๓๐.        มรณัสสติ

 

สำหรับวันนี้จะได้พูดมรณัสสติกรรมฐานต่อ  เพราะว่าเมื่อวานนี้พูดมายับยั้งแค่พระโสดาบันเวลามันหมด  แต่ก่อนที่จะฟังและใคร่ครวญถึงมรณัสสติในเบื้องสูง  ในอันดับแรกก็ขอให้ทุกท่านพยายามควบคุมกำลังใจให้เป็นสมาธิการฟัง  กันอารมณ์จิตฟุ้งซ่าน  ให้จิตทรงอารมณ์เป็นสมาธิ  คือ  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า  เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก  สำหรับการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกที่เรียกว่าอานาปานสติกรรมฐาน  เป็นการควบคุมอารมณ์จิตฟุ้งซ่าน  การฟังถ้าอารมณ์จิตไม่ฟุ้งซ่านก็จะจำได้ดี  และการจำก็ไม่มีการลืมเลือน  ที่เราจำอะไรไม่ได้  หรือฟังแล้วจำได้แต่ลืมง่าย  ก็เพราะว่าอาศัยจิตขาดจากสมาธิ  คือ  ปล่อยให้อารมณ์จิตฟุ้งซ่านเกินไป  สัญญาไม่ทรงตัว  คือการเจริญสมาธิเป็นการฝึกสัญญาให้ทรงตัวนั่นเอง

 

ต่อแต่นี้ไปขอให้ท่านทั้งหลายใคร่ครวญ  รับฟังแล้วใคร่ครวญเรื่องมรณัสสติกรรมฐานต่อไป  สำหรับเมื่อคืนนี้เรามายับยั้งกันไว้แค่พระโสดาบัน  ก็หมายความว่าเรารู้แล้วว่าเราจะตาย  เมื่อความตายมีอยู่  ก่อนจะตายเต็มไปด้วยความทุกข์  พิจารณาทุกข์ตามอริยสัจ  คำว่าอริยสัจหมายถึงความจริงที่มันทรงอยู่  เอาจิตของเรายอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง  แสดงว่าไม่ทำจิตให้ดิ้นรนฝืนความเป็นจริง

 

อะไรมันจริงบ้าง  ความเกิดเป็นทุกข์  ความแก่เป็นทุกข์  ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์  ความหิวกระหายเป็นทุกข์  การปวดอุจจาระปัสสาวะเป็นทุกข์  ความปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์  การประกอบกิจการงานเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากเป็นทุกข์  และการพลัดพรากจากของชอบใจเป็นทุกข์  ความตายเป็นทุกข์  ที่คำว่าทุกข์มีอยู่ก็เพราะเราไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง  เพราะความจริงไม่น่าจะมีอะไรเป็นทุกข์  เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของธรรมดา  เมื่อความเกิดมีขึ้น  ความแก่ก็ตามมา  ความป่วยไข้ไม่สบายก็ตามมา  ความหิว  ความกระหาย  ความหนาว  ความร้อน  การปวดอุจจาระปัสสาวะ  การพลัดพรากจากของรักของชอบใจตลอดจนความตายมันก็ต้องตามมา  เพราะความเกิดเป็นต้น  นี่เพราะอาศัยความเกิดมันจึงมีความทุกข์  คือของมันเป็นธรรมดาอยู่อย่างนี้  ถึงแม้ว่าเราจะทำใจเป็นทุกข์มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร  ทั้งนี้เพราะอะไร  เพราะเราฝืนมันไม่ได้  ถ้าจิตของเรายอมรับนับถือกฎของความธรรมดาว่าความเป็นจริงของมันเป็นอย่างนี้  เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องรู้ตัวว่ามันแก่ขึ้นมาทุกวัน  ร่างกายมันเสื่อมโทรมลงทุกวัน  ต้องประกอบกินอาหารทุกวันมันจึงจะพอดี  มันก็ต้องมีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ  ของรักของชอบใจต้องพลัดพรากจากไปแล้วมีความตายไปในที่สุด  ถ้าจิตเรายอมรับนับถือความเป็นจริงอย่างนี้  เราจะมีอะไรเป็นทุกข์

 

ทีนี้ถ้าเรากลัวทุกข์  เมื่อมันทุกข์มาแล้วจะทำอย่างไร  ร่างกายเป็นโรค  นิทธัง  เป็นรังของโรค  ปภังคุณัง  มันจะต้องเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา  ถ้ารู้ว่ามันธรรมดาก็ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา  ถ้ากฎของธรรมดาแบบนี้เป็นธรรมดาที่บีบคั้นให้เราเป็นทุกข์  เราไม่ต้องการมันอีก  เราจึงพิจารณาเห็นว่า อัตภาพร่างกายนอกจากมันจะตายมันจะทุกข์แล้ว  มันก็ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  มันมีความตายไปในที่สุด  เมื่อตายแล้วถ้าพกความชั่วก็ตกลงไปสู่อบายภูมิ  พกความดีก็ไปสู่สุคติ  ถ้าจิตบริสุทธิ์ก็ไปนิพพาน

 

นี่ความจริงมันเป็นอย่างนี้  เมื่อรู้ตัวว่าเราจะตายก็เตรียมต่อสู้ไว้  เราไม่ต้องการความทุกข์ต่อไป  การเปลื้องความทุกข์เบื้องต้นเป็นการผ่อนคลายความทุกข์ คือ ความเกิด  ได้แก่การนึกถืงความตายเป็นปกติ  เห็นอัตภาพร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเรา  ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ประชุมกัน  เป็นแต่ร่างกายที่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น  เราก็คือจิตหรืออทิสมานกายที่อาศัยอยู่ในกาย  ถ้าร่างกายมันพังแล้วเราก็ต้องไปจากมัน  เรานึกอยู่เสมอว่าความตายเป็นของธรรมดา  จะตายเมื่อไรก็ช่าง  ร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา

 

แล้วต่อแต่นั้นไป  เพื่อเป็นการบรรเทาความทุกข์  บรรเทาการเกิด  ยอมรับนับถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยปัญญา  ไม่ใช่สักแต่เพียงว่ายอมรับนับถือ  ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าความจริงมันเป็นอย่างไร  เมื่อเราเห็นว่าพระพุทธเจ้าเทศน์จริง  ตรงต่อความเป็นจริงแล้ว  ต้องยอมรับนับถือ  อันนี้ต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา

 

แล้วต่อมาก็ต้องรักษาศีลห้าให้เป็นปกติให้บริสุทธิ์  เพื่อเป็นการป้องกันอบายภูมิ  มีจิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์  นี่สำหรับฆราวาส  สำหรับพระเณรก็ต้องรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ไม่ให้บกพร่อง  แล้วมีพระนิพพานเป็นอารมณ์  อย่างนี้ชื่อว่าเป็นพระโสดาบัน  มันไม่ยาก

 

ทีนี้ในเมื่อนึกถึงความตายเป็นปกติ  การเป็นพระโสดาบันนี้มันต้องเกิดเป็นคนใหม่  ถึงมันจะเกิดเป็นคนเป็นแค่มนุษย์  เทวดาหรือพรหม  ตอนที่เป็นเทวดาหรือพรหมมันก็มีความสุข  แต่การที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์มันก็จะต้องมาทนกับความทุกข์  ถึงแม้ว่าการเกิดจะอยู่ในเขตจำกัด  เรามีอารมณ์อ่อนเกิดเป็นมนุษย์    ชาติ  มีอารมณ์อย่างกลางเป็นมนุษย์    ชาติ  มีอารมณ์อย่างละเอียดเป็นมนุษย์    ชาติ  แม้แต่คำว่า ๑  ชาติมันก็เต็มไปด้วยความบีบคั้น  เราจะเกิดกันทำไมต่อไป  ทีนี้การที่เราไม่ต้องการจะเกิดมันทำยังไง  มันก็ต้องก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์  ถ้าเป็นพระอนาคามีแล้ว  ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์ก็เกิดเป็นเทวดาหรือพรหม  แล้วก็นิพพานบนนั้น  มีความสุข  ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นพระอนาคามีได้  เราก็จะยกความตายขึ้นมาเป็นเหตุว่าร่างกายของเรามีความตายไปในที่สุด  ก่อนที่มันจะตายการทรงชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์  ทีนี้  คนเราเมื่อตายแล้วมีสภาพอย่างไร  ประกอบไปด้วยความสกปรกโสโครก  สิ่งทั้งหลายที่หลั่งไหลออกมาจากร่างกายล้วนแต่เห็นได้ชัดแล้วว่าสิ่งทั้งหลายเล่านี้มันสกปรก  ร่างกายของคนเราหันไปดูสักกายทิฏฐิหรือกายคตาสติกรรมฐานที่พูดมาแล้ว  ว่าร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก  ร่างกายเต็มไปด้วยความโสโครก  มีความแก่ลงทุกวัน  มีความทรุดโทรม  เต็มไปด้วยความทุกข์  แล้วก็มีความตายไปในที่สุด  การปรารถนาในการครองคู่ด้วยกามารมณ์  และอาศัยการสัมผัสเป็นปัจจัย  มันไม่มีอะไรเป็นแดนของความสุข  มันกลับเพิ่มความทุกข์เข้ามา  เมื่อเราแสวงหาความสุข  การมีคู่ครองต้องรับภาระการเอาใจคู่ครอง    เอาใจบุคคลที่เป็นญาติของคู่ครอง  เพื่อนของคู่ครอง  ทีนี้จะมีอะไรเป็นสุข  ต้องมีบุตรมีธิดามาอีกก็ปรากฎว่าเพิ่มทุกข์หนักเข้ามา  นี่การแสวงหาคู่ครองหวังว่ามันเป็นความสุข  แต่มันเป็นปัจจัยของความโง่ของคน  ไม่ใช่ความฉลาด  เห็นอาการของความทุกข์เป็นอาการของความสุข  คนโง่จึงจะทำอย่างนั้น

 

ทีนี้เรามาพิจารณาถึงร่างกายของบุคคลทั้งหลายที่เราต้องการในการครองคู่ว่ามันสะอาด  มันสวยสดงดงาม  มันดีตรงไหน  ในเมื่อเราพิจารณาถึงร่างกายของเราว่ามันสกปรก   กายของชาวบ้านที่ไหนเขาจะสะอาด  การปรารถนาในการครองคู่นี่เราไม่ต้องการให้พรากจากกันเพราะอาศัยความรักเป็นปัจจัย  เพราะว่าเราห้ามได้ไหมล่ะ  คู่ครองของเราเราไม่ต้องการให้แก่  เราไม่ต้องการให้ทรุดโทรม  เราไม่ต้องการให้ป่วยไข้ไม่สบาย เราไม่ต้องการให้ตาย  เราห้ามได้ไหม  ในที่สุดเราก็ห้ามไม่ได้  เมื่อห้ามไม่ได้แล้วเราจะปรารถนาในการมีคู่ครองเพื่อประโยชน์อะไร  รูปไม่มีการทรงตัว  มันมีความทรุดโทรมเป็นปกติ  เสียงสัมผัสหูแล้วก็ผ่านไป  กลิ่นสัมผัสนาสิกแล้วก็ผ่านไป  รสสัมผัสปลายลิ้นกับกลางลิ้น  เลยเข้าไปถึงโคนลิ้นก็หมดรส  ไม่มีความรู้สึกอย่างนี้เป็นต้น  แล้วเราจะพะวงหลงใหลทำไม  เพราะเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์  ให้เกิดความทุกข์อยู่ตลอดเวลา  ตั้งใจตัดเสีย  ถือว่าเราจะตายอยู่แล้ว  เราทรุดโทรมอยู่ทุกวัน  เราจะมาแบกภาระในการมีคู่ครองอยู่เพื่อประโยชน์อะไร  ไม่มีประโยชน์  มันเต็มไปด้วยความทุกข์  ไม่ใช่ปัจจัยของความสุข

 

นี่เราเห็นทุกข์โดยเฉพาะ  แล้วเราพิจารณาดูกายคตาสติว่าร่างกายของคนเต็มไปด้วยความสกปรก  มันน่าสะอิดสะเอียน  พิจารณาแบบนี้เป็นปกติธรรมดา  วันละเล็กละน้อย  ให้เกิดมีอารมณ์ชิน  เราเห็นว่ามันสกปรกแล้วไม่มีอะไรทรงตัว  มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ  ความสลายตัวไปในที่สุด  เรามาหาความรัก ความปรารถนา  ความต้องการเพื่อประโยชน์อะไร  ร่างกายของเราก็เป็นซากศพ  ร่างกายบุคคลอื่นก็เป็นซากศพ  เต็มไปด้วยความโสโครก  เมื่อเราพิจารณาเรื่องนี้เป็นปกติ  เราก็สามารถตัดกามฉันทะได้  ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส หรือสัมผัส  จะไม่มีกับเรา  นี่ค่อยทำค่อยไปทำใจให้สบาย  ควบคุมกำลังใจให้เป็นสมาธิด้วยอำนาจอานาปานสติและพุทธานุสสติควบคู่กันไป  เมื่อใจมีอารมณ์สบาย  ใจมีอารมณ์สงบ  ก็หันมาพิจารณากายคตาสติกรรมฐานคู่กับวิปัสสนาญาณ  ว่าร่างกายมันไม่เที่ยง  มันเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา  ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก  ไม่ช้าจิตก็จะเกิดความเคยชิน  มีความเบื่อหน่ายที่เรียกว่านิพพิทาญาณ  เมื่อนิพพิทาญาณเกิดขึ้น  มีความเบื่อหน่าย  อยากจะทำลายขันธ์ห้าเสียให้สิ้นไป  นี่อารมณ์อย่างนั้นมันต้องการอย่างนี้  มันอยากจะทำลายเสียให้หมดเปลือกหมดชาติกันต่อไป  แต่ว่าการทำลายไม่มีประโยชน์เพราะว่าเป็นอุปฆาตกรรม  เป็นการทำลายชีวิต  จิตมัวหมอง  พระพุทธเจ้าทรงห้าม

 

ในเมื่อมันจะทรงตัวอยู่ก็ตามใจมัน  แต่เราไม่ติดใจในมัน  ทำใจให้เป็นสังขารุเบกขาญาณ  มันจะเป็นอะไรก็ช่างมัน  ป่วยไข้ก็ช่าง  หิวก็ช่าง  มันจะมีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ช่าง  มันจะตายก็ช่าง  ช่างมัน  หิวก็มีอาหารกิน  ไม่มีก็แล้วไป  อาหารที่กินเข้าไปก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกอย่างนั้นอย่างนี้  มันก็แก้ความแก่ไม่ได้  กันความป่วยไม่ได้  กันความตายไม่ได้  คนที่ติดในรสอาหารก็เป็นคนโง่นั่นเอง  ไม่ใช่เป็นคนฉลาด  อาหารประเภทไหนจะมีรสประเภทใดก็ตามกินเข้าไปแล้วมันก็ป่วย  มันก็แก่  มันก็ตายเหมือนกัน  ร่างกายก็เต็มไปด้วยความสกปรก  นี่เราก็ไม่ติดในรสอาหาร  อาหารดีหรือไม่ดี  อร่อยหรือไม่อร่อยไม่สำคัญ  เพราะมีใจเป็นอุเบกขา  ถือว่ากินเพื่อยังชีพยังอัตภาพให้เป็นไป  ถ้าใจเป็นสังขารุเบกขาญาณ  การตัดกามฉันทะก็หมดไปด้วย

 

เพราะอะไร  ใจมันเฉย  เห็นรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัสใด ๆ ก็ตาม  ใจไม่ต้องการก็มีความเบื่อหน่ายเป็นอารมณ์  ความวางเฉยเป็นปกติ  นี่เราก็ถือว่าเราจะตายแล้วนี้  เราไม่ต้องการอะไรกับใคร  ร่างกายของบุคคลอื่นที่เราต้องการเขาเข้ามา  เขาก็แก่เขาก็ตายเหมือนกัน  เต็มไปด้วยความสกปรก  อย่างนี้เขาเรียกว่าเราสามารถตัดกามฉันทะได้แบบไม่ยาก  เมื่อตัดกามฉันทะได้แล้วก็ต้องตัดความพยาบาทเพื่อความเป็นพระอนาคามี

 

การตัดความพยาบาทเราก็ยกเอาความตายขึ้นมาเป็นเหตุ  ว่าร่างกายของเราจะต้องตาย  ร่างกายของบุคคลอื่นก็ต้องตาย  นอกจากมันจะตายแล้วมันก็เต็มไปด้วยความทุกข์  เต็มไปด้วยความบีบคั้น  แล้วเราจะต้องการมันเพื่ออะไร  ไม่มีแล้วความต้องการในขันธ์ห้า  คือความต้องการในขันธ์ห้าสำหรับเราไม่มี  เราจะโกรธจะฆ่าใครเพื่อประโยชน์อะไร  นี่คนเราทุกคน สัตว์ทุกประเภท เกิดมาแล้วมันก็ต้องตาย  ไม่ต้องฆ่า  ทีนี้เราไม่ต้องการจะฆ่า  เราอยากจะทรมานให้เขาเป็นทุกข์  เขาก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว  ทีนี้การที่แก้ความโกรธ  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ใช้เมตตาในพรหมวิหารเป็นสำคัญ  ทำจิตใจของเราให้รักในบุคคลและสัตว์ทั้งหลาย  ว่าสัตว์และบุคคลทั้งหลายเป็นเพื่อน  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  เต็มไปด้วยความทุขก์เหมือนกัน  เราจะไม่พยาบาทพิฆาตเข่นฆ่า  จะไม่ทำอันตรายชีวิตของใครและร่างกายของใคร  นอกจากจะไม่คิดทำร้าย  อารมณ์ใจของเราจะเยือกเย็น  มีแต่ความสงสาร  มีแต่จิตเมตตา  มีความปรารถนาต้องการให้เขามีความสุข  อารมณ์จิตใจของเราเยือกเย็น  หรือมิฉะนั้นถ้าเมตตาพรหมวิหารไม่เป็นที่ถูกใจ  เราใช้กสิณ    ประการ  กล่าวคือ  กสิณสีแดง  สีเขียว  สีเหลือง  สีขาว  อย่างใดอย่างหนึ่ง  รักษาอารมณ์ใจให้เป็นปกติ  ในที่สุดเราจะสงบใจ  กล่าวคือ  ทำลายความโกรธความพยาบาทเสียได้  เมื่อความโกรธความพยาบาทไม่ปรากฎกับใจเราก็ชื่อว่าเราตัดเสียได้แล้วซึ่งพยาบาทหรือโทสะ  ความโกรธความพยาบาทหวังในการคิดประทุษร้ายกับบุคคลอื่นไม่มี

 

เมื่อเราตัดความรักในเพศ  ความโกรธความพยาบาทเสียได้ โดยยกเอามรณัสสติกรรมฐานเป็นอารมณ์  โดยนิยมคิดว่าเราจะต้องตาย  จะไปฆ่าเขาทำไม  ถ้าไม่ฆ่าเขาก็ตาย  เขามีความทุกข์อยู่แล้ว  เราจะไปทรมานเขาทำไม  นอกจากว่าเราจะผูกใจเป็นมิตรซึ่งกันและกัน  เราจะผูกมิตรโดยใช้พรหมวิหาร    เป็นปัจจัย  คือ  เมตตา  ไม่ใช่หมายความว่ามีเยื่อใย  ต้องการเมตตาจุนเจือเอาไว้เป็นสำคัญ  ไม่มีอารมณ์อย่างนี้  ถือแต่เพียงเมื่อเราจะตายเขาจะตาย  การพลัดพรากจากของรักของชอบใจมันจะเกิดขึ้น  ก็ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ในขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มีความเมตตาปรานีสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเป็นการผูกมิตรเอาไว้ทำให้ใจมีความสุข  นี่อย่างนี้เราเป็นพระอนาคามีได้อย่างเต็มที่

 

เมื่อเป็นพระอนาคามีได้แล้วเราก็ไม่ต้องเกิดเป็นคน  จะมานั่งเกิดเป็นคนอย่างพระโสดา  สกิทาคา  ไม่มีอีกแล้วสำหรับเรา  เราก็มีแต่ใจใสเป็นแก้ว  ไม่มีความผูกพันในกามารมณ์  ไม่มีความผูกพันในความโกรธ  ความพยาบาท  จิตใจก็มีความสุข  เมื่อตายเป็นเทวดาหรือพรหมอยู่ที่นั่นจนเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

 

ทีนี้เมื่อเราเป็นพระอนาคามี  ระยะเวลาอีกไม่ช้าเท่าไร  เราก็เป็นพระอรหันต์ได้  ถ้ายกความตายเป็นมาตรฐานตัวต้น  เพราะคนเราแม้ว่าเป็นพระอนาคามี  แต่ว่ายังต้องตายอีก  มันเป็นความทุกข์  ทุกข์ตอนไหน  เพราะมันเป็นมนุษย์อยู่ต้องอาศัยลมหายใจ  ต้องหายใจมีอาหารเป็นเครื่องเกื้อกูล  มันยังเป็นภาระ  ทีนี้ถ้าตายเป็นเทวดาหรือพรหมแล้วมันก็ยังมีภาระที่จะต้องปฏิบัติให้พ้นจากความเป็นเทวดาหรือพรหมเพื่อเข้าถึงซึ่งพระนิพพานต่อไป  ไหน ๆ เราก็เป็นพระนาคามีได้แล้ว  ก็เป็นพระอรหันต์ไปเสียเลยดีกว่า

 

ตอนนี้ไม่ต้องยกความตายขึ้นมาเป็นอารมณ์  เห็นว่าเทวดาหรือพรหมมันยังไม่หมดความทุกข์  ก็ยกเอาอริยสัจเป็นเบื้องหน้า  ความเป็นเทวดามีภาระในการทำคือต้องทำกิจที่จะต้องให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน  เมื่อจิตเข้ามาถึงตอนนี้แล้วนั้น  เราก็ตัดไปพระนิพพานเสียเลยทีเดียว  ไม่ต้องไปเกิดเป็นเทวดาหรือเป็นพรหม  ตอนนี้เป็นของง่าย  ง่ายตอนไหน  ง่ายตอนเป็นพระอนาคามีแล้ว  จิตละเอียดมามากพอแล้ว

 

ต่อไปนี้ก็ตัดกิเลสที่เป็นอนุสัย  นั่นก็คือความมัวเมาในรูปฌานและอรูปฌาน  อย่าไปนั่งมัวเมาในรูปฌานและอรูปฌาน  จะยึดถือเอารูปฌานและอรูปฌานว่าดีเลิศประเสริฐยังใช้ไม่ได้  ถือว่ารูปฌานและอรูปฌานเป็นบันไดก้าวเข้าสู่พระนิพพาน  เป็นกำลังของจิต  เป็นการควบคุมกำลังของจิตให้ทรงสมาธิเท่านั้น  แล้วเราก็ไม่ได้ทิ้งรูปฌานและอรูปฌาน  ใช้รูปฌานและอรูปฌานเป็นบันไดก้าวขึ้นไปสู่พระนิพพาน  คุมกำลังฌานให้เป็นปกติ

 

ตัดมานะความถือตัวถือตนเสีย  การที่คิดว่าเราดีกว่าเขา  เราเลวกว่าเขา  เราเสมอเขา  ยกยอดทิ้งไป  คิดว่าสภาพร่างกายมันเป็นธาตุ    มันไม่มีความคงที่  มีการเปลี่ยนแปลง  และมีความตายไปในที่สุด  เราจะเอาอะไรมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบว่าเราดีกว่าเขา  เราเลวกว่าเขา  เราเสมอเขา  ร่างกายของใครมันก็เป็นของใคร  ความจะดีกว่ามันไม่ปรากฎ  เพราะอะไร  มันเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน  จะว่าเสมอกันก็ไม่ได้  จะว่าเขาหิวเราไม่หิว  เราง่วงเขาไม่ง่วง  เราแก่เขาไม่แก่  เราตายเขายังไม่ตาย  จะมีอะไรมาเสมอกัน  ก็หาความเสมอกันมันก็ไม่ได้  จะหาว่าใครเลวกว่ากันมันก็ไม่ได้  เพราะอะไร  เพราะเราเกิดแก่เจ็บตายเสมอกัน  เป็นอันว่า  มานะ  ความถือตัวถือตนว่าเราเสมอเขา  เราสูงกว่าเขา  เราเลวกว่าเขา  ไม่มีสำหรับเรา  แม้แต่สัตว์เดรัจฉานเราก็ไม่รังเกียจ  เพราะมันเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน  มีร่างกายประกอบด้วยธาตุ    เหมือนกัน  มีความหิวกระหาย  มีความป่วยไข้ไม่สบาย  มีความแก่เฒ่า  และความตายไปในที่สุดเหมือนกัน  ถือมันคือเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกับเรา  คิดได้อย่างนี้แล้วใจก็ใกล้พระนิพพานเต็มที  เหลืออีก    อัน  ก็คือ  อุทธัจจะ  ความฟุ้งซ่าน

 

ความจริงเป็นพระอนาคามีนี่จิตก็ยังฟุ้งซ่าน  ที่เราบอกว่านั่งสมาธิที่ยังคงจิตใจไม่ได้ตลอดกาล  ไม่ใช่อะไร  เพราะเรายังไม่ใช่พระอรหันต์  ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์เพียงใดใจมันก็จะยังไม่คงตัว  แต่ว่าการซ่านของพระอนาคามีมันยังไม่ถึงทำลายศีล  ไม่เข้าไปถึงการทำลายธรรมะ  แต่มันยับยั้งทำให้ช้า  คือ  มีความสุข  ยังคิดว่าการมีความสุขเป็นปัจจัยให้เกิดบนสวรรค์  หรือมีความสุขเป็นปัจจัยให้มีความสุขในชาตินี้และสัมปรายภพ  จิตมันจะคิดนอกลู่นอกทาง  ไม่จับพระนิพพานเป็นอารมณ์  จิตยังไม่ตรงเลยทีเดียว  หมายความว่าจิตยังตั้งไม่ตรงจุด  คือจิตที่จะไปให้ใกล้ถึงพระนิพพานนั้น  ไม่ค่อยจะไป  มันขวางหน้าขวางหลัง  อยู่ข้างหน้าข้างหลัง  นึกถึงอย่างโน้นอย่างนี้  แต่ในส่วนที่เป็นความดี  อย่างนี้  องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาจะให้ใช้อานาปานสติควบไปกับวิปัสสนาญาณ  ทรงใจของเราให้ดีโดยเฉพาะจับพระนิพพานเป็นอารมณ์  และจุดอื่นเราไม่ต้องการ  เราต้องการพระนิพพานอย่างเดียว  จะทำอะไรก็ตามใจส่วนที่เป็นกุศล  เราไม่ต้องการพบกับความเป็นมนุษย์  เทวดา  หรือพรหม  เราต้องการเฉพาะพระนิพพาน  ขึ้นชื่อว่าเราตัดอุทธัจจะ- ความฟุ้งซ่านลงได้แล้ว  จิตมีน้ำใจใสเหมือนแก้ว  เข้าสู่พระนิพพานได้

 

 เมื่อจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว  ก็เหลืออนุสัยเพียงตัวเดียว  คือ  อวิชชา – ความโง่  โง่นิดเดียวมันไม่โง่มาก  คือว่ามีอารมณ์ปรารถนา  มีความต้องการในโลกมนุษย์  พรหมโลก  เทวโลก  เห็นว่าเกิดมาแล้วก็แก่  แล้วก็เจ็บ  เต็มไปด้วยความทุกข์  คือ  ถ้าเราเกิดเป็นเทวดา  ยังมีภาระที่จะต้องปฏิบัติ  มันไม่มีความสุขจริง ๆ นะ  เทวดายังมีกามฉันทะ  การที่ยังมีผู้หญิงผู้ชายเราไม่ต้องการ  และมีความวุ่นวายสำหรับใจ  ถึงแม้จะมีความสุขกว่ามนุษย์ทั้งหลายหลายล้านเท่าก็ตาม  แต่มันยังดีไม่ถึงที่สุด  ยังมีอารมณ์หนัก  เรายังต้องการเป็นพรหม  พรหมก็ยังมีอารมณ์ที่จะปฏบัติ  ก็อาศัยพระธรรมปิติเป็นอาหาร  ต้องการพระนิพพาน  แต่ใจยังมีความสุข  ยังไม่ถึงพระนิพพาน  ยังมีภารกิจที่จะต้องทำ  ยังมีอยู่  ฉะนั้น  องค์สมเด็จพระบรมครูจึงสอนให้ตัดเทวดาหรือพรหมเสีย  เราไม่ต้องการ  เราต้องการอย่างเดียวคือ  พระนิพพาน

 

เมื่อจิตเข้าถึงจุดพระนิพพานแล้ว  เราก็จะสังเกตได้ว่า  โลภะก็ดี  ราคะ  ความกำหนดยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัสก็ตาม  ความปรารถนาในทรัพย์สิน  ความต้องการในความร่ำรวย  เป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐี  ย่อมไม่มีในเรา  เพราะว่ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องประกอบกิจการงานเพื่อความเป็นอยู่  ทำฐานะให้เจริญรุ่งเรืองอย่างนี้  องค์สมเด็จพระบรมครูไม่ทรงติ  แต่ทว่าเราต้องไม่ติดในทรัพย์สินทั้งหลาย  คือว่า  เราอยู่ก็หากันไปเพื่อทรงอัตภาพให้เป็นไปเพื่อตัวเรา  เพื่อบุตรธิดาสามี  แต่ทว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายมันจะสลายตัวไป  จะหายไป  พังไป  เราก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา  จิตใจไม่หวั่นไหว  ถ้าเราจะต้องพลัดพรากจากมันไป  เราจะต้องตายจากทรัพย์สินเราก็ไม่หนักใจ  ถือเป็นเรื่องธรรมดา  เป็นอันว่าความปรารถนาในความเป็นมนุษย์ไม่มีสำหรับเรา  ความต้องการเป็นเทวดาก็ไม่มี  ความต้องการเป็นพรหมก็ไม่มี  เมื่อความรักไม่มี  ความโลภไม่มี  ความโกรธมันก็ไม่มี  ใจก็สบาย  อันจิตที่จะนึกว่ามันเป็นของเรา  นั่นเป็นเรา  โน่นเป็นเรา  เป็นของเรา  มันไม่มีในใจ  คือว่ามันเป็นสมบัติของโลกีย์  เราตายแล้วนำไปไม่ได้  แม้ถ้าเรามีชีวิตอยู่ก็ครองมันไม่ได้นาน  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราไม่ต้องการ  อารมณ์เต็มไปด้วยความสุข  ยอมรับนับถือกฎธรรมดาเป็นปกติ  อะไรจะมาทางไหนก็ตาม จิตใจไม่หวั่นไหว  ถูกนินทาก็จิตใจเฉย ๆ สบาย   มีใครเขาสรรเสริญไม่ยินดีด้วย  จิตใจของเราไม่ยอมรับนับถือในความดีความชั่วที่บุคคลเขายกย่องปั้นให้  จิตใจของเรามีความสบาย  ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปทาน  ไม่มีอารมณ์อย่างใดที่สร้างจิตใจให้หวั่นไหว  จิตใจประเภทนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาถือ่าเป็นจิตใจที่เข้าถึงพระนิพพานแล้ว  สมใจตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วต้องการให้เราทุกคนเข้าถึง

 

ที่พูดในมรณัสสติกรรมฐานอย่างย่อ    ตอน  คือ  เมื่อคืนที่แล้วและคืนนี้  หากว่าท่านทั้งหลายจะพิจารณากันให้ดีละก็  เฉพาะกรรมฐานกองนี้กองเดียวบวกกับวิปัสสนาญาณแล้วก็ไปพระนิพพานได้แบบสบาย  สำหรับมรณัสสติธฃกรรมฐานที่องค์สมเด็จพระจอมไตรให้เราพิจารณาเมื่อจิตมันเป็นพุทธจริตเท่านั้น  จิตมีความฉลาด   ถ้าจิตยังประกอบด้วยราคะจริต  โทสะจริต  โมหะจริต  วิตกจริต  ศรัทธาจริต  ยังมรณัสสติกรรมฐานเรายังใช้ไม่ได้  แต่เมื่อใดจิตใจมีความสบายมีความเหนื่อยหน่ายในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสเป็นต้น  ไม่นิยมในความโกรธ  ความพยาบาทในจิตใจมีความปลอดโปร่ง  จึงควรหยิบยกเอามรณัสสติกรรมฐานมาบวกกับวิปัสสนาญาณ  เพื่อหวังพระนิพพานโดยปกติ  ที่พูดมาเหล่านี้เป็นทัศนะให้ท่านฟังไว้พิจารณา  คือฟังไว้แล้วต้องจำ  จำแล้วต้องคิด  คิดแล้วก็เอาไปเปรียบเทียบว่าความสุขความทุกข์เป็นประมาณใด  เราควรจะปฏิบัติตัวเราเช่นไร  คือ การฟังแล้วก็โดยทิ้งนี่ก็ไม่เกิดประโยชน์  มันมีโทษ  กล่าวคือ  เกิดมาเสียเวลาเปล่า  ตายลงไปแล้วแทนที่เราจะดี  ถ้าจิตใจเศร้าหมองเราก็ไปสู่อบายภูมิ  มีนรก  เปรต  อสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน  ถ้าเรามีสันดานดี  กล่าวคือ  อารมณ์เป็นกุศล  ต้องการให้ตนมีความสุข  ฟังแล้วจำ  จำแล้วก็คิดใคร่ครวญอยู่ตลอดเวลา  ไม่ใช่จะมานั่งใคร่ครวญเอาเวลานี้ว่าเราจะตาย  ร่างกายเป็นทุกข์  ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่พ้นนรกแน่  เพราะมันห่างความดี  เอาละพูดเท่านี้หวังว่าจะพอเข้าใจบ้าง  ต่อไปนี้ขอให้ทุกท่านตั้งกายให้ตรง  ดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา