๒๘. กายคตาสติ

 

ต่อไปนี้ ตั้งใจศึกษาพระกรรมฐานตามลำดับ วันนี้จะได้พูดเรื่องกายคตาสติกรรมฐาน การเจริญกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม ย่อมมีผลทำจิตให้เป็นสมาธิ แต่ว่าผลพิเศษย่อมเป็นไปตามอำนาจของกรรมฐานกองนั้น ๆ การที่เราจะเจริญพระกรรมฐานให้ได้ดีจริง ๆ เราก็ต้องเป็นผู้มีอารมณ์ชนะใจของตัวเองไม่ใช่ผู้แพ้ คำว่าชนะก็หมายถึงว่าการเจริญสมถภาวนา เราต้องการให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตจับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ให้ทรงอยู่ในอารมณ์นั้น ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้อารมณ์อื่นเข้ามายุ่งกับใจ แล้วจงรักษาเวลาตามสมควรตั้งเวลาไว้เฉพาะเท่านี้ เราจะไม่ยอมให้อารมณ์อื่นเข้ามายุ่งกับจิต แล้วก็ทรงอารมณ์ให้ตรงตามนั้นได้จริง ๆ รักษาอารมณ์ให้คงที่ไว้อย่างนี้จึงชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติที่ดีแล้วจึงจะได้ดี สำหรับด้านวิปัสสนาญาณก็ใช้ปัญญาพิจารณาหาความจริงของขันธ์ ๕ ให้พบ ที่เราต้องเกิดแก่เจ็บตายกันเป็นปกติ เพราะว่าเราโง่ไม่ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง ฉะนั้น เราก็ต้องมีอารมณ์ชนะใจอยู่เสมอ ทำปัญญาให้เกิด พิจารณาหาความจริงให้พบ เมื่อหาความเป็นจริงพบก็ยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง มีอารมณ์ว่าง คือปล่อยขันธ์ ๕ เสีย ถือว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา เมื่อเราปล่อยขันธ์ ๕ ได้เมื่อไร เราก็ถึงพระนิพพานเมื่อนั้น

 

นี่พูดถึงกฎธรรมดาที่ว่าการเจริญพระกรรมฐานเอาดีไม่ได้ก็เพราะใจมันไม่รักดี ใจไม่ทรงอารมณ์ ภาวนาว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ เดี๋ยวก็ส่งกระแสจิตไปสู่ที่อื่น ยอมให้อารมณ์อื่นเข้ามาทับจิต อย่างนี้ที่เราเรียกว่ายอมแพ้กิเลส ถ้าจิตใจฟุ้งซ่านไม่ทรงตัวอย่างนี้จะไปหาใครสอนที่ไหนก็เอาดีไม่ได้ การจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง

สำหรับวันนี้จะขอพูดเรื่องกายคตาสติกรรมฐานเป็นลำดับต่อมา กายคตาสติกรรมฐาน พระพุทธเจ้าให้พิจารณาร่างกายของเราเป็นอารมณ์ สำหรับกรรมฐานกองนี้เป็นกรรมฐานทำลายอำนาจราคจริต เป็นกรรมฐานกองหนึ่งใน ๑๑ กองที่ทำลายความรักในการรักสวยรักงาม ราคจริตมีอารมณ์รักสวยรักงาม คือมีอารมณ์ที่ยอมโกหกใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าของในโลกนี้ทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตก็ดี สิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ดี ไม่มีอะไรสวยจริง ไม่มีอะไรงามจริง มันเต็มไปด้วยความสกปรก ก่อนที่เราจะเห็นสิ่งอื่นเป็นของสกปรก ก็ต้องเห็นใจตัวของเราเองเสียก่อน คนอื่นเป็นยังไงช่างเขา เขาจะเห็นว่าตัวเขาสะอาด เขาจะเห็นว่าตัวเขาสกปรก เขาจะเห็นตัวเขาสวยสดงดงามยังไงก็ช่างเขา อย่าเอาใจเข้าไปยุ่ง เรามานั่งดูตัวของเราเองดีกว่า ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

 

อัตถิ อิมัสมิง กาเย มีอยู่ในกายนี้ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นต้น

มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ตับ ไต ไส้ ปอด อาหารใหม่ อาหารเก่า อุจจาระ

 

ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง มันข้น เสลด น้ำลาย อย่างนี้เป็นต้น รวมความง่าย ๆ ไม่ต้องไปนั่งว่าคาถาให้มันเพลิน การสวดคาถานี้ได้ยินพระสวดอยู่เสมอ เขาว่ากันคล่องปากแบบนกแก้วนกขุนทองไม่มีประโยชน์อะไร ความจริงคาถานี้อาการทั้ง ๓๒ ประการ พระพุทธเจ้าให้พิจารณาว่าเป็นของสกปรกโสโครก โดยไม่เอาจิตเข้าไปยึด การท่องไว้จนคล่องปาก แล้วก็สวดกันไปตามอารมณ์ของการคล่องไม่มีผล ผลก็มีอยู่อย่างหนึ่งว่าเราจำได้ แต่ว่าการจำได้แล้วไม่นำเข้ามาพิจารณาร่างกายของเราให้เห็นไปตามนั้นมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 

วิธีที่จะเกิดประโยชน์ก็มานั่งนึกซิว่า

 

ผม สะอาดหรือสกปรก ขน สะอาดหรือสกปรก เล็บ สะอาดหรือสกปรก หนัง สะอาดหรือสกปรก เนื้อ สะอาดหรือสกปรก เลยเนื้อเข้าไป มีอุจจาระปัสสาวะ น้ำเลือดน้ำเหลือง น้ำหนอง เสลด ไขมัน น้ำลาย แล้วก็ไส้ใหญ่ไส้น้อย อาหรใหม่ อาหรเก่า ตับไตไส้ปอด ลองนั่งนึกดูซิ ว่าอย่างไหนมันสะอาดบ้าง เอาปัญญาเข้าไปพิจารณาหาความจริง เราจะรู้ว่าของทั้งหลายเหล่านี้มันสกปรกจริงๆ ขณะใดจิตของเราเห็นว่าร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี เต็มไปด้วยความสกปรกตามความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะเรารู้กันอยู่แล้ว แต่ขณะใดเรายังเห็นว่าสะอาด ขณะนั้นจิตเราเข้าสู่อบายภูมิ แสดงว่าเป็นจิตของสัตว์นรกแล้ว ไม่ใช่จิตของเทวดา เพราะว่าอะไร เพราะว่าสัตว์นรกมันโง่ มีอารมณ์ที่เป็นอกุศล อกุศลก็แปลว่าไม่ฉลาด คำว่าไม่ฉลาดก็แปลว่าโง่ ของมันสกปรกเห็น ๆ อยู่ยังไปคิดว่ามันสะอาด ของมันเลวเราก็ไปเห็นว่ามันดี อารมณ์จิตอย่างนี้เป็นอารมณ์จิตของอบายภูมิ อย่าไปกันเลยนิพพาน แค่สวรรค์หรือเป็นมนุษย์ก็เป็นไม่ได้ เพราะอารมณ์ใจมันเศร้าหมอง

ในเมื่อร่างกายของเราเต็มไปด้วยความสกปรก นึกเอา หยิบเอามาสักชิ้นหนึ่ง น้ำลายที่อยู่ในปาก กลืนก็ได้อมก็ได้ แต่ว่าบ้วนออกมา มือของเราแตะน้ำลายไม่ได้ นั่นแสดงว่ามันสกปรกหรือมันสะอาด อาหารที่เราจะกินเข้าไปเลือกแล้วเลือกอีก เอาของดีที่สุด ทำปรุงดีที่สุด สะอาดที่สุด แต่ส่วนที่เป็นกากหลั่งไหลออกมาที่เราเรียกกันว่าอุจจาระ เราก็แตะต้องไม่ได้ มันสะอาดหรือสกปรก น้ำที่เราจะดื่มเข้าไป ต้องเลือกน้ำที่สะอาดปราศจากโรค ดีไม่ดีก็กินน้ำกลั่นมันสะอาดดี แต่น้ำที่ร่างกายไม่ต้องการไขออกมาทิ้งไป คือมันล้นจากความต้องการทิ้งออกมา ที่เราเรียกกันว่าปัสสาวะ เราก็ไม่อยากเอามือเข้าไปแตะ เราถือว่าสกปรก คราวนี้น้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนองที่มีอยู่ในร่างกายเป็นสิ่งที่เราต้องการบำรุงให้เลือดดีร่างกายจะได้งาม ร่างกายจะได้แข็งแรง แต่พอเลือดไหลออกมาจากร่างกายเราก็เกิดความรังเกียจเหม็นคาว ไม่อยากแตะต้องหาว่ามันสกปรก ของทั้งหลายเหล่านี้มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ในร่างกายเราหรือมันอยู่ที่ไหน เราเอามาจากที่อื่นหรือยังไง

นี่ นั่งนึกด้วยอำนาจของปัญญาพิจารณาเห็นตามความเป็นจริง กรรมฐานกองนี้เป็นกรรมฐานสำคัญที่สุดที่ตัดราคะความรักและเป็นกรรมฐานที่พระอรหันต์ทุกองค์จะต้องผ่าน ไม่ว่าพระอรหันต์องค์ไหน ถ้าจะเป็นพระอริยเจ้าคือตั้งแต่อนาคามีขึ้นไป ถ้าบอกว่าไม่เคยผ่านกรรมฐานกองนี้ละก็อย่าไปเชื่อใคร เป็นไม่ได้แน่นอน จึงจัดว่าเป็นกรรมฐานพื้นฐานใหญ่ ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาถือว่ามีความสำคัญ ฉะนั้น พระก็ดี เณรก็ดี ที่จะบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา พระอุปัชฌาย์จึงสอนตจปัญจกกรรมฐาน ๕ ประการขึ้น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น วันนั้นท่านสอนย่อเพราะเวลาน้อย ความจริงก็สอนอาการ ๓๒ ทั้งหมดให้เห็นว่าเป็นของสกปรก ส่วนที่สอนเพียง ๕ ประการ เพราะสิ่งที่มันเห็นอยู่ ผม ถ้ามันสะอาดจริง ๆ ไม่ต้องสระ ไม่ต้องสาง ไม่ต้องฟอก ไม่ต้องชะ ไม่ต้องล้าง ปล่อยมันตามนั้นแล้วมันไหวไหมล่ะ สักเจ็ดแปดวันก็เหม็นเป็นแร้งทึ้ง ทนไม่ไหว นี่ แสดงว่าผมมันสกปรก นี่ ในเมื่อผมนี้ความจริงมันมีสภาพเน่าไม่ได้เพราะมันเป็นของแข็ง ไม่มีส่วนใดที่เป็นน้ำจะซึมเข้าไปได้ แต่มันก็ยังสกปรก เพราะเหงื่อไคลที่ไหลมาจากร่างกายเข้ามาทับมัน นี่ถ้าของประเภทนี้ถ้าสกปรกได้ เนื้อหนังก็สกปรกยิ่งไปกว่านั้น

การพิจารณาเห็นเป็นของสกปรก เราพิจารณาทำไม ?

ก็เป็นการพิจารณาตัดความรักที่เราเห็นว่ามันสวยมันงามมันสะอาด

นี่พิจารณาไป ของจริงมันมีอยู่ ทำจิตให้รู้กฎของความเป็นจริง ไม่ต้องไปหาตำรับตำราที่ไหน ถ้าสงสัยก็บ้วนน้ำลายออกมา แล้วเอามือเข้าไปละเลงเล่น แล้วก็กลืนเข้าไปใหม่ก็ได้ ถ้าทำได้ยังงี้มันก็สะอาด แล้วก็ปัสสาวะออกมาถือว่าน้ำที่เราจะกินเข้าไป เลือกกินน้ำที่สะอาดที่สุด เวลาปัสสาวะออกมาเอากลับเข้าไปดื่มใหม่ได้ไหมล่ะ  ถ้าดื่มได้มันก็สะอาด ถ้าดื่มไม่ได้มันก็สกปรก อาหารเลือกให้มันดีที่สุด ปรุงให้มันดีที่สุด ปราศจากโรคเป็นอาหารที่สะอาด แล้วกากที่ถ่ายออกมา ลองกลับเข้าไปกินใหม่ได้หรือไม่ได้ ถ้าไม่ได้มันก็สกปรก แล้วของเหล่านี้มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ในกาย ในเมื่อกายของเราสกปรก แล้วกายของคนอื่นที่ไหนจะสะอาด ที่ให้พิจารณาตัวเองเป็นสำคัญ ก็เพราะว่าตามปกติเราย่อมไม่มองเห็นตัวเรา ย่อมมองเห็นแต่บุคคลอื่น คิดว่าตัวนี้มันดีเลิศ ประเสริฐเสียทั้งหมด

ในเมื่อพิจารณาร่างกายเป็นของสกปรก ที่เรียกกันว่ากายคตาสติกรรมฐาน กรรมฐานกองนี้ควรจะใช้ทุกลมหายใจเข้าออก เพราะเป็นกรรมฐานสำคัญ ถ้าเราเห็นว่าร่างกายสกปรก มีความเบื่อหน่ายในร่างกาย ร่างกายเราก็เห็นว่าสกปรก เห็นคนอื่นก็เห็นว่าสกปรก ให้มันสกปรกจริง แต่ใช้สัญญาน้อมเข้าไป ใช้ปัญญาพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงให้เกิดความรังเกียจ ที่เรียกว่านิพพิทาความเบื่อหน่าย ถ้าจิตทรงอยู่อย่างงี้ตลอดกาลตลอดสมัย เห็นร่างกายเราเมื่อไร เห็นร่างกายบุคคลอื่นเมื่อไร เห็นว่าสกปรกน่าเกลียดโสโครกไม่เป็นของน่ารัก อย่างนี้ก็ชื่อว่าเข้าถึงกรรมฐานกองนี้ได้เต็มที่ ที่เรียกกันว่าสมถภาวนา เมื่ออารมณ์เข้าจับจุดสมถภาวนา ถ้ามันทรงได้ตลอดกาลตลอดวัน เห็นเมื่อไรเห็นว่าสกปรกเมื่อนั้น อย่างนี้เรียกกันว่าปฐมฌาน ไม่ใช่อุปจารสมาธิ ถ้าบางขณะยังเห็นว่ามันสวยสะอาด อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ไม่มีการให้คะแนนกัน ถ้าเป็นการสอบก็ถือว่าใช้อะไรไม่ได้เลย จิตยังทรามอยู่มาก ยังไม่เข้าถึงจุดที่เป็นกุศล บางวะระเห็นว่าสะอาด บางวาระเห็นว่าสกปรกอย่างนี้เขาเรียกว่าเอาดีไม่ได้ ก้าวขึ้นไปยังไม่ถึงขั้นประถม โดยนิยมแล้วต้องเห็นว่ามันสกปรกตลอดเวลา ไม่มีอารมณ์พิสมัยเพราะเห็นว่ามันสกปรก นี่เราไม่ต้องการของสกปรก ถ้าจิตมันทรงยังงี้ได้ตลอดเวลา ก็ชื่อว่าเราถึงกรรมฐานกองนี้แล้ว เห็นเมื่อไร เห็นกายเราเมื่อไร เห็นกายบุคคลอื่นเมื่อไรเราก็เบื่อหน่ายเมื่อนั้น รังเกียจเมื่อนั้น ให้มีความรังเกียจเป็นปกติ แล้วก็รังเกียจจริง ๆ ไม่ใช่สักแต่ใช้สัญญาเป็นเครื่องความจำว่า ครูบาอาจารย์หรือพระพุทธเจ้าท่านสอนบอกว่าร่างกายคนเรานี่น่ารังเกียจ มันสกปรก แต่ไอ้ใจหนึ่งมันเกิดความรักความปรารถนา อันนี้ใช้ไม่ได้ มันต้องเห็นรังเกียจจริง ๆ ในเมื่ออารมณ์รังเกียจปรากฏอย่างนี้ชื่อว่าอารมณ์สมถภาวนาปรากฏ

คราวนี้เราทำกรรมฐานกองนี้ให้เป็นวิปัสสนาภาวนา สมถะทุกกองเป็นวิปัสสนาได้หมด ต้องควบกัน ถ้าไม่ควบกันมันก็เอาดีไม่ได้ เราก็มานั่งพิจารณาที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า

อัตภาพร่างกายที่เกิดมาแล้ว มันเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้

ทุกขัง เต็มไปด้วยความทุกข์

อนัตตา มันสลายตัว

เราก็มานั่งพิจารณาร่างกายที่เต็มไปด้วยความสกปรกนี่มันเป็นนิจจังหรืออนิจจัง ?

นิจจังแปลว่าเที่ยง อนิจจังแปลว่าไม่เที่ยง ความจริงความสกปรกมันเป็นนิจจัง คือความเที่ยง มันสกปรกเป็นปกติ นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย ร่างกายไม่เคยสะอาด เราอาจจะเถียงว่าอาบน้ำฟอกสบู่แล้วชำระร่างกายดีแล้ว นั่นมันเพียงแต่ผิวกำพร้า แต่อุจจาระปัสสาวะน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนองที่มีอยู่ในกายเรารีดออกมาหมดได้รึเปล่าล่ะ มันเอาออกมาไม่ได้มันก็สกปรกอยู่ตลอดเวลา แล้วร่างกายที่เต็มไปด้วยความสกปรกนี่มันทรงตัวไหม มันมีความแข็งแรงมันมีความสมบูรณ์ทรงตัวรึเปล่า หรือว่ามันมีความเสื่อมความโทรมอยู่เป็นปกติ นี่หันเข้ามาหาวิปัสสนาญาณว่ามันสกปรกแล้วเราก็พอทน คือว่าจำจะต้องอยู่ อยู่ด้วยอาการทนอยู่ ด้วยความรังเกียจ ตอนนี้เจ้าร่างกายที่เต็มไปด้วยความสกปรก แล้วมันไม่ใช่เท่านั้น มันยังมีความเสื่อม มันยังมีความโทรมเป็นปกติ มันมีความต้องการ ต้องการให้เราต้องบำรุงอยู่เสมอ ความต้องการของมันก็คือว่า หาของมาซ่อมมาแซมความเสื่อมของมัน ความเสื่อมก็ได้แก่ความเป็นเด็กเล็กมาเป็นเด็กใหญ่ จากผู้ใหญ่มาเป็นคนแก่ อันนี้เราก็เห็นความเสื่อมความโทรม หูก็ฝ้าตาก็ฟาง ฟันก็หัก ผมก็หงอก กายก็ค่อม เรี่ยวแรงก็หมดไป สติปัญญาก็เสื่อมทราม ไอ้นี่เป็นอาการเสื่อมที่เราเห็นถนัด แต่ทว่าคนไม่ยอมเห็นกัน เห็นแล้วไม่ยอมคิด นี่เป็นความโง่ สำหรับวิปัสสนาภาวนาก็เห็นด้วยปัญญาจริง ๆ ว่ามันเสื่อมลงไปทุกขณะจิต ความเสื่อมก็คือตัวไม่เที่ยง มันไม่ทรงตัว

พระพุทธเจ้ากล่าวว่า มันไม่เที่ยงแล้วมันเป็นทุกข์ ตรงไหน ?

ร่างกายเกิดมามีอวัยวะสมบูรณ์ตามปกติ แต่มันมีความเสื่อมสลาย ตัวเสื่อมนี่เอง มันต้องการให้เพิ่มเติมให้สมบูรณ์บริบูรณ์ เราก็ต้องแสวงหาอาหาร ต้องประกอบกิจการงานทุกอย่างเพื่อนำมาบำรุงร่างกาย ความต้องการเกิดขึ้นคือความหิวเป็นอาการของความทุกข์ การแสวงหาอาหารต้องประกอบกิจการงานทุกอย่างเต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก เป็นอาการของความทุกข์ นอกจากนั้นความป่วยไข้ไม่สบายปรากฏ โรคะแปลว่าเสียดแทง มันทำให้เกิดความลำบาก นี่ก็เป็นอาการของความทุกข์ นี่เพราะมันไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เราเป็นเด็กแล้วโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวเต็มตัว มีกำลังร่างกายแข็งแรงเราพอใจ แต่ทว่าเราก็ลืมมัน นับตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันนี้มันทุกข์อยู่ตลอดเวลา ทุกข์จากความหิวความกระหายความหนาวความร้อนความป่วยไข้ไม่สบายความปรารถนาไม่สมหวัง มันเบียดเบียนเรามาตลอดเวลา เป็นอาการของความทุกข์ คนที่มีปัญญาเท่านั้นจึงจะมองเห็น ในเมื่อถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาวเราพอใจ แต่มันก็ทรงอยู่ได้ไม่นานมันก็กลับแก่ นี่ทุกข์เพราะความแก่เข้ามาอีก ทุกข์เพราะร่างกายไม่สมบูรณ์ มีกำลังวังชาไม่คงที่ ไม่สามารถจะทำงานได้ตามปกติได้ สายตาที่เคยยาวก็กลับสั้นมองอะไรไม่ใคร่เห็น ฟันที่เคยเคี้ยวอาหารได้ดี ๆ ก็หัก เคี้ยวไม่ถนัดกินของไม่สะดวก หูก็ชักจะฝ้าตาก็ชักจะฟาง ร่างกายก็ทรุดโทรม นี่เป็นอาการของความทุกข์ ในที่สุดพระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นอนัตตา อนัตตาคือการสลายตัว ในที่สุดมันก็พัง

นี่ ในเมื่อร่างของเรามันสกปรกแล้วก็ไม่เที่ยง มีความทุกข์ มีการพังไปในที่สุด แล้วเราจะมานั่งหลงใหลใฝ่ฝันปรารถนาร่างกายของเรา ปรารถนาร่างกายของบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์อะไร ไม่ว่าร่างกายของใครทั้งหมด จะมีฐานะเช่นใดก็ตาม มีความรู้แบบไหนก็ตาม จะมีอำนาจวาสนาเท่าไหนก็ตาม มันก็มีความเสื่อม มีความทุกข์มีการสลายตัวไปในที่สุด แล้วเราก็มานั่งมัวเมาร่างกายของเรา มัวเมาร่างกายของบุคคลอื่น ก็ชื่อว่าเต็มไปด้วยความโง่ แล้วจะต้องเกิดใหม่ ความมัวเมาปรารถนามันเป็นกิเลส กิเลสแปลว่าอารมณ์เศร้าหมองของจิตคือจิตมันเต็มไปด้วยความโง่ เพราะความเศร้าหมองเกิดขึ้น ความทะเยอทะยานคือตัณหาความอยากได้มันก็เกิด อยากจะได้กายคนอื่นมาเป็นกายของเรา อยากจะให้กายของเราทรงอยู่ตามปกติ อยากจะให้ร่างกายของเราไม่สลายตัว มันเป็นไปได้ที่ไหน ไอ้การเกิดขึ้นแล้วการเสื่อมไปสลายตัวไปมันเป็นของธรรมดาห้ามมันไม่ได้ เหมือนกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นในเวลาเช้าก็ลับไปในเวลาเย็น ใครจะไปห้ามดวงอาทิตย์ได้ ถ้าเราห้ามดวงอาทิตย์ไม่ได้ฉันใด เราก็ห้ามความแก่ห้ามความตายของร่างกายไม่ได้

 

ในเมื่อร่างกายมันต้องแก่มันต้องตายมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เราห้ามมันไม่ได้ มันเป็นอะไรล่ะ ก็เรียกว่ากายคตาสติในตอนต้น แล้วก็มาเป็นสักกายทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าเห็นบอกว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ถ้ามันเป็นเราจริง มันเป็นของเราจริง มันสกปรกไม่ได้ เพราะเราไม่ต้องการให้มันสกปรก เราก็ต้องบังคับให้มันสะอาดให้มันทรงตัวได้ แต่นี่ด้านการสกปรกบังคับให้มันสะอาดเราก็ทำไม่ได้ มันเป็นเราจริง ๆ รึ ไอ้เรื่องความสะอาดความสกปรก ช่างเถอะปล่อยไปนิดหนึ่ง นี่เราเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว เราไม่อยากแก่ ห้ามได้ไหม ห้ามความแก่ได้ไหม เราก็ห้ามไม่ได้ เรามีร่างกายสมบูรณ์บริบูรณ์เราไม่อยากป่วย เราห้ามความป่วยได้ไหม เราก็ห้ามไม่ได้ แล้วในที่สุดมันจะป่วยก็ไม่ว่า มันจะแก่ก็ไม่ว่า เอาละมันจะยังไงก็ช่างมันห้ามไม่ได้ เราไม่ต้องการตาย เพราะยังห่วงลูกห่วงหลานห่วงทรัพย์สินที่เราหามาได้ด้วยความลำบาก แล้วเราบังคับมันไม่ให้ตายได้ไหม เราก็บังคับไม่ได้ ในเมื่อเราบังคับไม่ได้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในมัน มันไม่มีในเรา

 

ในเมื่อมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราห้ามปรามไม่ได้ ทะนุถนอมมันก็ไม่ทรงตัว ก็จะคบมันทำไมต่อไป วางขันธ์ ๕ คือร่างกายเสียให้หมด พิจารณาตามความจริง เอากายคตาสติเป็นที่ตั้ง ว่ามันสกปรก สร้างความรังเกียจแม้แต่ตัวเอง ไม่ใช่ไปนั่งรังเกียจเฉพาะบุคคลอื่น แม้แต่ร่างกายของเราเองนี่ก็ถือว่ามันมีสภาพเหมือนส้วมเคลื่อนที่ หรือว่าโลงศพเคลื่อนที่ ข้างในเต็มไปด้วยศพแล้วก็สกปรกสิ้นดี กลิ่นในร่างกายก็เต็มไปด้วยความเหม็น ถ้าข้างในมันหอมละก็ ดูอุจจาระปัสสาวะ มันเคลื่อนออกมามันเหม็นหรือมันหอม มันเหม็น แล้วเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่จริงๆ มันเหม็นยิ่งไปกว่านั้น นี่มันสกปรกอย่างนี้เราต้องการอะไรมัน มองเข้าไปหาจุดของความสกปรกให้เห็น นิพพิทาญาณจะเกิด คือเป็นวิปัสสนาญาณตัวที่ ๖

เมื่อนิพพิทาญาณเกิด ความเบื่อหน่ายในร่างกายเกิด ก็เบื่อมันต่อไปว่ามันสกปรก แล้วยังไม่พอ มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตามีการสลายตัว ไม่มีการทรงตัว ในเมื่อมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีการสลายตัวไปอย่างนี้เราจะเมามันเพื่อประโยชน์อะไร เราก็ทำใจให้เข้าถึงสังขารุเบกขาญาณ วิปัสสนาญาณนี่ไม่ต้องว่าตามลำดับ โจนมันไปเลย สังขารุเบกขาญาณมีอารมณ์วางเฉย ความต้องการในร่างกายไม่ต้องมีขึ้นมาอีก เลิก คิดว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ที่เต็มไปด้วยความสกปรกเต็มไปด้วยความไม่เที่ยงเต็มไปด้วยความทุกข์มีการสลายตัวไปในที่สุด เราไม่ต้องการมันอีก เราจะถือว่าเรามีร่างกายชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อไปร่างกายแบบนี้เราจะไม่มี เพราะเราไม่ต้องการมัน ปลดร่างกายเสีย ถือว่าร่างกายเป็นศัตรูใหญ่ เป็นภัยใหญ่ที่ทำให้เรามีความทุกข์ ที่เราต้องมาเกิดแก่เจ็บตาย เต็มไปด้วยความทุกข์แบบนี้ก็เพราะอาศัยเราโง่มาในกาลก่อน เห็นว่าร่างกายมันเป็นของดี มันเป็นเราเป็นของเรา ฉะนั้น จึงได้ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาอุปาทานและอกุศลกรรม

 

คราวนี้มาสังขารุเบกขาญาณ เขาทำกันยังไง ?

ผมมันจะหงอก ถือว่าเป็นเรื่องของธรรมดา ฟันจะหักถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หูจะฝ้าตาจะฟางมันจะแก่หลังค่อม ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วความตายจะเข้ามาถึง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา สังขารุเบกขาญาณแปลว่าความวางเฉยในสังขาร คือในขันธ์ ๕ ไม่ดิ้นไม่รน ไม่กระวนกระวายปล่อยเป็นเรื่องธรรมดา มันเกิดได้ก็แก่ได้ มันเกิดได้ แล้วมันก็ป่วยได้ มันเกิดได้มันก็ตายได้ มันจะตายก็ช่างมัน เพราะเราไม่ต้องการมัน ถือว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นภาระของมัน เมื่อจิตใจของเราไม่ยึดถือร่างกาย เรามีความเบื่อหน่ายในร่างกายของเราแล้ว ร่างกายของใครที่ไหนล่ะเราจะเห็นว่าสะอาด  ในเมื่อเราไม่มีความต้องการ ไม่ต้องการร่างกายของเราต่อไปอีก แล้วเราจะต้องการร่างกายของใคร เป็นอันว่าเมื่อถึงสังขารุเบกขาญาณ อารมณ์วางเฉยมันก็วางได้ไม่สนใจกับร่างกาย มันจะเป็นยังไงก็ช่าง เมื่อมันยังมีลมปราณอยู่ เราก็ปรนเปรอมัน เพราะเราต้องอาศัยมันเมื่อมันจะพังก็เชิญพังตามใจ คิดว่าร่างกายอย่างนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก เราเลิก ไม่ต้องการ ขันธ์ ๕ จะมีในสภาพเช่นใดก็ตามเราไม่ต้องการทั้งหมด เมื่อจิตเราไม่ต้องการในขันธ์ ๕ เสียอย่างเดียว กิเลสทั้งหมดมันก็หมด เมื่อมันมีอารมณ์ไม่ต้องการในขันธ์ ๕ เห็นว่าร่างกายขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตามีการสลายตัว ร่างกายเต็มไปด้วยความสกปรก อย่างนี้ก็ชื่อว่าเราเข้าถึงความเป็นผู้ไม่สงสัยในคุณพระรัตนตรัย

 

แล้วในเมื่อเราไม่ต้องการร่างกายอีก เราก็ต้องจับบันไดขั้นต้น นั่นคือทำศีลให้บริสุทธิ์ เพื่อจะก้าวไปสู่พระนิพพาน เมื่อศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว เราก็เข้าไปจับทำลายกามราคะ คือกามฉันทะ มีความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย เป็นต้น นี่เราก็พิจารณากายคตาสติ อาการอย่างนี้มันก็ไม่ปรากฏ รูปสวยมันก็ไม่มี เสียงเพราะมันก็ไม่มี รสอร่อยมันก็ไม่มี กินเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น ไม่หลงในรสอาหาร ถ้าเรายังหลงในรสอาหารอยู่ นี่ก็ชื่อว่าเราหลงอบายภูมิ เราหลงในรูปสวย ในเสียงเพราะ ก็ชื่อว่าเราหลงในอบายภูมิ อบายเป็นดินแดนของความเร่าร้อน มันเป็นทุกข์ นี่เราก็ไม่มีความหลง ช่างมันปะไร ร่างกายมันจะเป็นยังไงก็ช่าง เราไม่ติด ไม่ติดในรูป ในเสียง ในรส ในกลิ่น แล้วไม่ติดในสัมผัส มีความรังเกียจเห็นว่าสกปรก กามฉันทะมันก็ตัดไป

เมื่อกามฉันทะปลดไปแล้ว โทสะมันยังเหลือ เราก็คิดว่าร่างกายนี่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วก็ไม่ใช่ของคนอื่นด้วย มันเป็นเพียงส่วนกลาง เป็นธาตุ ๔ มาประชุมกัน เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว เราจะโกรธคิดประหัตประหารเขาเพื่อประโยชน์อะไร ไม่ต้องไปฆ่ามันชาวบ้าน มันตายหมด ไม่ต้องไปทรมานเขา เขาก็เป็นทุกข์หมด เขาทุกข์อยู่แล้ว จะตายอยู่แล้ว จะไปทำอะไรเขา นอกจากจะไม่ทำแล้วก็ยังมีจิตเมตตาสงสาร ความรักความสงสาร ว่าเออะ นี่เขาโง่นะที่มาหลงในร่างกาย มาแกล้งทำตัวเป็นเด่น ทำให้เกิดโทสะกับบุคคลอื่น นี่เขาโง่จริงๆ เขาหลงในอบายภูมิ เราไม่เอาด้วย ปลดเปลื้องความโกรธเสียด้วยอำนาจของเมตตาบารมีหรือพรหมวิหาร ๔  นี่มันสังขารุเบกขาญาณนี่ มันก็วางเสียซิ จะว่ายังไงก็เชิญด่ายังไงก็เชิญฉันไม่ยุ่ง ไอ้ที่เขาด่าน่ะเขาไม่ได้ด่าเรา เขาด่าขันธ์ ๕ ในเมื่อขันธ์ ๕ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจะไปโกรธเราทำไม นี่สังขารุเบกขาญาณเป็นแบบนี้ เมื่อเราวางอารมณ์โทสะเสียได้แล้วเราก็เป็นพระอนาคามี เห็นไหมล่ะสักกายทิฏฐิ ถึงพระนิพพาน จะว่าสมถะไม่ดี นี่ก็เพราะความโง่เท่านั้น พระอรหันต์ก็ยังใช้สมถะเป็นปกติเพื่อความอยู่เป็นสุข

 

ในเมื่อเข้าถึงอนาคามีแล้ว เราก็เหลืออนุสัยตัวเล็ก ๆ เรามองดูรูปฌานและอรูปฌานว่า เอ้อ ไอ้นี่ไม่ใช่ตัวนิพพานไม่พ้นทุกข์ เรายึดรูปฌานและอรูปฌานเป็นกำลังเพื่อก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน ไม่ใช่ได้ฌานแล้วมานอนตีพุง ว่าเราเป็นผู้วิเศษแล้ว นั่นมันใจนรก ไม่ใช่ใจสวรรค์ ไม่ใช่ใจนิพพาน เพราะรูปฌานและอรูปฌาน ยังไม่สามารถจะปลดเปลื้อง ยังไม่สามารถจะตัดความเกิดได้ นี่เราก็เห็นรูปฌานและอรูปฌานเป็นกำลังใหญ่ทรงกำลัง มีกำลัง รักษากำลังให้ทรงตัว รักษาฌานไว้แต่ไม่ตั้งอยู่เท่านั้น ก้าวต่อไป

 

ใช้กำลังของฌานเป็นกำลังใหญ่เข้าไปตัดมานะความถือตัวถือตน เห็นว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา ยกทิ้งไปว่าไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรเลว มันเป็นไปตามสภาวะของมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรน่ารังเกียจแล้วไม่มีอะไรน่ารัก ไม่รักด้วยไม่รังเกียจด้วย คือรังเกียจคนอื่น รังเกียจกายของบุคคลอื่น รังเกียจกายเขาว่าเขาต่ำกว่าเรา เลวกว่าเรา อันนี้ไม่มี มันสกปรกเหมือนกัน มันพังเหมือนกัน มันเป็นเรือนร่างเป็นที่อาศัย เราจะเข้าไปยุ่งกับมันทำไม

 

แล้วก็รักษาอารมณ์ใจให้ตรงเฉพาะพระนิพพาน ตัดอุทธัจจะความฟุ้งซ่านทิ้งเสีย อารมณ์อื่นไม่ต้องการ ต้องการอารมณ์อย่างเดียว คือพระนิพพาน อารมณ์พระนิพพานเป็นยังไง จิตมีความสุข ไม่สนใจกับขันธ์ ๕ ยอมรับนับถือ เจ็บก็เจ็บซิ ป่วยก็ป่วยซิ ร้อนก็ร้อน หนาวก็หนาวตามใจ มันร้อนก็อาบน้ำ มันหนาวก็เอาผ้ามาห่ม มันทนไหวก็ไหว ทนไม่ไหวตายช่างมัน นี่อารมณ์เราไม่ยอมไปยุ่งกับขันธ์ ๕ มากเกินไป เราปรนเปรอมันบ้างตามเวลา เพราะมันจะหิวก็ต้องหาให้มันกิน มันร้อนก็ต้องหาน้ำมาอาบ เมื่อมันหาวก็หาผ้ามาห่ม เป็นการทำลายทุกขเวทนาเพราะเราต้องอาศัย แล้วคิดว่าที่เราทำยังงี้ ทำไปเพื่อรักษากำลังใจให้คงที่ มันจะพังเมื่อไรก็เชิญ นี่สังขารุเบกขาญาณ ใจมันสบายแบบนี้

 

เมื่อทำลายอุทธัจจะได้แล้วก็ทำลายอวิชชา ความโง่ ก็ตัดฉันทะ ความพอใจในร่างกายเสียให้สิ้น ตัดราคะความเห็นว่าร่างกายเป็นของสวยสดงดงามเสียให้หมด ตัดความพอใจ คือฉันทะต้องการที่จะมีร่างกายต่อไปอีก ตัดมันทิ้งไป เราไม่ต้องการมันอีก เราจะไม่มองเห็นว่าร่างกายประเภทนี้มีความสวยสดงดงามหรือมีความสะอาด เมื่อตัดได้แล้วอารมณ์ก็มีความสุข อย่างอารมณ์พระอรหันต์ อารมณ์พระอรหันต์น่ะมีความสุขจริง ๆ ไม่มีอาการขึ้นไม่มีอาการลง ไม่ติดในขันธ์ ๕ ไม่ติดในร่างกาย ในเมื่อไม่ติดในร่างกายเสียอย่างเดียว ร่างกายเรา เรายังไม่ติดมันแล้วจะติดร่างกายใคร ในเมื่อเราไม่ติดในร่างกายเราและไม่ยึดถือร่างกายเราว่า ร่างกายนี่มันเป็นเรา เป็นของเราแล้ว เราจะเห็นว่าร่างกายของบุคคลอื่นเป็นเราเป็นของเราได้ยังไง แล้วทรัพย์สินนอกกายยังจะเห็นว่าเป็นเราเป็นของเราอยู่ได้ยังไง มันก็ตัดไปหมด เมื่อตัดเสียแล้วยอมรับนับถือกฎของธรรมดา อารมณ์ใจมันก็สบาย แบบเราเห็นพอสว่างขึ้นมาเรารู้ว่าวันนี้มีแดด แสงแดดมันเป็นความร้อน เรารู้ว่ามันจะเป็นยังงั้น ใจมันก็ปกติไม่ดิ้นรน พอค่ำลงไปอากาศเย็นเรารู้ว่าอากาศมันเย็น เราก็ไม่กระวนกระวาย นี่สิ่งใดถ้ามันเป็นธรรมดาเรายอมรับนับถือมัน ใจเราก็เป็นสุข ร่างกายก็เหมือนกัน มันสกปรกเราก็รู้ว่ามันสกปรก มันไม่เที่ยงเราก็รู้ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์เราก็รู้ว่ามันเป็นทุกข์ มันจะต้องสลายตัวเราก็รู้ว่ามันต้องสลายตัว เราก็ไม่ฝืนมัน มันฝืนไม่ได้ใจก็สบาย ตายก็เชิญฉันไม่ต้องการ เป็นอันว่าทำจิตได้อย่างนี้ก็ชื่อว่าเราใช้สมถะกับวิปัสสนาควบกันไปในขณะเดียวกัน การเข้าถึงพระนิพพานมันก็ของไม่ยาก

 

ขอท่านทั้งหลายผู้รับฟังและหวังดีกับตัวเองนำไปพิจารณาทุกลมหายใจเข้าออก อัตตนา โจทยัตตานัง เตือนใจของตนเองไว้ ว่าวันไหนมันหลงร่างกายของเราบ้างไหม ว่าร่างกายของเราแข็งแรงดี สวยสดงดงามผิวพรรณผ่องใส มีอารมณ์ใจสบายเพราะว่าร่างกายเราแข็งแรงมันสวยมีไหม ถ้ามีจงรู้ว่านั่นโง่เต็มทีแล้ว เป็นอารมณ์ของอบายภูมิ ตอนนี้วันไหนล่ะที่เราเห็นว่า แหม ร่างกายคนอื่น มันสวยมีไหม ถ้ามันมีก็แสดงว่าเราโง่เต็มที เราพึงคิดไปว่าไอ้เจ้าโง่ตัวนี้เราไม่คบ เพราะร่างกายมันเป็นยังไง เรารู้อยู่แล้ว สกปรก เราก็สกปรกคนอื่นก็สกปรก ร่างกายมันไม่ใช่เรา มันเป็นบ้านเช่าชั่วคราว เราเลิกไม่ต้องการมันอีก สังขารุเบกขาญาณใช้ให้เป็นอารมณ์ วางเฉยต่อสิ่งที่จะเข้ามากระทบ คือโลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ สุขทุกข์ อารมณ์ ๘ ประการเกิดขึ้น เรามีอารมณ์สบาย ปกติ ไม่มีอะไรหวั่นไหว ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มีจิตใจจับเฉพาะอย่างเดียว คือพระนิพพาน ทำศีลให้บริสุทธิ์ ทำสมาธิให้ตั้งมั่น ใช้ปัญญายอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง ไม่ดิ้นรน มีอารมณ์สบาย เป็นอันว่ากรรมฐานกองนี้ ถ้าทำได้แค่นี้ ท่านก็เป็นอรหันต์ มันไม่ยากคิดไว้ทุกวัน คิดไว้เสมอทุกวัน ทุกลมหายใจเข้าออก ตื่นขึ้นมาแล้วก็ดูกายสกปรก ดูกายไม่เที่ยง ดูกายเป็นทุกข์ ดูกายเป็นอนัตตา อารมณ์มันจะชิน จะเป็นปกติ ในที่สุดมันก็เปลื้องได้

 

ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านพยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก ท่านจะพิจารณากรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตามที่ศึกษามาแล้วก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัย หรือจะภาวนาว่ายังไงก็ได้ ถ้าทางที่ดีภาวนาอย่างอื่นมันยาวเกินไป เวลาใกล้จะตายจะลำบากมันจะเหนื่อย ก็ควรใช้คำภาวนาว่าพุทโธง่ายด้วย แล้วก็มีคุณใหญ่เพราะว่าเป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน เอ้าต่อแต่นี้ไปทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา