุทธัจจะกุกกุจจะ  คือมีอารมณ์ฟุ้งซ่านและรำคาญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ที่ฟุ้งซ่าน  เพราะมันฟุ้งซ่านไม่ทรงอารมณ์ไว้โดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเกิดความรำคาญ   อันนี้การเจริญพระกรรมฐานพระอาจารย์ผู้สอนทั้งหมดที่ปฏิบัติพระกรรมฐานได้มาแล้ว  ส่วนใหญ่ท่านให้ขึ้นอานาปานสติก่อน  ควบกับพุทธานุสสติกรรมฐาน  การที่ให้ขึ้นอานาปานสติกรรมฐานก่อนเพราะจิตเราทุกคนมันฟุ้งซ่าน  คนทั้งโลกที่จะหาอารมณ์จิตไม่ฟุ้งซ่านไม่มีเลย  ฉะนั้น  ในมหาสติปัฏฐานสูตรจึงขึ้นอานาอานสติกรรมฐานก่อนเพื่อน  เพื่อเป็นการระงับอารมณ์ฟุ้งซ่าน

 

สำหรับอานาปานสตินี้มีการปฏิบัติเป็น    แบบด้วยกัน  โดยเฉพาะแบบที่เป็นสุกขวิปัสสโกอย่างในมหาสติปัฏฐานสูตร  สำหรับมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นแบบของสุกขวิปัสสโกโดยเฉพาะ  ท่านให้กำหนดลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า  เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก  เวลาหายใจเข้ายาวหรือสั้น  เวลาหายใจออกยาวหรือสั้นให้รู้อยู่  นี่ท่านให้ใช้กำหนดจิตเฉพาะเท่านั้นเอง  คือไม่มีการปรับพื้นฐานใด  ๆ ทั้งสิ้น  เพราะว่าสุกขวิปัสสโกในอันดับต้นใช้อารมณ์สมาธิเพียงเล็กน้อย  แล้วก็พิจารณาวิปัสสนาญาณควบคู่กันไป  ไม่จำเป็นต้องตั้งอารมณ์ให้เป็นฌานก่อน  ทั้งนี้ก็เพราะว่าเป็นการปฏิบัติแบบง่าย ๆ  ไม่ต้องการประเภทวิชชาสาม  อภิญญา    ปฏิสัมภิทาญาณ  ต้องการอย่างเดียว  คุมอารมณ์ได้เล็กน้อยก็ควบคุมไปกับวิปัสสนาญาณ  แต่เมื่อาศัยที่พิจารณาวิปัสสนาญาณกับควบคุมกำลังใจเล็กน้อย  เมื่อจิตเข้าถึงปฐมญาณ  ฌานก็มีอำนาจตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน  เป็นแบบง่าย ๆ  จึงเรียกว่า  สุกขวิปัสสโก

 

สำหรับในกรรมฐาน ๔๐  ท่านวางไว้อีกแบบหนึ่ง  คือ  เฉพาะอานาปานสติกรรมฐาน  ท่านให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเหมือนกัน  ทีนี้ในกรรมฐาน  ๔๐  ท่านสอนให้ ๔ แบบคือ  แบบสุกขวิปัสสโก  เตวิชโช  วิชชาสาม  ฉฬภิญโญ  อภิญญา    ปฏิสัมภิทัปปัตโต  คือ  ปฏิสัมภิทาญาณ  ฉะนั้น  การวางอารมณ์พื้นฐานของจิตในตอนต้น  จึงวางพื้นฐานอารมณ์ไว้สูงมาก  เป็นแบบสายกลาง ๆ  ไม่ใช่ตั้ง  ๗ ฐาน  ๘ ฐาน  นั่นตั้งกันแบบใหม่  สำหรับพระพุทธเจ้าท่านตั้งไว้    ฐาน  คือ  เวลาหายใจเข้าและหายใจออก  เวลาหายใจเข้าให้กำหนดรู้ไว้ที่จมูก  ลมจะกระทบที่จมูก  ลมจะกระทบไหลเรื่อยไปกระทบที่หน้าอกแล้วกระทบศูนย์เหนือสะดือเล็กน้อย  เวลาหายใจออก  ลมกระทบศูนย์เหนือสะดือ  กระทบหน้าอก  และกระทบริมฝีปากหรือจมูก  ถ้าคนริมฝีปากยื่นจะกระทบริมฝีปาก  ถ้าริมฝีปากงุ้มรับความรู้สึกที่จมูก  นี่จำไว้ให้ดี  ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายได้อานาปานสติกรรมฐานกองเดียว  กรรมฐานอีก ๔๐ กองง่ายมาก  กรรมฐานที่ยากจริง ๆ ก็คือ  อานาปานสติกรรมฐาน  แล้วก็เป็นกรรมฐานที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำได้ให้  หากว่าท่านไม่ได้อานาปานสติกรรมฐานเสียกองเดียว  กรรมฐานกองอื่นไม่มีความหมาย  ท่านจะบอกว่าท่านไม่ได้อานาปานสติกรรมฐานแต่ได้กรรมฐานกองอื่น ๆ ด้วย  ได้กรรมฐานกองอื่น ๆ อีก ๓๙ กอง  อันนี้ไม่มีใครเขาเชื่อ  เพราะมันเชื่อไม่ได้  เราจะเล่นกสิณ  ๑๐  อสุภะ ๑๐  อนุสสติ ๑๐  อาหาเรปฏิกูลสัญญา  จตุธาตุววัฏฐาน  หรือว่าอะไรก็ตาม  ถ้าไม่ใช้อานาปานสติกรรมฐานควบคู่แล้วไม่มีทางจะได้ผล  เพราะฉะนั้น  อานาปานสติกรรมฐานจึงเป็นพื้นฐานใหญ่ที่สุด  เป็นตัวนำของกรรมฐานทั้งหมด

 

นี่เราก็พูดกันมาถึงอนุสสติ ๑๐  ถ้าเรารวบรวม  มันจบแค่อานาปานสติ  ฉะนั้น  อานาปานสติมันก็ต้องพูดกันมากหน่อย  เพราะว่าเป็นกรรมฐานใหญ่  ถ้าได้เสียกองเดียว  กองอื่นก็หมด  อานาปานสตินี่ทรงกำลังถึงฌาน    เช่นเดียวกับกสิณ  อานาปานสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานกองใหญ่  ทรงกำลังถึง ฌาน    และเป็นกรรมฐานละเอียดจับได้ยาก  เมื่อจับอานาปานสติกรรมฐาน  ได้กรรมฐานกองอื่นจะรู้สึกเป็นของง่าย

 

ทีนี้เราทรงอานาปานสติให้คงที่  ให้เข้าถึงระดับฌาน  ต้องมีพื้นฐานที่มีความสำคัญตามลำดับ  จะยกเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกขึ้นไว้ในอุทุมพริกสูตร  ในอันดับแรกท่านทั้งหลายจะต้องควบคุมกำลังใจ  ให้เรารู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะประพฤติใจของเราให้ตั้งอยู่ในอารมณ์สมาธิหรือว่ามีอารมณ์จิตบริสุทธิ์  เราไม่ยุ่งกับอารมณ์ของบุคคลอื่น  จริยาของบุคคลอื่น  เขาจะดีหรือเขาจะชั่วแค่ไหนเป็นเรื่องของเขา  ไม่เกี่ยวกับเรา  เขาดีก็ดีของเขา  เขาเลวก็เลวของเขา  เราไม่ได้พลอยดี  เราไม่ได้พลอยเลวไปด้วย  คือเวลานี้เราเข้ามาในเขตของพระพุทธศาสนา  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เราดี  ปฏิบัติความดี  คือการที่เราจะปฏิบัติความดีมันจะทำกันอย่างไร  พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวเป็นพระบาลีว่า  อตตนา  โจทยตตานัง  จงเตือนตนด้วยตนเองอยู่เสมอ  อย่าไปเที่ยวนั่งเตือนชาวบ้านเขา  เตือนตัวเองแหละเป็นสำคัญ  ให้ตัวรู้ตัวไว้ว่าเวลานี้เราทำอะไร  เวลานี้เราต้องการอะไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้เราเจริญอานาปานสติกรรมฐาน  หรือแม้กรรมฐานกองอื่น ๆ ก็เหมือนกัน  จะต้องเตือนตนเองไว้เสมอ  ให้เรารู้ตัวเองว่า  เวลานี้เรารู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก  เราต้องการรู้ว่าลมกระทบฐานไหนบ้าง  ลมเข้าลมออกกระทบฐานไหนบ้าง  นี่เราต้องเตือนตนและบังคับจิตไว้เสมอ

 

ทีนี้ผลที่จะพึงได้รับ  พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวไว้ว่า  อัตตาหิ  อัตตโน  นาโถ  ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน  โก  หิ  นาโถ  ปโร  สิยา  บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งเราได้  อัตตนา  หิ  สุทันเตนะ  เมื่อเราฝึกฝนตนของเราดีแล้ว  นาถัง  ลภติ  ทุลลภัง  เราจะได้ที่พึ่งอันบุคคลอื่นพึ่งได้โดยยาก  คือ  เป็นอันว่าผลของการเจริญสมาธิภาวนาวิปัสสนาญาณ  พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าเราเท่านั้นที่ทำตนเป็นที่พึ่งแห่งตน  หมายความว่า  ในเมื่อเรารับคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต้องปฏิบัติตามด้วยตนเอง  ไม่ใช่จะไปนั่งอ้อนวอนให้ครูบาอาจารย์ช่วยบ้าง  ขอบารมีคนนี้ช่วย  ขอบารมีพระพุทธเจ้าช่วย ขอบารมีพระปัจเจกพุทธเจ้าช่วย  ขอบารมีพระอรหันต์ช่วย  ขอบารมีเทวดาพรหมช่วย  เป็นต้น  เรานึกน้อมถึงความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและท่านอื่น ๆ ที่กล่าวมานั้นเป็นของดี  แต่ทว่าอย่านึกว่าจะมาให้พระพุทธเจ้าทำจิตเราให้เป็นสมาธิอันนั้นไม่ได้  พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไว้แล้วว่า  อักขาตาโร  ตถาคตา  ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น  ความดีหรือความชั่วเป็นเรื่องของพวกท่านเองจะพึงปฏิบัติ  อันนี้จำไว้ให้ดี  จำไว้แล้วจงอย่าลืม  ลืมเมื่อไรบรรลัยเมื่อนั้น  คำว่า  บรรลัยนี้เขาแก้ศัพท์ให้มันหย่อนลงมา  ตามหลักพระพุทธศาสนาท่านบอกว่า  ลืมเมื่อไรฉิบหายเมื่อนั้น  เป็นผู้ฉิบหายเสียแล้วจากความดี  ศัพท์นี้รู้สึกว่าจะเป็นปกติในทางพระพทธศาสนา  บุคคลใดถ้าจะสลายซึ่งผลซึ่งตนจะพึงได้  พระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้ฉิบหายเสียแล้ว  อย่างท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบสซึ่งเป็นพระอาจารย์  สอนให้พระพุทธเจ้าได้สมาบัติ ๔  และสมาบัติ ๘  เมื่อพระองค์ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณใหม่ ๆ  องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงได้ระลึกถึงพระอาจารย์ทั้งสองว่าทั้งสองฟังธรรมของเราเพียงครั้งเดียวจะได้บรรลุพระอรหัตผล  แต่ว่าทั้งสองท่านเวลานี้  ตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นอรูปพรหม  ไม่มีโอกาสที่จะรับสัมผัสในการแสดงพระธรรมเทศนา  เพราะไม่มีอายตนะ  ไม่มีหู  ไม่มีตา  ไม่มีกายทั้งหมด  จึงกล่าวว่าเป็นที่น่าเสียดายที่อาจารย์ทั้งสองเป็นผู้ฉิบหายเสียแล้วจากความดี  นี่  คำว่าฉิบหายนี้เป็นของธรรมดา  เป็นพวกสลายตัวหมดเท่าที่จะได้รับ  ถ้าพวกเราบอกว่าฉิบหายนี่เราโกรธ  จะไปโกรธเขาทำไม  ถ้าเราดี  เราก็ไม่ฉิบหาย  ไม่บรรลัย  ไม่สลายตัว  อันนี้เป็นเครื่องเตือนให้ท่านทั้งหลาย  ว่าจงอย่าลืมถ้อยคำตามที่กล่าวมาแล้ว  จำไว้ว่าเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้ที่ช่วยตัวของเราเองได้

 

ในอันดับแรก  จงจำไว้ว่าเราจะไม่ยุ่งกับอารมณ์ของบุคคลใด  เราจะไม่ยุ่งกับจริยาของบุคคลใด  เราจะสนใจอย่างเดียว  ระงับอารมณ์ของเราให้ทรงอยู่ในด้านของกุศลเป็นอันดับแรก  เราตั้งใจไว้ว่า  เรากำหนดจิตแต่เฉพาะอารมณ์ใดเราจะทรงอารมณ์นั้นไว้โดยเฉพาะ  นี่เป็นจุดเริ่มต้น  ถ้าหากว่าท่านทำใจได้ดีอย่างนี้  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่าท่านเข้าถึงสะเก็ดของพระพุทธศาสนา  เห็นไหม  เมื่ออารมณ์ที่ไม่ยุ่งกับความดีและความชั่วของชาวบ้านนั้นเข้าถึงสะเก็ดของพระพุทธศาสนา  ถ้าอารมณ์ใจของเรายังยุ่งอยู่  เราก็เข้าไม่ถึงสะเก็ด  วัดใจของท่านเองไว้ด้วยนะ  นี่  เวลานี้เราตั้งใจจะกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เราก็ตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เราก็ตั้งใจกำหนดรู้เฉพาะลมหายใจเข้าออกเพื่อเป็นการกันความฟุ้งซ่านของจิต  แต่อึกอักจะมาตั้งอารมณ์ให้ทรงตัวแบบนี้มันไม่ง่ายนัก  พระกรรมฐานไม่ใช่ของง่าย  แต่ก็ไม่ใช่ของยาก  เมื่อควบคุมอารมณ์ไว้ได้ดีไม่ยุ่งในจริยาของคนอื่นแล้วก็จงรักษาศีลให้บริสุทธิ์  นี่เป็นอันดับสอง  เพราะว่าเมื่อพยายามรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง  ไม่ยุให้ชาวบ้านชาวเมืองอื่นเขาทำลายศีล  ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว

 

แล้วต่อไปก็ระงับนิวรณ์ห้าประการ  นิวรณ์ห้าประการนี่เราจะต้องเป็นผู้ชนะ  ไม่ใช่ผู้แพ้  ถ้าท่านแพ้นิวรณ์ห้าท่านก็เขียนไว้เลือกเอาจะเอานรกขุมไหน  ถ้าเป็นพระเป็นเจ้าด้วยยิ่งสบายดีนัก  ลงอเวจีมหานรกจะนึกว่าทำไมเข้มข้นนัก  ที่อื่นทำไมไม่พูดกัน  ก็ที่อื่นเขาไม่ได้สนใจนี่  อยากจะลงนรกขุมไหนเขาก็ตามใจตนเอง  แต่ว่าสำนักนี้ไม่ต้องการให้ใครลงนรก  แต่ว่าถ้าอยากจะลงก็ห้ามไม่ได้เหมือนกัน  ได้แต่แนะนำ  ทีนี้การที่เราจะทรงสมาธิได้ดี  ไม่ยุ่งกับอารมณ์ของบุคคลอื่น  มีศีลบริสุทธิ์แล้วยังเอาดีไม่ได้  เคยบอกแล้วว่ามีศีลบริสุทธิ์มันยังไม่ดี  พระพุทธเจ้ายังไม่ได้บอกไว้  ยังไม่ถือเป็นสมมติสงฆ์แท้  จะต้องมีอารมณ์ชนะนิวรณ์ห้า  ขณะที่เราทรงสมาธิจิตกำหนดลมหายใจเข้าออก  จิตจะไม่พะวงถึง

 

.            กามฉันทะ  คือ  รูปสวย  เสียงเพราะ  รสอร่อย  กลิ่นหอม  สัมผัสนิ่มนวล  อารมณ์ใคร่ครวญในกามารมณ์  ไอ้การอย่างนี้ต้องไม่มีในขณะที่เราทรงสมาธิ  หรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก

.           เราจะไม่มีอารมณ์ความโกรธหรือความพยาบาทคิดอยู่ในใจขณะนั้น

.           ขณะทีเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก   เราจะตัดความง่วงไม่ให้เป็นเจ้าหัวใจของเรา

.           เราจะคุมอารมณ์ใจของเราโดยเฉพาะในเวลาที่เราตั้งไว้

.           เราจะไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเชื่อว่าผลการปฏิบัตินีน่มีผลดีจริง ๆ

 

นิวรณ์ห้าประการนี้ทุกขณะที่ท่านต้องการทรงสมาธิ  ทุกท่านจะต้องป้องกันไม่ให้มันเข้ามายุ่งกับจิตเป็นอันขาด  แต่ถ้าหากมัวแต่คิดว่า  ถ้าหากจะชนะแต่เวลาที่จะเจริญพระกรรมฐานมันยังเบาเกินไป  วันหนึ่งเรามานั่งเจริญกรรมฐานกี่นาที  เราปล่อยอารมณ์ให้มันเลื่อนลอยกี่นาที  ดูปริมาณของเวลามันพอกันหรือไม่  ถ้าเวลาปริมาณมันพอกัน  ก็ยังเรียกว่าเป็นคนกึ่งนรกกึ่งสวรรค์  ความจริงนิวรณ์ห้าประการนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพระไม่ควรจะให้มันเข้ามายุ่งในจิต  แม้แต่วินาทีหนึ่งของ  ๒๔  ชั่วโมง  ถ้าหากว่านิวรณ์ไม่เข้ามายุ่งกับจิตของท่านเมื่อไร  เวลานั้นคำว่าสมาธิจิตไม่มีแก่จิตของท่าน  เข้าใจไว้ด้วย

 

เมื่อระงับนิเวรณ์  จิตใจของเราชนะนิวรณ์ได้โดยเด็ดขาดแล้ว  ก็ต้องทรงพรหมวิหารสี่  คือ  เมตตา  ความรัก  แผ่ความรัก  ความปรานี  ปรารถนาความเป็นมิตรไปในทั่วจักรวาลทั้งปวง  ถือว่าเราเป็นคนไม่มีศัตรู  สัตว์และบุคคลทั้งหมดย่อมเป็นที่รักของเรา  กรุณามีจิตสงสาร  ใคร่จะสงเคราะห์ให้เขามีความสุขทั้งคนและสัตว์  มุทิตา  มีจิตอ่อนโยน  ยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี  ไม่อิจฉาริษยาใคร  อุเบกขา  สิ่งใดที่มันเกินวิสัยซึ่งเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ  ความตายจะเข้ามาถึง  จิตใจเราไม่ดิ้นรส  ปล่อยเป็นเรื่องธรรมดาวางเฉย

 

หากว่าท่านทรงศีลบริสุทธิ์  ระงับนิวรณ์ห้าประการ  ทรงพรหมวิหารสี่  โดยเฉพาะตลอดวันตลอดคืน  อย่างนี้พระพุทธเจ้ากล่าวว่า  ท่านมีความดีเข้าถึงเปลือกของพระพุทธศาสนา  นี่ต้องให้ดีนะ  อานาปานสตินี่เราต้องคุยกันมาก  เพราะเป็นกรรมฐานกองใหญ่ก็จะต้องพูดถึงฌาน    หรือฌาน    ว่ากันตามลำดับ  นักศึกษาใหม่ฟังแล้วก็ตั้งใจทำให้ดีนะ  เพราะการสอนพระกรรมฐานตอนกลางคืนนี่ไม่ซ้ำกัน  จนกว่าจะจบกรรมฐาน  ๔๐  และวิปัสสนาญาณ  ใครจะมาก่อนมาหลังไม่รับทราบ  เพราะถ้าขืนไปดูแล้วเวลานี้เราต้องการอธิบายให้เข้าใจเพื่อผลในการปฏิบัติเท่านั้น  ก็จะสอนไปตามประเภทไม่ถอยหลัง

 

ทีนี้อันดับแรกนี้  ก่อนที่ะจบก็ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฟังว่า  เวลานี้เราจะรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก  จนกว่าจะสิ้นเวลา  ก็จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา  เอากันเท่านี้ก่อนนะ  วันพรุ่งนี้ต่อไปใหม่  ต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านตั้งกายให้ตรง  ดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา