๓๑.  อุปสมานุสสติ

 

ต่อจากนี้ไป  บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีล  สมาทานพระกรรมฐานเสร็จแล้วก่อนอื่นทั้งหมด  ท่านพยายามรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิ  คำว่าสมาธิหมายถึงว่ามีจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งโดยเฉพาะ  คือ  ความสำคัญอยู่ที่จิตทรงอยู่  นั่นคือ  รักษาอานาปานสติกรรมฐานได้แก่ลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า  เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออกไม่นึกถึงเรื่องอื่น  อย่างนี้เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ  และต่อจากนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจสดับการศึกษาพระกรรมฐานตามลำดับ

 

เมื่อวานนี้ได้พูดถึงมรณัสสติกรรมฐานแล้ว  วันนี้ต่อไป  ขอให้ท่านศึกษาข้อต่อไปถึงอนุสสติข้อ    นั่นก็คือ  อุปสมานุสสติกรรมฐาน  ทุกคืนที่ศึกษาพระกรรมฐานเรียงตามลำดับก็เพื่อบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะได้ทรงความรู้ไว้  ว่าการเจริญพระกรรมฐาน  ถ้ามีความรู้ไม่รอบจริง ๆ ก็เป็นเครื่องหนักใจ  เพราะว่าถ้าไม่ศึกษาให้ครบถ้วน  ดีไม่ดี  ถ้ามีบุคคลใดบุคคลอื่นที่เขาปฏิบัติเหมือนเรา  ถ้าสมมติว่าอยู่ในขอบเขตพระกรรมฐานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้  เราก็อย่าไปค้านว่าเขาปฏิบัติผิด  อย่างนี้ก็จะถือว่าเราเองเป็นผู้ทำลายความดีของเขา  และเราก็หมดดีไปด้วย  ฉะนั้น  เพื่อเป็นการช่วยให้เป็นการทรงตัวอยู่ในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แต่ละคืนจึงได้นำกรรมฐานแต่ละกองมาแนะนำแก่บรรดาพุทธบริษัทให้มีความรู้รอบตัวไว้  เพราะว่ากรรมฐานทุกกองมีผลเสมอกันทางด้านสมถภาวนา  คือทำจิตให้เป็นสมาธิ

 

วันนี้ขอพูดเรื่องอุปสมานุสสติกรรมฐาน  สำหรับอุปมานุสสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานใช้เฉพาะท่านที่มีจริตเป็นพุทธจริ๖  หรืออีกนัยหนึ่งจะพูดว่าเวลาใดที่จิตใจของเราเกิดความฉลาด  เราใช้เวลาที่เกิดความฉลาดขึ้น  ถ้าอารมณ์มันโง่อยู่ละก็ใช้ไม่ได้  ไม่ตรงกับอัธยาศัย  คำว่าอุปสมานุสสติกรรมฐานนั้นก็แปลว่านึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์  กรรมฐานบทนี้สูงมาก  ท่านที่จะมีจิตใจเข้าถึงและนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์จริงโดยไม่วางพระนิพพานนั่นก็คือพระโสดาบันขึ้นไป  แต่สำหรับเรายังไม่ถึงพระโสดาบัน  เราก็ใช้ได้  เพราะว่าเราก็จะสังเกตได้ว่ามันมีอารมณ์ขาดตกบกพร่องอยู่ได้บ้างเป็นธรรมดา  ไม่ค่อยสม่ำเสมอ  ถ้าตามวาระจิตของเราเข้าถึงตตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปแล้ว  อารมณ์ที่ต้องการพระนิพพานนี้ไม่มีการบกพร่อง  และมีการทรงตัวอยู่เป็นปกติ  การนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็รู้สึกว่ามันไม่ยาก  ตกลงจะนั่งภาวนาว่า  นิพพานัง  นิพพานัง  และก็นึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์  ถ้าหากว่าเราคิดไปถึงคำว่านิพพานัง  นิพพานังเฉย ๆ นี้  ก็ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นภาวนาแบบนกแก้วนกขุนทองไป  แต่เราต้องใช้

 

คือก่อนที่จะใช้คำว่า  นิพพานัง  มันต้องหมายพิจารณาคำว่า  นิพพาน  คืออะไร  นิพพะนี่เขาแปลว่าดับ  ดังนั้นเป็นวิภัติไม่ต้องไปสนใจ  คำว่านิพพานนี่ดับ  ดับอะไร  ก็ดับกิเลส  ตัณหา  อุปาทาน  และอกุศลกรรม  รวมความว่าดับอารมณ์ความชั่วทั้งหมด  ความชั่วที่มันเป็นรากใหญ่ที่มันเกาะกินใจคน  ก็ได้แก่  ความรัก  หรือว่าความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  มันเป็นรากเหง้าของความชั่ว  ความชั่วอย่างอื่น ๆ มันเป็นกิ่งก้านของรากของความชั่ว    ประการที่กล่าวมานี่  ถ้าเราตัดต้นโค่นรากเสียได้หมดแล้ว  คือเราตัดความรัก  ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  (ความจริงความรักกับความโลภมันตัวเดียวกัน)  เสียได้หมดแล้ว  เราก็ถึงพระนิพพาน  เรียกว่าดับ  ถึงแม้ว่าจะยังไม่ตาย  ก็ได้ชื่อว่าพูดถึงพระนิพพาน  คำว่าพระนิพพานนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตายเสมอไป  นิพพานแปลว่าดับ  คือ  ดับกิเลส  ตั้งแต่เล็กกระทั่งใหญ่หมด

 

แล้วเราก็มานั่งดูว่า  ทำไมจะต้องดับกิเลส  นี่เราใช้อุปสมานุสสติกรรมฐานก็ต้องใช้ปัญญา  คือบอกแล้วว่าคนโง่ใช้ไม่ได้  คือถามว่าใครฉลาด  บอกว่าตัวเรานี่ฉลาด  เพราะบางวันบางเวลามันมีอารมณ์ฉลาด  บางเวลามันมีอารมณ์ติดอยู่ในราคะ  รักสวยรักงาม  บางเวลาอารมณ์ติดอยู่ในความโกรธ  ที่เรียกว่าโทสะจริต  บางเวลามันก็มีอารมณ์อยู่ในความหลงและวิตก  คิดอะไรก็ไม่ตกลงใจ  บางเวลาก็เกิดสัทธาปสาทะ  บางเวลามีอารมณ์จิตผ่องใส  นี่เรียกว่าจริตทั้ง    มันมีอยู่กับเราในบุคคลคนเดียวกันแต่เป็นไปตามเวลาตามกาลตามสมัย

 

ทีนี้ถ้าหากใจเราผ่องใส  คิดว่าพระนิพพานมีความสุข  เกิดเป็นมนุษย์มันมีความทุกข์  เกิดเป็นเทวดาหรือพรหมก็ไม่พ้นจากความทุกข์  นี่  ถ้าอารมณ์คิดอย่างนี้เรียกว่าใจมันสบายใช้ได้  ใช้อุปสมานุสสติกรรมฐานได้  ว่าไอ้ มนุษย์มันก็ทุกข์  เป็นความสุขชั่วคราว  คือ  เมื่อหมดอำนาจวาสนาบารมีก็ต้องกลับมาทุกข์ใหม่  เราก็ไม่เอา  เราไปพระนิพพานดีกว่า

 

แล้วการที่ไปพระนิพพานดีกว่ามันต้องคลำหาทางไปพระนิพพานได้อย่างไร  ท่านบอกว่าต้องตัดกิเลส  ต้องขุดรากขุดเหง้าของกิเลสโยนทิ้งไป  ขุดรากของความโลภ  ขุดรากของความโกรธ  ขุดรากของความหลงทิ้งไปเสีย  เมื่อทิ้งความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  ทั้ง    ประการ  หมดไปแล้จะมีอะไรเหลือ  เครื่องเชื่อมกิเลส  ตัณหา  อุปาทาน  อกุศลกรรมไม่มี  คือ  จิตเกิดความเบา  กิเลสทั้งหมดดับ  นิพพานแปลว่าดับ  มันดับไปจริง ๆ  ดับหมด  เมื่อกิเลสดับหมด  จิตมันก็มีความโปร่ง  จิตมีความสบาย  จิตเป็นอัปปนา  จิตไม่กระทบกระทั่งทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว  มันเต็มเสียแล้ว  เข้าถึงพระนิพพาน

 

เมื่อคิดอย่างนี้มันก็คิดได้  แต่ว่ายังก่อน  คิดว่าเราจะตัดความโลภ  ตัดความโกรธ  ตัดความหลง  แล้วเอาอะไรมาตัด  มานั่งคิด  เราเอาทานเข้ามาตัดความโลภ   ความโลภกับความรักมันตัวเดียวกัน  เพราะเรารักเราจึงอยากได้  เพราะเรารักสิ่งนั้นสิ่งนี้เราจึงอยากได้  ตัวอยากได้น่ะคือตัวดึงเข้า  ทีนี้เราต้องหาทางที่มันเป็นศัตรูกัน  คือตัวดันออก  ก็ได้แก่การให้ทานกันอยู่เป็นปกติ  ความโลภมันจะค่อยลดน้อยลง  และในที่สุดเราจะสังเกตได้ว่า  โลภะที่มันจะปลดหมดไปได้  เพราะว่ากำลังใจของเราไม่ติดในทรัพย์สินต่าง ๆ  ได้ทรัพย์สินต่าง ๆ  มาตามหน้าที่  ที่กล่าวว่าตามหน้าที่  หมายความว่าคนเราเกิดมาต้องทำมาหากิน  จะเป็นพระเป็นเณร ก็ต้องอาศัยอยู่  อาศัยการใช้สอยเหมือนกัน  เมื่อได้ทรัพย์สินมาก็มีความพอใจในทรัพย์สินนั้น  แต่ว่าถึงแม้ว่าเราจะมีไว้เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น  เราไม่มัวเมาในทรัพย์สินต่าง ๆ ถือว่าทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้หามาได้  เมื่อหามาได้มันก็มีโอกาสที่จะหมดไปได้เหมือนกัน  ถ้ามันไม่หมดไป ไม่ สูญไปในสมัยที่เรามีชีวิตอยู่  เราตายแล้วเราก็ต้องจากมัน  หามาเกือบตายก็ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของ  เป็นอันว่าเราใช้อุเบกขา  วางเฉย  ถือว่าทรัพย์สินต่าง ๆ ได้มาก็ดีใจ  ได้มาก็ได้ใช้  ใช้ในขอบเขตของความจำเป็น  ถ้าบังเอิญมันหมดไปก็ไม่สะทกสะท้าน  หรือว่าเราตายจากมันไปก็ไม่เป็นไร  เพราะเป็นเรื่องธรรมดาใจไม่หวั่นไหว  อย่างนี้เชื่อว่าโลภะ-ความโลภ-สลายตัว  นี่สังเกตได้จากการประสบพบลาภสักการะ  นอกจานั้นก็มีจิตยอนดีในการสงเคราะห์  เราให้ทานง่าย  เราสงเคราะห์ง่าย  ใครเขามีความทุกข์เดือนร้อน  ถ้าไม่เกินวิสัยเราให้ได้ทันที  และไม่มีการรีรอ  มีจิตคิดอยู่เสมอตลอดกาลตลอดสมัย  หมายความถึงว่าทุกลมหายใจเข้าออก  เราพร้อมที่จะเสียสละเพื่อเป็นการสงเคราะห์  นี่แสดงว่าความโลภมันหมดไปจากใจ  ต้องพิจารณาอย่างนี้นะ  แต่ต้องระวังให้ดี  มันต้องเป็นปกติ

 

เมื่อตะกี้ว่าความโลภหมดไป  จะบอกว่าความโลภหมดไป  จะรับทรัพย์สินมาทำไมเมื่อคนอื่นให้  ก็พระพุทธเจ้าเองท่านเป็นผู้หมดกิเลส  หมดความโลภ  มีคนถวายท่านก็ยังรับ  เมื่อรับแล้วเราไม่เมา  ไม่ติดในลาภสักการะ  เมื่อมีสำหรับใช้ก็ใช้ไป  เมื่อหมดแล้วก็แล้วกันไป  ถือวว่าเมื่อเราตายมันจะจากกันไป  ก็จากกันไป  ไม่มีความเสียดมเสียดาย  ถือเป็นเรื่องธรรมดา  แต่เวลาทรงชีวิตอยู่ต้องระมัดระวังอย่าปล่อยรุ่มร่าม  ตามพระวินัยจะเห็นว่าพระพุทธเจ้ามีความละเอียดอ่อนในการรักษาทรัพย์สินมาก  นี่ไม่ใช่ว่าคนหมดโลภแล้วจะไม่เอาอะไรเลย  ไม่ใช่อย่างนั้น  เรา  เขาให้ก็รับ  แต่ใจมันไม่เกาะ  มันไม่บ้าลาภ  บ้ายศ  บ้าสรรเสริญ  บ้าสุข

 

มาข้อที่    จะไปนิพพานนี่  อุปสมานุสสติทำอย่างไรตัดความโกรธ  แต่ว่าความโลภตัดลงแล้วความโกรธมันก็มีกำลังอ่อน  กิเลส    ตัวนี่  ลองตัวใดตัวหนึ่งพังลงไปสักตัวแล้ว  อีก    ตัวมันก็มีกำลังอ่อนเต็มทีแล้ว  ทำลายง่าย  การทำลายความโกรธท่านให้ทำลายด้วยอำนาจพรหมวิหาร    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมตตาจิต  กรุณา  เมตตาจิตแปลว่าความรัก  กรุณาแปลว่าความสงสาร  พอเห็นหน้าคนเห็นหน้าชาวบ้าน  แทนทีทจะเห็นว่าเป็นคนน่าเกลียด  แทนที่จะเห็นเขาเป็นศัตรู  กลับเห็นเป็นคนที่น่ารักน่าสงสาร  ทั้งนี้เพราะว่าอะไร  เพราะความน่ารักก็ได้แก่คนทุกคนที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน  ถือว่าเป็นเพื่อนกัน  ทีนี้ถ้าเราเห็นว่าเขามีความทุกข์  เราก็สงสาร  ถ้าบังเอิญเขาทำความผิด  ทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้น  เป็นเหตุที่บางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ไม่ชอบใจของเราในอดีตกับเวลานี้  แทนที่เราจะโกรธกับสงสารเพราะว่าอะไร  เพราะว่าการกระทำผิดของเขาเป็นการยั่วยุให้คนอื่นให้เกิดความเดือดร้อน  นั่นมันเป็นอาการสร้างศัตรู  สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเอง  เขาทำอย่างนั้น  เขาพูดอย่างนั้น  คิดอย่างนั้น  ความจริงจิตใจของเขาไม่มีความสุข  เขาทำให้เรามีความโกรธ  แต่เรากลับมีความเมตตาปรานี  คิดว่าไม่น่าเลยนะ  อาการอย่างนี้มันเป็นอาการของความทุกข์  เป็นเหตุของความเร่าร้อน  เขาไม่น่าโง่แบบนี้  ที่สร้างศัตรูให้เกิดกับตน  มันเป็นอาการของความทุกข์อย่างหนึ่ง  คนที่มีศัตรูมากจะกินก็ไม่ถนัด  จะนอนก็ไม่ถนัด  จะตื่นอยู่ก็ไม่ไหว  จะต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา  เพราะเกรงว่าจะมีคนมาทำอันตราย  นี่เห็นคนอื่นทั้งหลายที่เขามีอารมณ์ผิด  มีจริตคิดผิดไปอย่างนั้น  แทนที่เราจะโกรธกลับมีความสงสาร  มีความเมตตาปรานี  แต่ทว่าถ้าเราหวังดีแล้วเขาไม่ยอมรับความหวังดีด้วยกับเรา  ก็ทรงความอุเบกขา ความวางเฉยเข้าไว้  อย่างนี้  ถ้าอารมณ์จิตปกติเป็นอย่างนี้  ไม่สามารถเข้าทำลายความโกรธได้  หรือว่าใช้พรหมวิหาร    ไม่ตรงกับอัธยาศัย  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ให้ใช้กสิณ    อย่าง  คือ  กสิณสีแดง  สีเขียว  สีเหลือง  สีขาว  อย่างใดอย่างหนึ่ง  ทำให้เป็นฌานสมาบัติ  เพราะกสิณ    ประการนี้  เป็ฯไปเพื่อการทำลายโทสะโดยเฉพาะให้หมดให้พินาศไป  

 

ในเมื่อเราใช้พรหมวิหารทั้ง    ประการ  อย่างใดอย่างหนึ่งกดอารมณ์ของความโกรธหมดไปแล้ว  ก็ใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณ  คือ  สักกายทิฏฐิ  พิจารณาเห็นว่าสภาพร่างกายนี้ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา  มันเป็นแต่เพียงธาตุ    ที่เข้ามารวมกันเป็นเรือนร่างที่เราอาศัย  ชาวบ้านชาวเมืองก็เหมือนกัน  สัตว์อื่นก็เหมือนกัน  ทีนี้คนที่โกรธกันด่ากัน  เขาไม่ได้ด่าใจนะ  เขาด่าตัว  เขาด่าธาตุ    เขาด่าดินน้ำลมไฟ  เขาไม่ได้ด่าเรา  เพราะไอ้ตัวเราจริง ๆ  นั่นคือจิต  เขามองไม่เห็น  นี่เขาด่าธาตุ    ก็ช่างเขาเป็นไร  ในเมื่อเราไม่รับเสียอย่างเดียว  คำด่าก็ตกอยู่กับเขา  ความสบายใจเราก็เกิด  อารมณ์จิตมันก็จะสบาย  ก็คิดว่าคนเรามันจะต้องตายกันไปหมด  จะไปนั่งโกรธ  นั่งคิดอาฆาตมาดร้ายกันเพื่อประโยชน์อะไร  เราจะฆ่าเขาก็ตาย  ไม่ฆ่าเขาก็ตาย  เราประทุษร้ายเขา  เขาก็มีความทุกข์  เราไม่ประทุษร้ายเขา  เขาก็มีความทุกข์  ก็ปล่อยให้เขาทุกข์เขาเอง  เขาตายเองดีกว่า  ไม่ต้องไปทำให้เหนื่อย  ถ้าไปเจอะคนเขาทำไม่ดี  เขายั่วยุด้วยประการต่าง ๆ  ให้เราเกิดโทสะ  เราก็ยิ้มได้ว่าคนประเภทนี้ไม่ใช่คนดี  เป็นคนทำลายตัวเอง  เป็นคนที่น่าสงสาร  แทนที่จะเป็นคนที่น่าโกรธ  ถ้าจิตเราคิดอย่างนี้  ความสบายมันก็เกิดขึ้นในที่สุด  เราก็ทำลายความโกรธไปเสียได้  นี่เป็นก้าวที่    ที่เราเดินใกล้เข้าไปสู่พระนิพพานเพราะว่าดับไปแล้ว  ความโลภก็ดับ  ความโกรธก็ดับ

 

มันก็เหลือแต่ความหลง  หลงอะไร  หลงสภาพร่างกายว่าเป็นเราเป็นของเรา  เรามีในร่างกาย  ร่างกายมีในเรา  เราคิดว่าสภาพร่างกายของเราจะทรงสภาพอยู่ตลอดเวลา  ไม่มีการฟัง  การแก่  การตาย  การเจ็บ  ทั้ง ๆ ที่มันแก่ลงทุกวัน  เราก็มองไม่เห็นความแก่  มีการทรุดโทรมลงทุกวัน  เราก็ไม่เห็นอาการทรุดโทรม  มันตายไปทุก ๆ วัน  มันหมดไป  ลมหายใจเข้ามาทีออกไปทีชีวิตมันก็หมดไป  เราก็มองไม่เห็น  ไอ้ตัวมองไม่เห็นนี่มันเป็นตัวโมหะ-ความหลง

 

ทีนี้เราจะมองเห็นอย่างไร  เราก็ตั้งใจพิจารณาหาความจริง  ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่าคนเกิดมาแล้วมันไม่เที่ยง  มันเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  จริงไหม  นั่งมองคนอื่น  คนที่เด็กกว่า  แล้วก็มองคนที่แก่กว่า  สภาพเดิมของเราเป็นเด็ก  มาเวลานี้เป็นอย่างนี้  อีกไม่ช้าก็แก่อย่างคนโน้น  แล้วก็มองคนที่ตาย  ไม่ช้าเราก็ตายอย่างเขานี่แหละ  ทีนี้เราจะมามองชีวิตเพื่อมันจะไม่แก่  ไม่เจ็บ  ไม่ตาย  มีประโยชน์อะไร  จะเอาใจเข้าไปยอมรับนับถือว่าเราเกิดมาแล้ว  มันต้องแก่แน่  และอาการป่วยไข้ไม่สบาย  มันก็มีแน่  ทุกข์ประจำกายประจำใจมันก็มีอยู่ตลอดวัน  ในที่สุดเราก็ต้องสลายตัว  นี่เป็นเพราะอะไร  เป็นเพราะความโง่ที่เราเข้ามายึดถือร่างกาย  คือ  ขันธ์ห้า  ถ้าเราไม่ยึดร่าง  คือขันธ์ห้าเสียอย่างเดียว  ถือว่าขันธ์ห้านี่มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราตามความเป็นจริง  ถ้ามันเป็นเราจริงเป็นของเราจริงมันต้องไม่แก่  ไม่ป่วย  ไม่ตาย  เพราะเราไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น  นี่เราห้ามปรามมันไม่ได้

 

ในเมื่อขันธ์ห้ามันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  เราควรจะทำอย่างไรเพื่อถึงพระนิพพาน  ในเมื่อมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  เราก็ปล่อยให้เจ้าของเขาไปเสีย  เจ้าของเขาคือกิเลสตัณหา  อุปาทาน  และอกุศลกรรม  เพราะว่าความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  นี่เป็นเจ้าของขันธ์ห้า  เรากับเขาแยกกันแล้วก็ปล่อยขันธ์ห้าให้เป็นเรื่องของของเขาไปแล้วทำจิตใจของเราให้มีความสุข  คิดว่าขันธ์ห้าที่ประกอบไปด้วยธาตุสี่นี่มันใช่ของเราไม่ใช่เรา  มันเป็นเรือนร่างที่เราอาศัยชั่วคราวเหมือนบ้านเช่า  เราเข้ามาครองบ้านหลังนี้เมื่อไรก็เต็มไปด้วยความทุกข์เมื่อนั้น  นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  เราไม่ต้องการมันอีก  เพราะบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความเลว  มีความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา  และมีการสลายตัวไปในที่สุด  แล้วก็เต็มไปด้วยความทุกข์  หาความสุขอะไรไม่ได้  ขณะใดถ้าบ้านหลังนี้พังเราสร้างใหม่  บ้านแบบนี้ก็มีทุกข์แบบนี้  เราไม่ต้องการมันอีก  เราต้องการบ้านหลังที่ไม่มีกิจต้องทำ  มีแต่ความสุข  คือความดับจากอารมณ์ของความทุกข์ได้แก่พระนิพพาน

 

ทำอย่างไร  มาปรารภพระนิพพานเป็นอารมณ์นี่  ก็นั่งไล่เบี้ยกันไป  โดยย่อนะ  พิจารณาว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา  มันไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเราแล้วทำอย่างไรเราถึงจะหนีร่างกายไปได้  จะไม่มีร่างกายแบบนี้อีก  จะไม่มีการเกิด  ทำจิตเข้าถึงพระนิพพานเราก็ใช้ปัญญาพิจารณาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าควรเชื่อไหม  เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาเห็นว่าควรเชื่อ  พระพุทธเจ้าเทศน์จริงไม่สงสัย  ใช้ได้หนึ่งละ  เพียงก้าวอีกก้าวหนึ่งก็ถึงพระนิพพาน  ในเมื่อเราไม่สงสัยว่าพระพุทธเจ้าเทศน์ตามความเป็นจริงแล้ว  อันดับแรกเราก็ต้องตัดอบายภูมิด้วยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์  ศีลต้องบริสุทธิ์ทั้งพระเณรและฆราวาส  เมื่อถือว่าเป็นพระมีศีล  ๒๒๗  นั่นเป็นรูรั่วแห่งจิต  ๒๒๗ ข้อใดข้อหนึ่งบกพร่อง  แสดงว่าเราเอาเชื้อนรกเข้ามาติดใจ  ถ้าเรารักษาศีลบริสุทธิ์ทุกสิกขาบท  เราก็ปิดอบายภูมิได้เป็นพระโสดาบัน

 

ต่อไปทำลายกามฉันทะ  ความพอใจในกามคุณ  ให้พินาศไปด้วยอำนาจอสุภกรรมฐานกับกายคตาสติกรรมฐาน  แล้วทำลายโทสะให้พินาศไปด้วยอำนาจพรหมวิหารสี่หรือกสิณสี่ตามที่กล่าวมา  อย่างนี้เราก็เป็นพระอนาคามี  อีกก้าวเดียวถึงพระนิพพาน  ต่อไปก็ทำกำลังใจเราไม่ให้มัวเมาในรูปฌานและอรูปฌาน  ทำลายมานะ  ความถือตัวถือตนให้หมดไป  ทำลายความฟุ้งซ่านของจิต  เราจะตั้งใจภาวนาพิจารณาอย่างไหน  ตั้งอารมณ์ไว้อย่างนั้นโดยเฉพาะ  แล้วก็ตัดความรักความเยื่อใยในมนุษยโลก  เทวโลก  และพรหมโลก  ตัดความเห็นว่ามนุษยโลก  เทวโลก  และพรหมโลก  สวยสดงดงาม  เราไม่ต้องการโลกทั้ง    นั้น  สิ่งที่เราต้องการคือพระนิพพาน  จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์  หมดจากความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  อย่างนี้ชื่อว่าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน

 

เอาละอุปสมานุสสติวันนี้พูดยาวหน่อย  แต่รู้สึกจะสั้นกว่ามรณัสสติกรรมฐานพูดไว้สำหรับเป็นความรู้แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท  เป็นนักเจริญกรรมฐานจะต้องศึกษากรรมฐานให้ครบ  ๔๐  อย่าง  เวลากลางคืนจะพยายามสอนกรรมฐานไปคืนละอย่างสองอย่าง  ไอ้สองอย่างมากนักน่ากลัวคงไม่ได้  จะได้เพียงอย่างเดียว  บางอย่างก็ใช้สองคืนสามคืนซ้อน  ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ให้ท่านทั้งหลายเอาความรู้นี้ไปเป็นเครื่องประดับเวลาที่อารมณ์อย่างใดที่มันเกิดขึ้นในทันทีทันใด  ไม่ใช่ว่าเรานั่งภาวนาว่า  พุทโธ  พุทโธ  ก็พุทโธไปเรื่อย  ความโลภ  ราคะจริตเกิดขึ้นก็  พุทโธ  โมหะจริต  เกิดขึ้นก็  พุทโธ  โทสะจริตเกิดขึ้น  ก็พุทโธ  ถ้าศรัทธาจริตเกิดขึ้นนี่พุทโธได้  มีผลแน่นอน  ถ้าราคะจริต  โทสจริต  โมหะจริต  วิตกจริต  พุทธจริตเกิดขึ้น  พุทโธไม่เป็นเรื่องแน่  ไม่ตรงกัน  ต้องใช้กรรมฐานให้ตรงกับอาการของจริตที่จริตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น  จึงจะมีผลเข้าถึงพระนิพพานได้ทันที 

 

เอาละต่อแต่นี้ไปขอให้ท่านทุกคนตั้งกายให้ตรง  ดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า  เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก  คำภาวนาอย่างอื่นไม่เคยใช้ ไม่คล่องอยู่ ก็ใช้คำว่า  พุทโธ  เวลาหายใจเข้านึกว่า  พุท  เวลาหายใจออกนึกว่า  โธ  คำภาวนานี้ถ้าบุคคลใดใช้คำภาวนาอย่างอื่นคล่องมาแล้ว  ก็ไม่ต้องเปลี่ยน  ใช้ภาวนานั่นได้ตามปกติ หรือว่าท่านทั้งหลายจะใช้อารมณ์พิจารณาสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาตามที่กล่าวมาแล้ว  ตามที่มีความรู้อยู่เพื่อเป็นการทำลาย  ราคะ  โทสะ  โมหะ  ทั้ง    ประการ  ก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา