๒๔.ธรรมานุสสติเป็นวิปัสสนาญาณ

                สำหรับวันนี้ก็จะขอให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาธรรมานุสสติต่อ วานนี้ได้พูดถึงเรื่องธรรมานุสสติกรรมฐานใช้เป็นอารมณ์ฌาน ตั้งแต่รูปฌานและอรูปฌานมาแล้ว วันนี้ก็จะใช้ธรรมานุสสติกรรมฐานในด้านสมถภาวนาเป็นวิปัสสนาภาวนา

                แต่ว่าการที่เราจะเจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นบาทแห่งการพิจารณาถึงร่างกายว่า ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันดับแรกก็ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัทพยายามจับภาพธรรมานุสสติกรรมฐานตามที่กล่าวมาแล้ว ให้จิตทรงอารมณ์เป็นฌานเสียก่อน คำว่าเป็นฌานก็คือว่ามีอารมณ์แน่นสนิท จิตอยู่ในอุเบกขารมณ์ เป็นเอกัคตารมณ์ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง แล้วก็มีอารมณ์วางเฉยจากอารมณ์ทั้งปวง มีจิตสดใส มีความสบายมีความสดชื่น มีจิตหยุดจากอารมณ์ต่างๆ ทั้งหมด เมื่อมีอารมณ์จิตสบายแล้ว ก็ถอยหลังจิตมาสู่อุปจารสมาธิ คำว่าถอยหลังในที่นี้ความจริงน่ะพูดตามหลักวิชา อันเนื้อแท้จริงๆ แล้วก็ไม่ต้องถอยหลัง เมื่อจิตมันแน่นสนิทแล้ว เราก็คิดว่าต่อไปนี้เราจะใคร่ครวญอย่างนี้ สมาธิมันก็ลดลงมาเอง เมื่อสมาธิลดลงมาจิตมันก็ยังมีความสดชื่นอยู่ในขอบเขตของฌาน ตอนนี้เราก็มาใช้ธรรมานุสสติกรรมฐานที่ท่านเรียกว่าสมถะมาเป็นวิปัสสนาญาณ

                ในอันดับแรกเราก็พิจารณาถึงรูปของพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้านี่ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ ประเสริฐสุดกว่ามนุษย์ทั้งหมด ประเสริฐกว่าเทวดาหรือพรหม แต่ว่าร่างกายของพระองค์คือ ขันธ์ ๕ ย่อมไม่ทรงอยู่ได้ ย่อมเป็นไปตามกฎของธรรมดา คือเมื่อความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีความแปรปรวน มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวนเหมือนกับร่างกายของเรา แล้วต่อมาความแก่เฒ่าไม่สบายก็ปรากฏ ในที่สุดสังขารขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แตกสลายลง เราเรียกกันว่านิพพาน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ แล้วเมื่อดับชีพสังขารไปแล้ว ที่เราใช้คำว่านิพพาน นิพพะนี่เขาแปลว่าดับ ดับจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร พระพุทธเจ้าไม่มีทางที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ เทวดาหรือเกิดเป็นพรหม หรือว่าแม้แต่จะเฉียดเข้าไปสู่อบายภูมิก็ย่อมไม่มีมีแดนเป็นที่อยู่แดนเดียวคือพระนิพพาน

                ตอนนี้เราก็ต้องมาดูว่าพระพุทธเจ้าท่านก็เป็นลูกมนุษย์อย่างเรา แล้วทำไมเล่าพระพุทธเจ้าจึงไปนิพพานได้ ท่านกับเรานี่ไม่มีอะไรแตกต่างกัน มีอาการ ๓๒ เหมือนกัน มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกัน ที่แตกต่างกันอยู่สักหน่อยหนึ่ง ก็คือการบำเพ็ญบารมีมาต่างกัน ท่านบำเพ็ญบารมีมาเพื่อบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณโดยไม่ต้องรับคำสอน แล้วเราเป็นสาวกบำเพ็ญบารมีมาเพื่อรับคำสอน รู้สึกว่าจะได้กำไรดีกว่าพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นคว้าพระธรรมเอง มีความเหนื่อยมาก เราเป็นแต่เพียงฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงบรรลุแล้ว หามาป้อนให้แก่พวกเรา พวกเรามากินสำรับที่ตั้งอยู่ข้างหน้าเฉยๆ เขาปรุงมาแล้ว ทำมาแล้วด้วยดีทุกอย่าง เท่านี้ก็ชื่อว่าเราเป็นผู้ได้เปรียบกว่าบุคคลผู้หามาให้เรา อาหารที่พระพุทธเจ้าทรงหามาให้เราอาหารชิ้นที่โอชารสที่สุดก็ได้แก่อริยสัจสี่ อริยสัจสี่นี่องค์สมเด็จพระมหามุนีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นคว้าได้เองโดยไม่ต้องผ่านอาจารย์องค์ใดทั้งหมด

                ตอนนี้เรามาเจริญธรรมานุสสติ อริยสัจนี้ก็เป็นธรรมานุสสติ หรือว่าการที่เรามาพิจารณาร่างกายของพระพุทธเจ้าว่ามีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น พระองค์ก็เป็นเด็กเหมือนกัน ต่อมาค่อยโตขึ้นมา ต่อมาเป็นหนุ่ม ต่อมาค่อยๆ แก่ลงทีละน้อยๆ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ในที่สุดก็สิ้นชีพสังขารที่เรียกว่านิพพาน แสดงว่าความเกิดมันไม่เที่ยง มันมีความแก่สนับสนุน มีความป่วยไข้ไม่สบายสนับสนุน มันมีความตายเป็นที่สุด ตัวนี้เป็นธรรมะ จะถือว่าเป็นพุทธานุสสติไม่ได้แล้ว ต้องถือว่าเป็นธรรมานุสสติ เอาร่างกายของพระพุทธเจ้ายกขึ้นมาเป็นธรรม เดินไปตามกฎของธรรมดา นั่งพิจารณาดูว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ ร่างกายของพระองค์ยังเป็นเช่นนั้น ในฐานะที่พระองค์เป็นลูกกษัตริย์มีสมบัติมาก ทำไมจึงไม่ทรงหลงใหลใฝ่ฝันในรูปโฉมโนมพรรณหรือสมบัติที่มีอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าองค์สมเด็จพระบรมครูเห็นว่า มันไม่จีรังยั่งยืนเป็นวัฏฏะคือวนไปวนมา เป็นเหตุของความทุกข์หาความสุขจริงจังอะไรไม่ได้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแสวงหาธรรมที่ไม่เกิดต่อไปที่เรียกว่าโมกขธรรม โมกขธรรมแปลว่าธรรมเป็นที่พ้นจากความเกิด

                นี่เราก็ดูตัวอย่างของพระพุทธเจ้า ท่านดีกว่าเราโดยฐานะ ดีกว่าเราโดยบารมี ถ้าเป็นฆราวาสท่านก็จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชปกครองโลกโดยธรรม เมื่อมาบวชท่านก็เป็นพระพุทธเจ้า จัดว่าเป็นผู้เด่นที่สุด แต่ท่านก็ยังเห็นว่าร่างกายของมนุษย์มันเป็นของไม่ดี ความเกิดเป็นของไม่ดี แล้วพวกเราจะมานั่งนึกหาความดีถึงว่าการเกิดเป็นของดีเพื่อประโยชน์อะไร แล้วพระองค์เองก็ทรงเห็นภัยในวัฏฏะ เห็นว่าการครองร่างอยู่อย่างนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ความทุกข์มีอะไรบ้างเราพูดกันมานานแล้ว ใคร่ครวญหาความทุกข์ให้เจอ บุคคลใดถ้าไม่เห็นทุกข์ บุคคลนั้นก็ชื่อว่ายังมีอวิชชาหรือโมหะบังหน้าอยู่เต็มที่ องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงกล่าวว่าคนโง่ย่อมมองไม่เห็นทุกข์ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเห็นว่าความทุกข์เป็นความสุขไปหมด ยังมีความปรารถนาในความทุกข์เห็นเป็นปัจจัยของความสุข จะเหน็ดเหนื่อยยากลำบากสักเท่าไรก็ตามทีเห็นว่าดีอยู่เสมอ นี่เป็นอารมณ์ของความโง่คืออวิชชาเข้าปิดบังใจ

                แต่องค์สมเด็จพระจอมไตรไม่ได้คิดอย่างนั้น เวลาใกล้รุ่งอรุณแห่งวันเพ็ญกลางเดือนหก พระองค์ก็ทรงยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ เห็นอริยสัจสี่คือทุกข์เป็นจุดต้น สัตว์และคนทั้งหลายที่เกิดมาทั้งหมดจะเป็นเทวดา หรือพรหมก็ตามเป็นผู้ไม่พ้นจากความทุกข์ หาความสุขจริงจังอะไรไม่ได้ แล้วตัวทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้มันมาจากไหน พระองค์ก็ใคร่ครวญต่อไปว่ามันมาจากเหตุของความทุกข์คือสมุทัย ได้แก่ความอยาก คือว่าอยากเกิด อยากสวย อยากงาม อยากร่ำรวย อยากมีฐานะใหญ่ อยากเป็นผู้มีอำนาจวาสนาบารมีสูง อยากอย่างนี้อยากได้ แต่ไม่อยากตายไม่อยากป่วยทั้งๆ ที่มันจะต้องตายจะต้องป่วย ความอยากตัวนี้เป็นภัยอย่างยิ่งเพราะเป็นการปิดใจบังใจของท่านบรรดาพุทธบริษัทชายหญิงให้เห็นว่านั่นเป็นของดี แต่องค์สมเด็จพระชินสีห์ย่อมมองไม่เห็นด้วย เจ้าความอยากตัวนี้แหละเป็นปัจจัยให้เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ เกิดเป็นคน เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหมนี่น้อยนัก ส่วนใหญ่แห่งการเกิดของพวกเรา ก็คือเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น เกิดเป็นเปรต อสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมีมากต่อมาก แสดงว่าดินแดนแห่งการเกิด ในเมื่อเราเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะมันมีทุกข์มากกว่าสุข นี้ถ้าหากว่าเราไม่พึงปรารถนาความเกิดเสียแล้ว มันก็จะมีแต่ความสุขอย่างยิ่งหาความทุกข์เจือปนไม่ได้ สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จึงทรงพิจารณาว่าการตัดตัณหาเป็นของดี การตัดตัณหาตัวนี้ไม่ต้องตัดที่ไหน ตัดกันที่ตัวเราเป็นสำคัญ ไม่ต้องไปตัดที่ชาวบ้าน ชาวบ้านเป็นเรื่องของเขา ถ้าเราตัดตัวเราเสียได้อย่างเดียว เราก็ตัดคนอื่นได้หมด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่เราจะพอใจยิ่งไปกว่าร่างกายของเราไม่มี ส่วนที่เราห่วงใยมากที่สุดก็คือร่างกายของเรา

                วิธีตัดร่างกายเราจะตัดกันอย่างไร?

                ก็มานั่งพิจารณาร่างกายดู นี่ธรรมานุสสติกรรมฐานนะ ทั้งหมดนี่เป็นธรรมะทั้งนั้น ว่าร่างกายของเรานี่มันมาจากไหน? ดูเป็นอันดับแรก จะเห็นว่า ร่างกายของเรานี่มันมาจากธาตุ ๔ คือธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ

                แล้วมันตั้งอยู่นานไหม? มันทรงตัวไหม? ก็จะเห็นว่ามันตั้งอยู่ไม่ได้นาน มันไม่มีการทรงตัว มันเคลื่อนไปหาความสลายตัวในที่สุด

                ขณะที่มันตั้งอยู่มันสกปรกหรือมันสะอาด? เราก็จะเห็นว่ามันสกปรกด้วยประการทั้งปวง

                การทรงชีวิตอยู่เต็มไปด้วยความสุขหรือความทุกข์?  ใคร่ครวญไปด้วยปัญญา จิตทรงฌานจะเห็นชัด เห็นว่าเต็มไปด้วยความทุกข์

เราดูสิว่า ร่างกายของเรานี่น่ารักตรงไหน? น่าประคับประคองตรงไหน? มองไปจะเห็นแต่ความสกปรกทั้งกาย ไม่มีอะไรเป็นที่น่าประคับประคอง

                แล้วก็ดูต่อไปว่า ร่างกายของเรานี่มันเป็นเราหรือไม่ใช่เรา เราเป็นเจ้าของมันหรือว่ามันเป็นเจ้าของเรา เรามีการควบคุมมันได้ตลอดกาลตลอดสมัย หรือว่ามันให้เราอยู่กับมันตลอดกาลตลอดสมัย? พิจารณาไปด้วยกำลังฌานสนับสนุน เราก็จะเห็นได้ร่างกายนี่มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันเป็นเรือนร่างที่อาศัยสำหรับเราชั่วคราวเท่านั้น ในที่สุดมันก็สลายตัว ถ้าเรายังแบกความโง่เข้าไว้ เราก็ต้องไปหาร่างกายเป็นที่เกิดใหม่ ถ้าเจอะร่างกายคนก็พอทำเนา ถ้าเป็นคนดี ถ้าไปเจอะเอาร่างกายคนง่อยเปลี้ยเสียขาทุพพลภาพเข้าก็จะมีอารมณ์หนัก นี่เพราะอาศัยการอยากเกิดมันไม่แน่นัก ดีไม่ดีก็ไปคว้าเอาร่างกายสัตว์เดรัจฉานเข้าเพราะกรรมที่เป็นอกุศลสนับสนุน หรือมิฉะนั้นก็ไปคว้าเอากายของสัตว์นรกหรือกายเปรต กายอสุรกายเข้ามันก็ไม่เป็นเรื่อง มิฉะนั้นเราไปคว้ากายเทวดาหรือพรหมมันก็สุขชั่วคราว หมดบุญวาสนาบารมีก็หล่นลงมาใหม่

                เป็นอันว่าการปรารถนาในร่างกายนี้ไม่เกิดประโยชน์ ร่างกายที่เราได้แต่ละคราวมันก็ไม่คงทนถาวร ไม่อยู่ตลอดกาลไม่อยู่ตลอดสมัย การที่เราจะตัดความอยาก คือตัณหาตัวนี้ได้ก็คือตัดร่างกายของเราเสีย พิจารณาว่าร่างกายนี้มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีการแตกสลายไปในที่สุด ชาติปิ ทุกขา ความเกิดทุกข์ ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์ นั่งนึกมันอยู่แค่นี้พอ ว่าเกิดมันก็ทุกข์ แก่ก็ทุกข์ เจ็บก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์ ในเมื่อมันทุกข์ทุกอย่างแล้ว ในขณะที่แบกทุกข์อยู่เราก็ทนไม่เป็นไร มันจะทุกข์ก็ไม่ว่าขอให้มันอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย มันก็ไม่ยอมอยู่เสียอีก มันก็พัง ยังงี้เราจะคบมันไปเพื่อประโยชน์อะไร เราก็ไม่คบมันดีกว่า

                วิธีที่เราจะไม่คบเราทำยังไง?

                เราก็พิจารณาเห็นโทษของความเกิดเป็นสำคัญ ว่ามันเป็นทุกข์

                เมื่อเห็นโทษของความเกิดแล้วเราก็พยายามหนีความเกิด ด้วยการยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ว่าให้ละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้ผ่องใส

                                ตัดโลภะ ความโลภ ด้วยการให้ทาน

                                ตัดโทสะ ความโกรธ ด้วยอภัยทาน คือเมตตา

                                ตัดโมหะ ความหลง ด้วยการมองหาความจริงให้พบอยู่เสมอว่า ร่างกายเป็นทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข์ แล้วก็ตัดสินใจไว้โดยเฉพาะว่า กรรมใดที่มีเยื่อใยกับความเกิดเราไม่ต้องการกรรมนั้น หมายความว่าธรรมอันใดก็ตามที่เป็นปัจจัยให้เราจะต้องเกิดเราไม่ต้องการมันอีก ธรรมที่ต้องการให้เราเกิดก็คือ ความรัก ความรักในบุคคล ความรักในสัตว์ ความรักในวัตถุ ที่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา นี่จะไม่มีสำหรับเราต่อไป ถ้าความเมตตาปรานีในด้านความรักเพื่อการสงเคราะห์ ปรารถนาให้มีความสุข อย่างนี้มีอยู่ แต่ว่าเราจะไม่ยึดไม่ถือว่าคนนั้นเป็นคนของเรา สัตว์ตัวนี้เป็นสัตว์ของเรา วัตถุนั้นเป็นวัตถุของเรา ร่างกายนี้เป็นร่างกายของเรา ไม่มีอีก ถือว่ามันเกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้วก็มีความเปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง มีการแตกสลายไปในที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ เราก็เชื่อว่าพระองค์พูดถูก พูดจริง เมื่อเชื่อแล้วก็คุมตัวไว้ไม่ให้ลงอบายภูมิ คือมีศีลบริสุทธิ์ เมื่อมีศีลบริสุทธิ์แล้วก็นึกรู้ได้ว่าเราเป็นพระโสดาบัน แต่ว่ายังไม่ดีพอ  เพราะว่าอะไร เพราะว่ากามราคะมันยังมีอยู่ ความโกรธความพยาบาทมันยังมีอยู่

                                ก็ใช้อสุภกรรมฐาน พิจารณาควบกับวิปัสสนาญาณว่า ร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีเราไม่มีของเรา เราจะมั่วสุมเพื่อกามารมณ์ เพื่อความมัวเมาเพื่อกามารมณ์เป็นปัจจัยของความทุกข์เพื่อประโยชน์อะไร เพราะว่าร่างกายของคนทุกคนเต็มไปด้วยความสกปรก เราไปมั่วสุมอยู่ก็ชื่อว่าหลงใหลใฝ่ฝันในสิ่งสกปรกเห็นว่าเป็นของสะอาด มันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ทำใจให้เห็นตามความเป็นจริง จนกระทั่งอารมณ์เกิดนิพพิทาญาณมีความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ คือร่างกายของเราและบุคคลอื่น พิจารณาตัวเราให้มาก ว่ามันสกปรก เมื่อเห็นเราสกปรก แล้วเราก็เห็นคนอื่นสกปรก ความรู้สึกในเพศมันก็จะหมดไป

                                แล้วต่อไปก็เจริญเมตตาพรหมวิหารสี่หรือกสิณสี คือ กสิณสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาตัดอารมณ์ของโทสะ บวกไปด้วยเมตตาบารมี เอาร่างกายของคนและสัตว์นี่เข้ามาเทียบกับคนเรา มันเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน เราจะโกรธจะเคืองเขาเรื่องอะไร คิดประทุษร้ายเขาด้วยเรื่องอะไร มันไม่เป็นประโยชน์ จนกระทั่งอารมณ์ใจของเราดับความโกรธเสียได้ อย่างนี้เรียกว่าอนาคามี เพียงเท่านี้อย่างย่อก็เรียกว่าพอแล้ว ชื่อว่าการเจริญธรรมานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน หรือว่าธรรมานุสสติกรรมฐานเท่านี้เรียกว่าพอจุดหนึ่ง คือเป็นพระอนาคามีแล้ว เราเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมเราก็นิพพานบนนั้น

                แต่ทว่าถ้าขันธ์ ๕ ของเรายังทรงอยู่ก็ยังไม่ควรพอ เพราะการตัดกิเลสหยาบตัดได้แล้ว เหลือกิเลสละเอียดอีก ๕ ตัว คือ

                                ความหลงใหลในรูปฌานและอรูปฌานว่าเป็นของประเสริฐไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าไม่มีความรู้สึกในเรา เราเห็นว่าพระนิพพานมีความสำคัญ จึงไม่เมาอยู่ในรูปฌานและอรูปฌาน ทำจิตให้ก้าวหน้าต่อไปว่า เราจะเอาฌานเป็นกำลังก้าวเข้าไปสู่พระนิพพาน

                                แล้วก็หันเข้าไปตัดมานะความถือตัวถือตน ว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา ถือว่าอารมณ์อย่างนี้ไม่มีสำหรับเรา คือว่าคำว่าเขาว่าเรายังไม่มี ทุกคนไม่มีใครเป็นเราเป็นเขา ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ชาวบ้านก็เหมือนกัน ร่างกายไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของเขา ไอ้ที่เรารังเกียจกันน่ะมันรังเกียจเปลือก รังเกียจสิ่งที่ไม่ใช่สมบัติของตัว ฉะนั้น ใครจะเป็นคนจน ใครจะเป็นคนรวย ใครจะสกปรก ใครจะสะอาดหรือจะเป็นสัตว์เดรัจฉานอะไรก็ช่าง ถือว่ามันเป็นเพื่อนแห่งความสกปรกเหมือนกัน เกิดมาแบกความสกปรก เกิดมาแบกความทุกข์เหมือนกัน ไม่มีใครดีกว่ากัน ไม่มีใครเลวกว่ากัน ตกอยู่ในอำนาจของกฎธรรมดา คือ เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันหมด เห็นสัตว์เห็นคนเราสัมพันธ์ได้ตลอด ถือว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน มันสกปรกเหมือนกัน จนกระทั่งมีอารมณ์สบายไม่ถือชั้นวรรณะ

                                ต่อไปก็ตัดอุทธัจจะ มีจิตจับเฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว พอเขาบอกอะไรก็โน่นดีอะไรที่นี่ดีก็ช่างเขา ไม่ถือว่ามีความสำคัญ สิ่งที่มีความสำคัญอยู่อย่างเดียว คือมันดีหรือชั่วมันอยู่ที่ตัวเรา มันอยู่ที่ใจของเรา ถ้าเรามีเมตตารู้ว่าการให้ทาน รู้ว่าการสงเคราะห์ มีศีลบริสุทธิ์ ไม่เมาในชีวิต ไม่เมาในทรัพย์สินต่างๆ นี่มันเป็นความดี เราไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่านไปอย่างอื่น เราต้องการตัดร่างกาย เราหวังพระนิพพานโดยเฉพาะ อารมณ์ใดใครบอกว่าโน่นดีนั่นดีเราไม่เอา เรามีจิตอย่างเดียวคือทำใจเฉพาะพระนิพพาน ไม่เกาะโลก ทิ้งโลก คือเทวโลก มนุษยโลก พรหมโลกไม่เกาะ เราไม่เกาะเขา ไม่เกาะทรัพย์สินต่างๆ เมื่อมีชีวิตอยู่เราหามาเพื่อใช้สอย คิดไว้เสมอว่ามันหมดก็หมดไป ตายแล้วก็เลิกกัน ไม่มีใคร เวลาตายไม่มีใครแบกทรัพย์สมบัติไปได้ ใจมันก็สบาย ทำจิตตรงแต่โดยเฉพาะอารมณ์พระนิพพาน อารมณ์ใจของเราก็จะผ่องใสมีอารมณ์แนบสนิท มีแต่ความสุข เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นของธรรมดาไปหมด ความเร่าร้อนเกิดขึ้นในโลกก็ถือว่าเป็นธรรมดา ความเยือกเย็นเกิดขึ้นในโลกก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใจมันสบาย

                                ต่อจากนั้นไปเหลืออีกนิดเดียว คือตัวอวิชชา ความจริงตัวนี้ไม่ต้องตัดก็ได้ มันตัดมาหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ เอ้า ตัดสักนิดก็ได้ การตัดอวิชชา คือตัดฉันทะกับราคะ ก็ตัดกันมาหมดแล้วนี่ ความจริงถ้าตัดมาได้ ๙ ตัวมันก็ตัดหมด อวิชชามันก็ไม่เหลือ ถ้าเราโง่เสียแล้ว เราก็ไม่สามารถจะตัดร่างกายแยกไปว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราได้ นี่เพราะเรามีความฉลาดแล้ว อวิชชามันไม่มีแล้ว เราจึงไม่เมาในขันธ์ ๕ คือร่างกาย ไม่เมาในทรัพย์สิน ไม่เมาในบุคคล ไม่เมาในชีวิต

                ที่นี้จิตใจของเราที่มีอารมณ์เข้าถึงจุดนี้ คือว่าทำลายอวิชชาไปได้แล้ว มีความรู้สึกยังไง นี่อารมณ์พระอรหันต์ ความรู้สึกของพระอรหันต์ มีอารมณ์ปกติอยู่เสมอไม่มีอะไรผิดปกติ หาความทุกข์อะไรไม่ได้สำหรับพระอรหันต์ พระอรหันต์ไม่มีทุกข์ ทางกายพระอรหันต์เราจะเห็นว่าทุกข์ แต่ใจพระอรหันต์ไม่มีทางทุกข์ เพราะท่านถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เห็นคนเลวถือว่าธรรมดา ในโลกมันก็ต้องมีคนเลว เห็นคนดีเข้าแล้วก็รู้สึกธรรมดา ในโลกมันก็มีคนดี ความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นแก่ตัว ท่านก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา การถูกนินทาว่าร้ายปรากฏขึ้นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าร่างกายมันเกิดทุพพลภาพก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

                จะยกตัวอย่างพระให้ฟังสักองค์หนึ่ง คือท่านเจ้าคุณเทพประสิทธินายก คือว่าหลวงปู่นาค วัดระฆังองค์เดียวกัน เวลาที่ท่านใกล้จะมรณภาพ ท่านก็นอนไม่หลับ ข้าวก็ฉันไม่ได้ จะกลืนข้าวมันก็ไม่ลง ก็เลยเข้าไปเยี่ยมถามว่าหลวงปู่ครับจำวัดหลับดีไหม บอกเออ เวลานี้เขาไม่ให้นอนว่ะ เขาไม่ให้หลับ เขาให้นอนเหมือนกันเขาไม่ให้หลับ ถามว่าฉันข้าวล่ะเป็นยังไงครับ ฮือ มันก็ไม่อยากให้กินอีกนั่นแหละ ท่านว่ายังงั้น ท่านบอกว่ามันไม่อยากให้กิน ก็ถามว่าหลวงปู่มีความรู้สึกเป็นยังไงครับ บอกว่า ตามใจมัน มันให้หลับก็หลับ มันไม่ให้หลับก็แล้วไป มันให้กินก็กิน มันให้กินหรือไม่ให้ก็แล้วไป ทั้งๆ ที่ร่างกายของท่านโทรมมีอาการไข้หนักท่านก็พูดเป็นปกติ ถามว่าหลวงปู่มีความรู้สึกเป็นยังไงกับการที่นอนไม่หลับกินไม่ได้ ท่านก็ตอบว่าไม่เห็นมันจะเป็นยังไง เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของฉัน มันจะหลับหรือไม่หลับก็เป็นเรื่องของมัน อยากหลับก็ให้มันหลับ มันไม่อยากหลับก็ช่างมัน ในเมื่อเขามีข้าวมาให้กินมันจะกินก็กิน มันไม่กินก็ช่างมัน ตามเรื่องของมันปะไร ถามว่าหลวงปู่ฉันยาไหมล่ะ ท่านบอกยาเขาก็ฉัน เขาให้ฉันก็ฉัน แล้วเวลาที่จะฉันมีความรู้สึกเป็นยังไง ท่านบอก เอ้า หนึ่งเป็นการฉลองศรัทธา สองถ้าหากมันจะเป็นไปได้เป็นการระงับเวทนา ทุกขเวทนา ถ้าระงับได้ก็ได้ ระงับไม่ได้ก็แล้วไป ก็ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะระงับได้จริงจัง นี่อารมณ์ของหลวงปู่นาควัดระฆัง พวกเราส่วนใหญ่เราก็ถือว่าท่านมีอารมณ์เสมอด้วยพระอรหันต์ เพราะรู้สึกว่าอารมณ์จิตใจของท่านไม่เอาไหนเลย แต่ใครจะมีความรู้สึกว่ายังไงก็ช่าง นี่เราไปนั่งเปรียบเทียบกับพระอรหันต์ตามประวัติต่างๆ ในเวลาที่พระพุทธเจ้ายังทรงชีวิตอยู่ เราก็จะเห็นว่าสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูมีอารมณ์จิตคล้ายหลวงปู่นาควัดระฆังหรือเจ้าคุณเทพประสิทธินายก ท่านถือว่าร่างกายไม่มีความหมาย ร่างกายไม่มีความสำคัญ เวลาท่านจะนิพพาน ท่านไปลาพระพุทธเจ้านิพพาน รู้สึกว่าเป็นธรรมดาอย่างพระอานนท์จะนิพพาน ก็ตั้งใจไปนิพพานในระหว่างแม่น้ำ คือมีญาติทั้งสองฝั่ง นิพพานบนอากาศ พระสารีบุตรจะนิพพาน ก็ไปลาพระผู้มีพระภาคเจ้าไปนิพพานในห้องที่เกิด ดูท่านไม่มีความทุกข์ ไม่มีความร้อนแก่การแตกดับของขันธ์ ๕ เลย นี่มาถึงหลวงปู่นาคก็เหมือนกัน เราไปนั่งดูๆ แล้วใคร่ครวญดูก็พิจารณาว่าท่านมีอาการเหมือน หรือว่าคล้ายคลึงพระอริยเจ้าสมัยนั้น ฉะนั้น จึงปักใจกันว่าหลวงปู่นาคอย่างน้อยที่สุดก็เป็นพระ ท่านเป็นพระแน่นอน จะเป็นพระอันดับไหนนั่นไม่แน่ ที่แนะนำในตอนนี้ให้รู้อารมณ์ว่า ถ้าอารมณ์เราเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์มันมีความรู้สึกเป็นยังไง คือมันไม่มีความขึ้นลงแห่งความรู้สึกของจิต ได้ของดีมาก็แค่นั้นแหละ ได้ของชั่วมาก็แค่นั้นแหละ แต่ก็มีความรู้สึกพอใจอยู่นิดว่า เอ้อ มันมีของใช้ มันมีความสะดวกสบาย แต่ก็จิตใจก็รู้อยู่เสมอว่าไอ้เรากับมันไม่ช้าก็จากกัน เมื่อจากกันแล้ว ใครจะเอาไปไหนก็ช่าง ก็หมดเรื่องกันไป หน้าที่ของเราก็ใช้เพียงแค่มันอยู่

                นี่เราเจริญธรรมานุสสติกรรมฐานหรือว่าธรรมะในอนุสสติ ๑๐ ทำจิตใจอย่างนี้ ชื่อว่าธรรมานุสสติให้เข้าถึงวิปัสสนาญาณ แต่ความจริงธรรมานุสสตินี่ถ้าเจริญเข้าถึงวิปัสสนาญาณไม่ได้ก็ซวยเต็มที เพราะว่าวิปัสสนาญาณมันเป็นธรรมานุสสตินั่นเอง

                ที่พูดมานี่ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้มีความเข้าใจ กลางคืนถือว่าเป็นการศึกษา คือว่าจะแนะนำกรรมฐาน ๔๐ ให้หมด โดยใช้วิธีคำกล่าวย่อๆ ตามนี่แหละ มากบ้างน้อยบ้างตามสมควรแก่กรรมฐานในบางกอง จะได้ไว้เป็นเครื่องประดับใจ เวลาจะใช้อะไรขึ้นมา เวลาไหนจะได้ใช้ให้ครบถ้วน แต่ว่าเวลาสงบสงัดเช่นเวลาภาวนา เมื่อเลิกจากคำอธิบายแล้วก็ให้ปฏิบัติตามอัธยาศัยของตัว ถ้าชอบใจอะไรอยู่แล้วปฏิบัติอะไรอยู่แล้วได้ดี ปฏิบัติอย่างนั้น หรือว่าจะใคร่ครวญไปในตามทำนองธรรมะที่กล่าวในปัจจุบันก็ทำได้ตามอัธยาศัย

                ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านพยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ หรือว่าจะนึกยังไงก็ได้ตามสบาย หรือว่าพิจารณากรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ได้ตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา