๒๗.
เทวตานุสสติ
สำหรับวันนี้จะได้ให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสศึกษาพระกรรมฐานตามลำดับ
ที่แล้วมาที่พูดไว้แล้วได้พูดถึงจาคานุสสติ วันนี้จะได้พูดถึงเทวตานุสสติ รวมความว่าอนุสสติทั้ง
๖ ประการตามที่กล่าวมาแล้ว ๕ ประการและวันนี้อีก ๑ รวมเป็น ๖ ประการนี้ ฉะนั้น
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงมีกรรมฐานไว้โดยเฉพาะสำหรับท่านที่มีสัทธาจริต
คือมีความเชื่ออยู่แล้วให้พยายามหันเหความเชื่อเข้ามาอยู่ในขอบเขตของความดี
ไม่ใช่เชื่อเลอะเทอะไป ให้เชื่อในความดีของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ของศีล
ของการบริจาค ตัดโลภะ เป็นความดีอย่างประเสริฐ
เป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่าย
สำหรับอันดับที่
๖ นี้ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงแนะนำให้ใช้เทวตานุสสติ
คำว่าเทวตานุสสติแปลว่านึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์ อนุสสติแปลว่าตามนึกถึง
เราก็มานั่งมองดูกันถึงความดีของเทวดา เทวดาท่านทำยังไงถึงได้ว่าดี
ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงให้นิยมนับถือเทวดา ก็พระพุทธเจ้ามีอยู่แล้ว
ทำไมไม่เกณฑ์ให้นับถือเฉพาะพระพุทธเจ้าอย่างเดียว
ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญูรู้ดีจริงๆ
คือว่าอารมณ์ของคนนี่จะไปเกณฑ์ให้จิตจับอยู่แต่พระนิพพาน โดยเฉพาะอย่างเดียวนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
คือกำลังใจหรือว่ากำลังบารมีของบุคคลไม่เสมอกัน
องค์สมเด็จพระทรงธรรม์จึงใช้วิธีผ่อนปรนในอันดับแรก ให้ทำจิตของตนในระยะต่ำเสียก่อน
คือว่าให้นึกถึงความดีของเทวดาแล้วก็ปฏิบัติอย่างเทวดา เมื่อตายแล้วก็เป็นเทวดาได้
คราวนี้เทวดาท่านบอกว่าอยู่บนสวรรค์ชั้นกามาวจร
หากว่าเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นกามาวจรได้ เราก็เป็นพรหมได้
เพราะก้าวขึ้นไปอีกก้าวเดียวก็เป็นพรหม คราวนี้ถ้าขึ้นไปเป็นพรหมได้แล้ว
ก็ไปนิพพานได้ เพราะขยับขึ้นไปอีกนิดเดียวก็ไปนิพพาน
นี่จะเห็นความฉลาดขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะมีมาก
นี่กล่าวมาโดยย่อจะต้องรวบรัดเพราะเวลาจำกัด
สำหรับเทวตานุสสตินี้
พระพุทธเจ้าให้นึกถึงความดีของเทวดา แต่ว่าไม่ใช่ให้นึกจับใจจับภาพของเทวดา
ว่าเทวดาองค์นั้นสวย เทวดาองค์นี้สวย นางฟ้าองค์นั้นสวย นางฟ้าองค์นี้สวย
ไม่ใช่อย่างนั้น หรือว่าเทวดาองค์นั้นๆมีวิมานแก้ว ๗ ประการ แก้ว ๓ ประการ แก้ว ๕ ประการ
ก็ไม่ใช่ยังงั้น การนึกถึงเทวตานุสสติ การนึกถึงเทวดาเป็นอารมณ์ คือ จับเอาหัวใจของเทวดามาใช้
เพื่อเราจะได้เป็นเทวดาไปด้วย หัวใจของเทวดานั้นมีอยู่ ๒ อย่าง เป็นธรรมะ
ท่านเรียกว่า หิริโอตัปปะ ที่ท่านกล่าวว่าเป็นเทวธรรม
คือธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นเทวดา ธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นเทวดามีสองจุด คือ
หิริอย่างหนึ่ง โอตัปปะอย่างหนึ่ง หิริแปลว่าความละอายต่อบาป โอตัปปะ
ความกลัวผลของบาปจะให้ผลเป็นเครื่องเดือดร้อน นี่ คนที่ทรงคุณธรรมความดี ๒ ประการ
เป็นเทวดาได้อย่างสบาย และเป็นเทวดาชั้นสูง
ที่พระพุทธเจ้าให้เรารู้จักหัวใจของเทวดาหรือธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา
ให้นึกถึงเทวดา แม้แต่ภุมมเทวดาก็ตาม ที่เราพากันยกศาลพระภูมิเจ้าที่
ความจริงเราก็เลยนึกว่าท่านเป็นเจ้าของพื้นที่ดิน แต่ความจริงไม่ใช่
พระภูมิเจ้าที่ท่านเรียกว่าภุมมเทวดา
ซึ่งแปลว่าเป็นเทวดาผู้มีบุญน้อยวาสนาบารมีน้อย วิมานอยู่กับพื้นดิน
การยกศาลพระภูมิก็ไม่ใช่ว่าจะให้เทวดามาอยู่บนศาลพระภูมิ เป็นแต่ว่าเรายอมรับนับถือเทวดา
การยกศาลพระภูมิ ถ้าเราจะไหว้พระภูมิหรือไหว้ภุมมเทวดา
อย่างชนิดเรียกว่าท่านมาเป็นยามรักษาบ้าน อันนี้ก็ไม่เข้าถึงจุดความจริง
ถ้าเราเห็นศาลของภุมมเทวดาเมื่อไรก็นึกว่า นี่ท่านเกิดมาเป็นเทวดา ไม่แก่ ไม่เจ็บ
ไม่ตาย ไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่มีภาระ ไม่ต้องหุงข้าว หุงปลา ไม่ต้องทำนา ค้าขาย
ไม่ต้องรับราชการ รับจ้าง ความเสื่อมโทรมของร่างกายไม่มี มีแต่ความสุข
ความร้อนเกินไปสำหรับเทวดาไม่มี
มีแต่ความเยือกเย็นมองไปเห็นศาลของเทวดาหรือภุมมเทวดาละก็คิดอย่างนี้
แล้วก็คิดต่อไปว่าความดีที่เป็นเทวดาแม้แต่เทวดาหางแถวก็ยังดีกว่าเราซึ่งเป็นคนหัวแถว
คนหัวแถวคนแรกก็ได้แก่กษัตริย์หรือว่าประธานาธิบดี
เรียกว่าเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหมดในชาตินั้น ก็มีความแก่ ความป่วย ความตาย ความกระหาย
ความกระทบกระทั่งกับอารมณ์ต่างๆ พอใจบ้างไม่พอใจบ้าง มีความทุกข์ตลอดเวลา
มีความทรุดโทรม มีความกระสับกระส่าย มีความตายไปในที่สุด แต่เทวตาไม่มี
จะมีก็เพียงแต่ว่าจุติเวลาหมดบุญวาสนาบารมี ยามปกติเทวดามีความสุข
นี่การยกศาลพระภูมิ ถ้าไหว้พระภูมิแล้วละก็เขาไหว้แบบนี้
เราก็ดูกันต่อไปว่าท่านเป็นเทวดาได้ยังไง
ความสำคัญจริงๆที่เป็นเทวดาได้แบบเทวดาชั้นดีก็มีหิริความละอายต่อความชั่ว
ลองนึกดู ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดเราอาย โอตัปปะ
เกรงกลัวผลของความชั่วจะเข้ามาทับใจให้เกิดความทุกข์
ความชั่วนี่มันเข้าที่ไหนมันก็สร้างความทุกข์ที่นั่น
มันหาความสุขกายสุขใจอะไรไม่ได้เลย นี่สองจุดนี่ อายความชั่ว แล้วก็เกรงกลัวผลของความชั่ว
เมื่อเราทั้งอายทั้งกลัวความชั่ว เราก็ทำชั่วไม่ได้ ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง
เราทำไม่ได้แน่ อายแล้ว อายไม่พอแถมกลัวด้วย นี่คนอายความชั่วกลัวชั่ว
ไม่กล้าทำความชั่วมันเหลืออะไร ในเมื่อเราไม่ทำความชั่ว มันก็เหลือแต่ความดี
อารมณ์จิตของเรามันมี ๒ อย่างเท่านั้น รับอารมณ์ ๒ อย่าง ไม่รับชั่วมันก็รับดี
ทีนี้
อารมณ์จิตของเราไม่รับชั่ว เหลือแต่ความดีโดยเฉพาะ
เข้าในพระบาลีที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า สัพพปาปัสสะ อกรณัง
ว่าท่านทั้งหลายจงอย่าทำความชั่วทั้งหมด นี่การเจริญเทวตานุสสติเข้าในพระพุทธฎีกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตั้งเป็นธรรมนูญของพระศาสนาเข้าไว้ว่า
สัพพปาปัสสะ อกรณัง จงอย่าทำความชั่วทั้งหมด แล้วก็
กุสลัสสูปสัมปทา จงทำแต่ความดี การเจริญเทวตานุสสติตามแบบของอนุสสติเดิม
เรามานั่งใคร่ครวญ นั่งคิดถึงอยู่ตลอดเวลาว่า อันดับอย่างต่ำของความดีขั้นมีความสุขก็คือเทวดา
สูงขึ้นไปอีกนิดคือพรหม สูงที่สุดก็คือพระนิพพาน เวลานี้เราตั้งใจว่าเราจะไปนิพพาน
แต่ว่าเรามีความดีถึงระดับของเทวดาแล้วหรือยัง นี่เป็นเครื่องวัดใจเรา
ต้องวัดไว้เสมอนะ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนด้วยตนเอง
แล้วจะมานั่งนึกว่า เอ๊ะนี่เราดีเท่าเทวดาแล้วหรือยัง เราจะไปนิพพาน
เทวดาท่านดีตรงไหนล่ะ เทวดาท่านดีตรงที่ท่านไม่ทำความชั่ว เพราะอาย เป็นคนขี้อาย
อายชั่วแล้วเกรงกลัวชั่ว เป็นคนขี้ขลาดไม่อยากจะทำชั่ว กลัวความชั่ว
นี่เวลานี้ใจของเราเท่าใจของเทวดาแล้วหรือยัง ความชั่วทั้งหมด ทั้งในด้านศีล
เป็นพระ เป็นเณร ฆราวาสก็เหมือนกัน อยู่ในขอบเขตของศีลของตัวโดยเฉพาะตามหน้าที่
ขึ้นชื่อว่าความชั่วเฉพาะศีลนี่เป็นขอบเขตของพระพุทธศาสนา เราไม่ละเมิด
แล้วก็ไม่ละเมิดระเบียบประเพณีของแต่ละชาติ แต่ละภาษา แต่ละหมู่
แต่ละคณะที่เราอยู่ ไม่ละเมิดต่อกฎหมายของบ้านเมือง คือไม่ทำด้วยความเต็มใจ
ถ้าเรารู้สึกว่าจะละเมิดกฏหมายบ้านเมืองระเบียบประเพณีหรือศีลเมื่อไร
ความอายนี่มันปรากฏ
รู้สึกสั่นสะท้านเกรงกลัวผลของศีลผลของการละเมิดศีลประเพณีและกฏหมายของบ้านเมือง
นี่อย่างนี้เรียกว่าเราก้าวเข้าสู่ความเป็นเทวดา เราอายแล้วเราก็กลัว
ไม่ยอมปฏิบัติตามนั้น คือไม่ยอมละเมิด นี่
ที่ใจของเราปักอยู่อย่างงี้โดยเฉพาะแล้วเราก็คิดไว้ว่านี่เราทำอย่างนี้เราเป็นเทวดาได้
ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายทำได้อย่างดีก็ไม่ใช่ภุมมเทวดา ลงอายความชั่วจริงๆ
เกรงกลัวผลของความชั่วจริงๆ เอาจิตจับจิตอยู่ไว้เสมอ เรียกว่าจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน
ถ้าเราเจริญในด้านนี้ เช้าเราก็มองดูจิตว่า เอ
ตั้งแต่เช้าเมื่อวานถึงเช้าวันนี้น่ะเราหน้าด้านใจด้านบ้างหรือเปล่า
คือหมายความว่าละเมิดหิริและโอตัปปะเวลาไหนที่เราไม่อายชั่ว
เวลาไหนที่เราไม่เกรงกลัวผลของความชั่ว มีบ้างไหม นั่งจับอารมณ์ใจให้รู้
ถ้าบังเอิญมันจะมีขึ้นละก็ตั้งใจไว้เสียใหม่ว่า
วันนี้ตลอดวันเราจะไม่ยอมให้ความชั่วเข้ามาสิงใจ
เพราะมันจะเป็นปัจจัยให้ไปสู่อบายภูมิ
นี่ใคร่ครวญจิตอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาเรียกว่าเจริญเทวตานุสสติกรรมฐาน
ถ้าท่านเจริญเทวตานุสสติกรรมฐานแบบนี้โดยใช้อารมณ์เบาๆ
คือจิตของท่านเข้าสู่อุปจารสมาธิแล้วเป็นเทวดาได้ หรือว่าขณิกสมาธิก็เป็นเทวดาได้
หากว่าเราเอาจิตจับไว้โดยเฉพาะ หิริและโอตัปปะมันจุดตรง
อย่างนี้สมเด็จพระพุทธองค์บอกว่าเป็นเทวดาได้ แล้วชั้นดีเสียด้วย
ถ้าเราเจริญเทวตานุสสติกรรมฐานเราจับหิริและโอตัปปะ
ใคร่ครวญพิจารณาอยู่ป้องกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อนานๆเข้าอารมณ์จิตมันชิน
ทีแรกก็ต้องระมัดระวัง ระวังเช้า ระวังกลางวัน ระวังกลางคืนจนกว่าจะหลับ
คอยตรวจหน้าตรวจหลัง ระมัดระวังการพูด การทำ การคิด ว่ามันจะน้อมเข้าไปในความชั่ว
การทำบ่อยๆมันชิน ตอนชินนี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท จะนั่งอยู่ก็ดี จะยืนอยู่ก็ดี
จะเดินอยู่ก็ดี ทำอะไรอยู่ก็ตาม
อารมณ์จิตมันทรงอารมณ์อยู่เป็นปกติเรียกว่ามันเป็นอัติโนมัติ ไม่ยอมพูดชั่ว
ไม่ยอมทำชั่ว ไม่ยอมคิดชั่ว อารมณ์มันทรงตัว
ใครทำอะไรจุ้นจ้านพลุ่งพล่านยังไงก็ตามเถอะ ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ใจของเราก็ไม่น้อมไปในความชั่ว
ไม่กวัดแกว่งไปสู่อารมณ์ของความชั่ว
อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า อาศัยที่ท่านใคร่ครวญแต่ความดี คือ
หิริและโอตัปปะ หรือเลี่ยงผลของความชั่ว เกรงกลัวผลของความชั่ว
อารมณ์จิตของท่านเป็นฌาน คำว่าฌานนี่คือว่าอารมณ์มันทรงอยู่ตลอดเวลา
คำว่าตลอดเวลาก็หมายถึงว่าเราหมดจากภาระอย่างอื่นแล้วจิตมันก็ทรงอยู่แบบนี้
ป้องกันความชั่ว จิตทรงตัว ขึ้นชื่อว่าความชั่วไม่ยอมละเมิด
อารมณ์มันสบายใจเป็นสุข ใจเป็นสุขตลอดคืนตลอดวัน มีความภูมิใจว่าเวลานี้เราดี
เราสะอาดพอแล้ว จิตใจของเราสะอาดตามที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงสอน อารมณ์สบาย
ใจมันเป็นฌาน พอใจมันเป็นฌาน ตายแล้วมันไปไหนล่ะ
แทนที่เราจะอยู่ที่เทวดาก็ย่องไปพรหมแล้ว นี่เทวตานุสสติ
อนุสสติเขาบอกว่าได้แก่อุปจารสมาธิ นี่ถ้าทำไม่เป็นล่ะมันก็แค่นั้นแหละ
ถ้าเรามีความเข้าใจสักนิดหนึ่งละก็ เราก็ไปเป็นพรหมได้
คือทรงอารมณ์จิตนั่นให้มันทรงตัว วันทั้งวัน คืนทั้งคืน
เราไม่ยอมน้อมจิตเข้าไปหาในความชั่ว คอยระวังมันไว้ เวลาจะพูดระวังปาก
เวลาจะทำระวังกาย เวลาจะคิดระวังใจ ใจทรงอยู่ในความดีเป็นปกติ เขาเรียกว่าทรงฌาน
เราก็ไปเป็นพรหม
คราวนี้เมื่อจิตทรงฌานได้แล้ว
นี่ก้าวเดียวก็ไปพระนิพพาน เราก็มานั่งนึกว่า
ความชั่วที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงห้ามเราละได้แล้วทั้งหมด
แล้วองค์สมเด็จพระบรมสุคตกล่าวว่า อีกจุดหนึ่ง สจิตตปริโยทปนัง
จงทำใจให้ผ่องใส แต่ความจริงเราทรงอยู่ในหิริโอตัปปะ คือ เกรงความชั่ว
กลัวความชั่ว จนอารมณ์จิตเป็นฌาน มันก็ใสแล้ว
อารมณ์จิตเป็นแก้วควรแก่การเจริญวิปัสสนา
เราก็มานั่งนึกดูว่า การเป็นเทวดาก็ดี การเป็นพรหมก็ดี
ถ้าหมดวาสนาบารมีเมื่อไร เราก็ต้องจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ ความดีที่สุดคือพระนิพพาน
ทำยังไงล่ะ เราก็ตั้งใจว่านี่เรารักษาความดีถึงระดับพรหมได้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วว่าเราไม่ต้องการมาเกิดเราจะไปนิพพาน
เราก็ตัดขันธ์ ๕ โยนทิ้งไป คราวนี้ใจมันสะอาด ใจมันบริสุทธิ์ ใจมันทรงตัวมีกำลัง
มันก็ทำไม่ยาก เราก็ตั้งใจตัดสักกายทิฏฐิ ถือว่าร่างกายของมนุษย์มันเลว
มันเต็มไปด้วยความสกปรก เต็มไปด้วยความโสโครก เต็มไปด้วยความทุกข์
เต็มไปด้วยความเสื่อม เต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
ปรนเปรอเท่าไรก็ไม่มีการทรงตัว หาความเที่ยงไม่ได้
ในเมื่อมันไม่เที่ยงแล้วก็มันมีแต่ความทุกข์ ในที่สุดมันก็สลายตัว
เราจะมานั่งมัวเมาหวังอยู่ในกายเพื่อประโยชน์อะไร ร่างกายเป็นธาตุ ๔ ธาตุน้ำ
ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นเรือนร่างที่อาศัยชั่วคราว เป็นปัจจัยของความทุกข์
ถ้าเรามีความอยากเกิดต่อไป เราก็อยากทุกข์ เวลานี้เราเป็นเทวดาได้แล้ว
มีความดีมีความสุขในฐานะที่เป็นเทวดาหรือพรหม
แล้วทำไมเราจึงจะนิยมกลับลงมาเกิดให้มันมีความทุกข์ต่อไป จึงต้องจับกำลังใจให้คงที่ว่า
ขึ้นชื่อว่าอัตภาพที่ประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ นี้จะไม่มีสำหรับเราในกาลต่อไป
เราจะยอมโง่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปขึ้นชื่อว่าความโง่ที่จะปรารถนามามีขันธ์ ๕
คือร่างกายอย่างนี้ไม่มีอีก เรามีความต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน แล้วก็รวบรวมกำลังใจเพื่อทำให้เข้าถึงซึ่งพระนิพพาน
ตอนนี้มันง่ายเพราะใจมันดีซะแล้ว มันสะอาด แล้วก็มองไปว่า โลภะ ความโลภ
เป็นปัจจัยของความไม่สะอาด เราต้องการมันหรือ คนที่มีหิริโอตัปปะ มันก็ตัดอยู่แล้ว
ตัดความโลภอยู่แล้ว มีความสันโดษพอใจในทรัพย์สินที่มีอยู่เฉพาะที่เราหาได้
คือหาได้โดยไม่คดไม่โกงใคร แล้วก็มองให้ละเอียดลงไปว่า
ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้มันไม่เป็นปัจจัยของความดีจริงๆ
มันเป็นประโยชน์สำหรับเมื่อมีร่างกายอยู่ แต่ว่าเป็นปัจจัยของความทุกข์
จะต้องห่วงจะต้องระมัดระวังหวงแหนมันอยู่ตลอดเวลา เป็นอันว่ามันไม่ใช่ความสุขจริง
เราก็วางภาระเสีย ไม่ใช่วางแล้วโยนทิ้ง มันจำจะต้องหามาก็หามาตามหน้าที่
มีกินมีใช้แต่จิตใจไม่ผูกพัน ตายเมื่อไรก็ช่างมัน มันจะไปไหนก็ช่างหัวมัน
ตายแล้วก็แล้วกัน แม้แต่ร่างกายของเราก็ไม่คำนึงถึง
โทสะ
ความโกรธ อันนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ โกรธทำไม โกรธมันทำลายใจให้ผิดปกติ
คือว่าทำลายความสุขของใจ อารมณ์โกรธเป็นอารมณ์เผาผลาญให้เกิดความเร่าร้อน
ดีไม่ดีอารมณ์โกรธก็เป็นตัวก่ออันตรายก่อภัยให้เกิดแก่ตน คนทุกคนเกิดมาแล้วก็ป่วย
คนทุกคนเกิดมาแล้วก็ตาย เต็มไปด้วยความทุกข์ มันไม่มีอะไรเป็นความสุข
เราจะไปสนใจกับความโกรธเพื่ออะไร นอกจากจะไม่โกรธแล้วก็มีเมตตากรุณา
คือความรักและความสงสารเข้ามาแทนที่ อารมณ์อย่างนี้มันมีความสุข
นี่เราทำลายความโกรธเสียด้วยอำนาจของเมตตาพรหมวิหาร คือความกรุณาความสงสาร
จิตใจของเราทรงอารมณ์อย่างนี้ตลอดวัน
ต่อไปก็ทำลายรากฐานตัวสุดท้าย
คือความหลง คือมองปลงไปว่าร่างกายเต็มไปด้วยความทุกข์
โลกเต็มไปด้วยความสกปรก หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ ยึดอารมณ์ใจ
คือตัดอารมณ์ฉันทะ คือความพอใจที่เราจะมาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดา
เกิดเป็นพรหม เรามีความนิยมเฉพาะพระนิพพาน ตัดราคะ ความกำหนัดยินดี เห็นว่าโลกสวย
เทวดาสวย พรหมสวย สามสวย ความจริงมันก็มีสวยอยู่เหมือนกัน แต่มันสวยไม่คงที่
ไม่ตลอดกาล ไม่ตลอดสมัย
ถึงจะเป็นต้นไม้ก็เป็นต้นไม้ล้มลุกคลุกคลานต้องสร้างกันบ่อยๆ
ที่มีความสวยคงทนถาวรได้จริงๆ ก็คือพระนิพพาน เราจับใจไปเฉพาะที่นั่น
เราจะไม่มัวเมาในทรัพย์สินทั้งหลาย จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
แม้แต่ร่างกายของเราก็ดี เราไม่มีความยินดีที่จะปกครองมันต่อไป
ถ้าเราตายแล้วเมื่อไร เราก็เลิก ใจเราก็มีความสุข ความโลภไม่มีก็มีความสุขใจ
ความโกรธความพยาบาทไม่มี ความเดือดร้อนมันก็ไม่มี
ความกระสับกระส่ายของจิตก็ไม่เกิดขึ้น ใจมันก็สบาย เราไม่ยึดถือแม้แต่ร่างกาย
ว่ามันเป็นเราเป็นของเรา แล้วในเมื่อเราไม่ยึดถือร่างกายเสียอย่างเดียว
เราปล่อยร่างกายเสียอย่างเดียวก็ชื่อว่าปล่อยหมดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก
ความเมามันก็ไม่เกิด เพียงเท่านี้เราก็เข้าถึงพระนิพพานได้ไม่ยากนัก
ที่ว่าไม่ยากก็เพราะว่าเทวตานุสสติทำให้ใจของเราสะอาดผิดปกติ มันสะอาดมากอยู่แล้ว
ที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนให้ขึ้นต้นว่าเทวตานุสสติจงนึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
นี่ถ้าเรามีความโง่เสียหน่อยเดียว จะนึกว่าแหมพระพุทธเจ้านี่สอนต่ำเกินไป
ทำไมไม่สอนตรงเฉพาะพระนิพพาน ทั้งนี้ก็เพราะองค์สมเด็จพระพิชิตมารรู้อัธยาศัยของคนว่า
คนที่มีความเชื่อต้องใช้อะไรเป็นเครื่องมือสำหรับสนับสนุนให้เข้าถึงสวรรค์
เข้าถึงพรหมโลก แล้วก็เข้าถึงพระนิพพาน
เอาละบรรดาทุกท่าน
ขึ้นชื่อว่าการปฏิบัติพระกรรมฐานทุกกอง ถ้ามีความฉลาดก็จับกรรมฐานกองนั้นๆ
เป็นสมถะด้วย เป็นวิปัสสนาญาณด้วย ช่วยให้ไปถึงพระนิพพานได้โดยเฉพาะ
ถ้าทำเป็นจริงๆ กรรมฐานกองเดียวเป็นประโยชน์ถึงพระนิพพานหมด
เอาละต่อแต่นี้ไป
นี่พูดให้เข้าใจเพื่อเป็นการศึกษา แต่ฟังแล้วเอาไปใช้ก็ดีเหมือนกัน
เทวตานุสสติกรรมฐานนี่ถ้าใช้ทุกวันละก็เรื่องพระนิพพานเป็นของง่าย ก็บอกแล้วนี่
ถ้าจิตสะอาดเสียอย่างเดียวมันก็ไปนิพพาน
ต่อแต่นี้ไป
ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น ตอนนี้สำคัญนะทิ้งกันไม่ได้
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา