๒๓.ธรรมานุสสติแบบอารมณ์ปัก
สำหรับวันนี้จะได้พูดเรื่องธรรมานุปัสสนาหรือว่าธรรมานุสสติต่อ เมื่อวานนี้ได้พูดธรรมานุสสติตามแบบปฏิบัติที่พระโบราณาจารย์ได้เขียนไว้ว่ามีอารมณ์เข้าถึงอุปจารสมาธิ วันนี้จะได้พูดเรื่องธรรมานุสสติกรรมฐานในด้านระดับของฌาน เพราะว่าถ้าเรามีความฉลาดเราก็ทำได้ ฉะนั้นการเจริญพระกรรมฐานตามแบบฉบับโดยเฉพาะ ท่านอาจจะกล่าวว่าบรรดาอนุสสติทั้งหมดเว้นไว้แต่อานาปานสติอย่างเดียว จึงจะเข้าถึงฌานได้นอกนั้นเข้าถึงอุปจารสมาธิ แต่ว่าอาจารย์ผู้ฉลาดเช่นหลวงพ่อพริ้งวัดมะกอก อสุภกรรมฐาน ท่านสามารถจะเนรมิตเอารูปอสุภขึ้นมาได้เลยทีเดียว เราจะเพ่งรูปตายแล้ววันหนึ่ง สองวัน สามวัน สี่วัน ห้าวัน หกวัน ลักษณะไหนก็ตาม เมื่อพูดถึงลักษณะอสุภคือคนตายแบบนั้น ภาพนั้นจะปรากฏเป็นคนนอนอยู่ข้างหน้า นี่ก็เพราะว่าอาศัยใช้อนุสสติบวกกับกสิณ นี่ความฉลาดเขามีได้เขาทำได้แบบนี้
สำหรับธรรมานุสสติก็เหมือนกัน ถ้าเราเจริญธรรมานุสสติกรรมฐานใคร่ครวญพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างนั้นมีผลแค่อุปจารสมาธิ แต่ว่าถ้าพิจารณาเป็นจริงก็บวกวิปัสสนาญาณเข้าไปด้วย แล้วนานๆ เข้ากำลังก็จะรวมเข้าถึงปฐมฌาน ก็สามารถตัดกิเลสได้เหมือนกัน นี่เรามาพูดกันถึงว่า ทำอย่างไรถึงจะเป็นฌาน ๔ หรือฌาน ๘ ได้ แล้วก็ทำได้
อันดับแรก เรื่องตอนต้นเห็นจะไม่ต้องพูดกัน เราตั้งใจจับรูปพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งคือพระพุทธรูปไว้เป็นนิมิตจากพุทธานุสสติกรรมฐาน การเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานเป็นฌานเรายึดถือพระพุทธรูปเป็นนิมิตอยู่แล้ว คราวนี้เราก็ถือพระพุทธรูปองค์นั้นเป็นพุทธานุสสติตั้งขึ้นไว้เป็นกสิณเดิม เวลาที่จะพิจารณาถึงธรรมานุสสติ ท่านให้ตั้งจิตเพ่งไปคิดให้เห็นว่า มีดอกมะลิแก้วหล่นออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปองค์นั้น นี่สร้างภาพเป็นกสิณขึ้นมาว่าเป็นดอกมะลิแก้ว พระพุทธรูปนั้นเผยพระโอษฐ์อ้าพระโอษฐ์ขึ้นมา ดอกมะลิแก้วหล่นลงมาเป็นสีใส แล้วก็สวยเป็นแก้วสวยแก้วใส แล้วแก้วนี้ถือว่าเป็นธรรมานุสสติ คือพระธรรมที่ไหลออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า นี่เขาจับนิมิตแบบนี้ แล้วขอบอกไว้เสียเลยว่า การที่เห็นเป็นดอกมะลิแก้วไหลออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้านั่น คำว่าแก้วนี่ใส ใสก็เป็นได้สองอย่างคือโอทาตกสิณหรือว่าอาโลกกสิณ ถ้าเราถือภาพเป็นสี ใสก็เป็นอาโลกกสิณ ถ้าเราถือว่าดอกมะลิแก้วนี่ขาวใส ใสแล้วก็ขาวก็เป็นโอทาตกสิณ แล้วเราก็จับภาพนั้นนึกถึงลมหายใจเข้าหายใจออก หายใจเข้าก็นึกว่า ธัม หายใจออกนึกว่า โม ภาวนาว่า ธัมโม แล้วจับภาพดอกมะลิแก้วนั้นให้ติดตาติดใจ เป็นปกติ
ถ้าหากว่าจิตของเราเป็นอุปจารสมาธิเบื้องต้น ก็จะเห็นดอกมะลิแก้วตามที่อารมณ์นึก เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง มันก็ย้อนกันไปย้อนกันมา พอจิตเลื่อนลงไปนิดหนึ่งจิตไม่เป็นสมาธิ อารมณ์ที่จะรู้สึกว่าเห็นดอกมะลิแก้วมันก็หายไป นี่เป็นเครื่องวัด ถ้าอารมณ์ใจเป็นสมาธิขึ้นมา อารมณ์ที่เราต้องการเห็นดอกมะลิแก้วมันก็ปรากฏ ถ้าหากว่าเราชำนาญมาจากพุทธานุสสติกรรมฐานได้ฌาน ๔ หรือฌาน ๘ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นของไม่ยาก เราก็สามารถจะผลิตธรรมานุสสติกรรมฐานให้ได้ถึงฌาน ๘ ภายใน ๗ วัน ไม่ใช่ของยากเลย ๗ วันนี่ ภายใน ๗ วันนะ ไม่ใช่ครบ ๗ วัน
เมื่อพิจารณาแบบนั้นแล้ว จิตเป็นอุปจารสมาธิทรงตัว ดอกมะลิแก้วจะหยุดอยู่ เรียกว่ากองลงมาหรือลอยอยู่ข้างหน้า หยุดอยู่โดยเฉพาะ เมื่อหยุดอยู่อย่างนั้นเราสามารถจะบังคับให้ทรงอยู่ได้นานแสนนานตามกำลังที่เราต้องการ นี่ยังเป็นสมาธิเบื้องต้น เขาเรียกอุคหนิมิต อุคหนิมิตตัวนี้ต่อไปจะขยายไปมองเห็นแล้วปรากฏว่าเรานึกว่าดอกมะลิแก้วใหญ่ไปหรือว่าเล็กลงมา สูงขึ้นต่ำลง แล้วมีความสวยสดใสสวยกว่าเรียกว่าอุปจารนิมิต เห็นเท่าภาพเดิมที่เรานึกอยู่ว่าจะเห็น อย่างนี้เรียกว่าเป็นอุคหนิมิต ถ้าบังคับให้ภาพนั้นเคลื่อนไปได้ ใหญ่ได้ เล็กได้ ใสกว่า เป็นอุปจารนิมิต อุปจารนิมิตนี่มี่ความสดใสมากขึ้น จิตทรงตัวมากขึ้น ดอกมะลิแก้วจะใส ขยายใหญ่โต ตัวเป็นประกายพรึก
เมื่อดอกมะลิแก้วเป็นประกายพรึกแล้ว นี่เรากำลังปฏิบัติธรรมานุสสตินะ ภาวนาว่าธัมโมแล้วก็สังเกตอารมณ์ใจ อารมณ์ใจ ใจเราสามารถได้ยินเสียงภายนอกได้ชัดเจนแจ่มใส แต่ว่าเราไม่รำคาญในเสียง นี่แสดงว่านิมิตนั้นเป็นปฏิภาคนิมิต จิตเข้าถึงปฐมฌาน องค์ภาวนาคงภาวนาอยู่ ภาพดอกมะลิแก้วสดใสสวยกว่าปกติขึ้นมา แล้วทรงตัวได้นาน
เมื่อภาวนาไปภาวนาไป อารมณ์แห่งการภาวนาหยุดเฉยๆ ดอกมะลิแก้วใสกว่าเดิม ผิดปกติขึ้นมาอีกเป็นประกายพรึกสวยกว่าเก่า อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๒ คำภาวนาหายไปมีความชุ่มชื่นปรากฏ
ต่อไป ความชุ่มชื่นหายไป ลมหายใจน้อยลง รู้สึกว่าลมหายใจมันเบามากเกินปกติหูได้ยินเสียงภายนอกเบาๆ แผ่วเบามาก แล้วก็มีอาการเครียด ตัวตึง มีความรู้สึกเหมือนกับตัวตึง นั่งตรง ถ้านอนก็เหมือนกันนอนตรงตึงตัวเข้าไว้ แต่เราไม่ได้เกร็ง ความรู้สึกเป็นยังงั้น สีของดอกมะลิแก้วสดใสเป็นกรณีพิเศษ ใสแพรวพราว บอกไม่ถูก มันจับใจ ใหญ่ได้ เล็กได้ เคลื่อนไปข้างหน้าได้ เคลื่อนไปข้างหลังได้ เราจะให้อยู่สูงได้ อยู่ต่ำได้ รู้สึกว่ามีการคล่องตัวมากขึ้น อาการอย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๓ ตอนนี้ภาวนาหายไปหมดแล้ว
แล้วต่อมาดอกมะลิแก้วเป็นประกายพรึกหนาทึบ เป็นประกายแพรวพราว จับใจ ไม่ปรากฏลมหายใจ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๔
นี่ ว่ากันถึงว่าเราทำธรรมานุสสติให้เข้าถึงฌานที่ ๔ ได้ จำอาการไว้ด้วยนะ ตอนหัวค่ำนี่ต่อๆ ไป ก็จะถือว่าให้เป็นการศึกษาพระกรรมฐานครบ ๔๐ กอง แต่ว่าเวลาปฏิบัติจริงๆ ภาวนาจริงๆ พิจารณาจริงๆ เราก็เลือกเอาตามอัธยาศัย ศึกษาไว้เพื่อเป็นความรู้ เพราะอะไรมันเกิดขึ้น ก็จะได้รู้ว่านี่เป็นอะไรแน่
ต่อไปเมื่อจิตจับภาพเป็นประกายพรึกของธรรมานุสสติคือดอกมะลิแก้วสดใสเป็นกรณีพิเศษทรงอยู่ได้นานแสนนาน เพราะว่าเราได้ฌานมาจากพุทธานุสสติกรรมฐานแล้ว เป็นของไม่ยาก โดยมากเขาทำกันวันเดียว หนเดียวเขาได้ฌาน ๘ เพราะว่าฌานเดิมมันเป็นฌาน ๘ มาแล้ว อารมณ์มันเป็นแบบเดียวกัน อย่างมากมันก็จะขลุกขลักอยู่ในวันแรก พอวันที่สองก็ตรงทางโผงถึงฌาน ๘ ไป
ที่กล่าวมาแล้วนี้เรียกว่ารูปฌาน เต็มฌาน ๔ แล้ว รูปฌานเต็ม ๔ ต่อไปเราก็จะทำธรรมานุสสติกรรมฐานให้เป็นฌาน ๘ ก็จับอรูปตั้งภาพนิมิตคือดอกมะลิแก้วที่เราคิดว่าเป็นพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นให้ทรงตัวอยู่มีอารมณ์จับนิ่ง เมื่อนิ่งพอจิตสบายเป็นอุเบกขารมณ์ จิตขยับนึกว่าภาพนี้จงหายไป ขออากาศจงปรากฏอากาสานัญจายตนะ พิจารณาว่าเวลานี้ไม่มีอะไร ภาพหมดไปแล้ว มีแต่สภาพว่างเหลือแต่อากาศ ขึ้นชื่อว่าอากาศนี้หาที่สุดมิได้ ไม่มีอะไรทรงตัว ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ถ้ายังหลงอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสอยู่ มันก็จะมีแต่ความทุกข์หาที่สุดมิได้ นี่มันใกล้วิปัสสนาญาณเข้าไปเต็มที แต่มันยังไม่ถึง ถ้าหากว่าเรายังมีตัวอยู่อย่างนี้ เราก็พบความทุกข์หาที่สุดมิได้ ความร้อนความหนาวความกระหาย ทุกข์ภัยต่างๆ ที่เกิดมาก็เพราะอาศัยร่างกายเป็นสำคัญ นับตั้งแต่นี้ไป เราไม่ต้องการร่างกาย เราไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าขันธ์ ๕ เป็นที่รับแห่งทุกข์ทั้งปวง เราไม่ต้องการ ต้องการอย่างเดียว ความหมดไปจากขันธ์ ๕ มีสภาพเหมือนอากาศ จิตใจมันก็จะทรงตัวมีความปกติ จิตนิ่งเป็นอารมณ์ของฌาน ๔ จิตทรงความสบายเป็นฌาน ๔ ได้ตามอัธยาศัย อย่างนี้เรียกว่าได้อากาสานัญจายตนะฌาน
เมื่อได้อากาสานัญจายตนฌานพิจารณาอากาศแล้ว ต่อไปก็ขยับขึ้นไปอีกนิดหนึ่งขึ้นไปวิญญาณัญจายตนฌาน พิจารณาว่า ขึ้นชื่อว่าวิญญาณถ้ายังทรงสภาพอยู่ มันก็ยังรับรู้สภาวะของความสุขหรือความทุกข์ เราไม่ต้องการให้วิญญาณทรงสภาพ จับเป็นกลุ่มเป็นก้อน ต้องการให้วิญญาณนี้สลายไปเหมือนอากาศ มันจะได้ไม่มีความรับสัมผัสใดๆ ทั้งหมด แล้วอารมณ์จิตก็ตั้งเพ่งไปเฉพาะข้างหน้าเห็นภาพของวิญญาณโดยนิมิตจัดขึ้นแล้วกระจายวิญญาณให้สลายตัวไป ไม่มีอะไรเหลือ ถ้าอารมณ์อย่างนี้มันทรงอยู่ จิตได้ถึงฌาน ๔ ก็ชื่อว่าเราได้วิญญาณัญจายตนฌาน
ตอนนี้อากิญจัญญายตนฌาน ฌานที่ ๓ จับภาพกสิณตั้งขึ้น ภาพกสิณนี่มีสภาพเหมือนกับสภาพของจิต ขึ้นชื่อว่าขันธ์ ๕ ก็ดี เราว่ายังงั้น วิญญาณก็ดี ถ้ามันยังมีอยู่ตราบใด มันก็ใช้ไม่ได้ มันก็จะประสบกับความทุกข์ ต่อไปนี้แม้แต่วิญญาณนิดหนึ่งก็จะไม่ปรากฏสำหรับเรา อากิญจัญญายตนะแปลว่าไม่มีอะไรเลย เราเป็นผู้ไม่มีอะไรเหลือแม้แต่นิดเดียว แม้แต่ความรู้สึกนิดหนึ่งมันก็จะไม่ปรากฏ จิตทำลายภาพกสิณให้หายไป คือดอกมะลิแก้วให้หายไป มีแต่อากาศว่างเปล่า จิตมีความสุข เพ่งอยู่เสมอว่า เราต้องการไม่มีรูป ไม่มีสภาพแบบนี้ เราจะไม่มีทุกข์ นี่ถ้าจิตทรงถึงฌาน ๔ แล้วก็ชื่อว่าเราได้ฌาน ๗ แล้ว อรูปฌานที่ ๓ เป็นฌาน ๗
อรูปฌานที่ ๔ ว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ หวนกลับมาจับกาย จับวิญญาณ จับจิต จับร่างกายของเรา ว่าเวลานี้เรายังมีร่างกายอยู่ มันรับทุกข์ เรามีอายตนะมันรับทุกข์ เรามีวิญญาณ เรายังมีอาการรับสัมผัสมันรับทุกข์ ไม่ใช่รับสุข ชีวิตของเรามันไม่มีการรับสุข มันรับแต่ทุกข์ ต่อไปนี้ถึงแม้ว่าเรายังจะอยู่ในร่างกายนี้ก็ตามที เราจะทำความรู้สึกเหมือนว่าเป็นคนไม่มีสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนะ ท่านบอกว่ามีสัญญาและมีอายตนะแต่ทำเหมือนคนไม่มีสัญญา ทำเป็นเหมือนคนไม่มีอายตนะ อายตนะก็ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัญญาก็ได้แก่ความจำ จำว่านี่หนาว นี่ร้อน นี่เปรี้ยว นี่เค็ม นี่เผ็ด นี่อุ่น อะไรก็ตาม มันจำได้ สัญญาแปลว่าความจำ ตอนนี้ไม่อยากจะจำ ปล่อย มันจะร้อนมา มันจะหนาวมา มันจะยังไงก็ช่างหัวมัน ทำเหมือนกับคนตายแล้ว ทำเหมือนคนไม่รู้สึกแล้วจิตมันก็ทรงได้ มันจะหนาว มันจะร้อน มันจะหิว มันจะกระหายก็ตาม ฉันไม่หิวด้วย แกอยากหิวก็หิว ฉันไม่หิว จิตมันอยู่ในความสงบ อันความหิวมันก็ไม่เกิด เมื่อหนาวมาจริงๆ เอ้า มันจะยังไงก็ช่าง ฉันไม่หนาว เอาจิตเข้าไปตั้งฌาน ๔ มันก็ไม่หนาว เรียกว่ามีสัญญาเหมือนกะไม่มีสัญญา มีวิญญาณเหมือนกะไม่มีวิญญาณ มีอายตนะ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง รูปสวยเสียงเพราะฉันไม่สนใจ รูปไม่สวยเสียงไม่เพราะฉันไม่สนใจ รสอาหารมันจะเป็นยังไงฉันไม่สนใจ ว่าไอ้พวกนี้มันสลายตัวหมด ต่อไปมันก็ไม่มี นี่มันใกล้วิปัสสนาญาณมาก ฉะนั้น พวกที่ได้สมาบัติ ๘ จึงเจริญวิปัสสนาญาณไม่เกิด ๑ อาทิตย์ได้อรหัตผล และเป็นปฏิสัมภิทาญาณ นี่พิจารณาตามนี้จนจิตชิน ก็ชื่อว่าเราได้เนวสัญญานาสัญญายตนะ นี่มันก็ไม่ยากนะ ยากไหม มันไม่ยากนี่ เราพูดกันมาถึงพุทธานุสสติมาแล้ว ไอ้การระงับนิวรณ์ การทรงเมตตา การทรงพรหมวิหารสี่ การทรงศีล เราพูดกันมาแล้ว แล้วเราก็ได้พุทธานุสสติกรรมฐานเป็นสมาบัติ ๘ มาแล้ว แล้วก็เรื่องอะไรล่ะจะต้องมานั่งคลำธรรมานุสสติกรรมฐานกันถึง ๗ วัน ๘ วัน เขาคลำกันไม่เกิน ๓ วัน เป็นอย่างช้า คือวันแรกขลุกขลักนิดหนึ่ง วันที่สองเอาไปกินเสียหมดแล้ว วันที่สามซ้อมให้มีการทรงตัว แล้วหลังจากนั้นเขาจับสังฆานุสสติต่อไปอีกฌาน ๘ อีก
นี่เป็นวิธีการที่จะพึงรู้ เป็นหลักวิชา แต่ว่าหลักวิชาจริงๆ น่ะอนุสสติท่านบอกว่าให้ใช้ได้แต่เพียงอุปจารสมาธิเท่านั้น นี่ตามแบบอนุสสติเดิม ตอนนี้เราก็มาดัดแปลงแก้ไขให้เกิดเป็นฌานได้ มันจะเป็นไรไป ไม่ผิด ก็เอาอนุสสติมาเป็นกสิณเสียมันก็หมดเรื่องกันไป นี่เขาทำกันได้แล้วจิตมันก็ทรงตัวดี ถ้าจิตมีความมั่นคง แล้วก็ได้ถึงสมาบัติ ๘ หรือถึงสมาบัติ ๔ แล้ว เวลาจะเจริญวิปัสสนาญาณมันก็เป็นของง่าย มันไม่มีอะไรจะยากนี่จำไว้เป็นพื้นฐาน เพราะว่ามีคนเขาพูดกัน ไอ้พวกเกาะตำราว่าอนุสสติทั้งหมดจะเป็นฌานไม่ได้นอกจากอานาปานสติกรรมฐาน เราก็จะตอบเขาว่าเฉพาะอนุสสติจริงๆ ละก็เป็นเช่นนั้น แต่เราดัดแปลงอนุสสติเป็นกสิณได้ เป็นกสิณแล้วก็ถือเอาพระธรรม เอาพระพุทธ เอาพระสงฆ์ เอาเข้ามาเป็นกสิณนั่นเอง เมื่อเป็นกสิณแล้วเราก็ทำฌาน ๘ ให้เกิดขึ้นได้ อย่าว่าแต่ฌาน ๔ เลย นี่การทรงตัวมันดีอย่างนี้
เอาละต่อแต่นี้ไปก็ขอทุกท่าน พยายามตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้าภาวนาว่า พุท เวลาหายใจออกภาวนาว่า โธ อย่างนี้ก็ได้นะ หรือว่าใครถนัดแบบไหนก็ให้พิจารณาหรือภาวนาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา