๒๑.
เตือนพระ
ทุกข์จากความร้อน ความกระหาย จากการป่วยไข้ไม่สบาย ความแก่เฒ่าเข้ามารบกวน ความปรารถนาไม่สมหวัง นี่เป็นอาการของความทุกข์ทั้งหมด ทีนี้ถ้าเราเกิดแล้วเราก็ต้องทุกข์ ถ้าเราตายไปแล้วจะต้องเกิดใหม่มันก็เป็นทุกข์อีก การที่เราจะหนีความทุกข์ที่เรามาปฏิบัติความดีกันนี่ เรามาปฏิบัติเพื่อหนีทุกข์ เราจะพ้นจากความทุกข์ได้ก็ต้องถึงพระนิพพานเป็นสำคัญ แต่ถ้าขณะใดที่จิตใจของเรายังเข้าไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด เราก็เป็นผู้ไม่พ้นจากความทุกข์
การที่จะทำจิตใจของเราให้เข้าถึงพระนิพพานมันก็เป็นของไม่ยาก
พยายามตัดอารมณ์ของความชั่วให้หมด ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ใดเป็นปัจจัยของความชั่ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเห็นกันง่ายๆ ก็อารมณ์ที่มีการฝ่าฝืนศีล ๕ ประการ ศีล ๕ ประการนี้จัดว่าเป็นสภาวะคือเป็นอารมณ์ของความดี
ถ้าหากว่าละเมิดศีลห้าประการข้อใดข้อหนึ่งก็ตามที นั่นชื่อว่าเราสร้างความชั่วให้เกิดขึ้นกับจิต
ขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่าจงพยายามละเสีย
คือการละด้วยกำลังของจิต เมื่อจิตเราละความชั่วแล้ว กาย วาจา ทั้ง๒ประการมันต้องละด้วย
เพราะกายวาจานี่จะทำหรือจะพูด พูดไปตามจิตสั่ง ถ้าจิตสั่งดีวาจาก็พูดดี กายก็ทำดี
ถ้าจิตสั่งชั่วกายก็ทำชั่ว วาจาก็พูดชั่ว นี่เรามานั่งคุมกำลังที่ใจของเรา
เราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
การเจริญพระกรรมฐานเขาทำกันแบบนี้ ไม่ใช่สักแต่เพียงว่าทำกัน
ทำกันเป็นปีๆเอาดีอะไรกันไม่ได้ก็เพราะว่าใจเลว
ตัวอย่างในสมัยองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาฟังเทศน์กันจบเดียวเขาก็เป็นพระอรหันต์บ้าง
ฟังเทศน์จบเดียวก็เข้าป่าไปฝึกปฏิบัติรวบรวมกำลังใจตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า
ไม่ช้านานเท่าไรเขาก็เป็นพระอรหันต์กันหมด เขาไม่มานั่งฟังกันทุกวันๆ
อย่างกับเราทั้งหลายที่ฟังกัน ดีไม่ดีฟังไปฟังมาเลยกลายเป็นของธรรมดาไป
ผลที่ฟังไม่ได้ปฏิบัติ ทิ้งไปเสีย ปฏิบัติแต่ความชั่วเข้ามาแทน
คนเราจะดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่ใจ
ถ้าใจมีสภาพจำเสียอย่างเดียวมันก็ไม่มีความชั่ว
ความชั่วที่จะมีกับเราได้ก็เพราะอาศัยใจไม่จำ ดูตัวอย่างพระราธะ บวชต่อเมื่อวัยแก่
ขอพระกรรมฐานพระพุทธเจ้ายันพระนิพพาน พระพุทธเจ้าสอนแค่เพียงย่อๆ
ท่านก็ไปอยู่กับพระสาลีบุตร ไม่ทันจะถึงพรรษาท่านก็เป็นอรหัตผล นี่เขาทำกันอย่างไร
วิธีทำได้แบบนั้นก็เพราะจิตมันมีสภาพจำ จำแล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติ
คือว่าทำหูของเราให้มันเป็นหูเนื้อ ไม่ใช่ทำตาเป็นตากระทู้ หูเป็นหูกระทะ
ไอ้ตากระทู้น่ะตามันมาก แต่มันมองไม่เห็นอะไร หูกระทะมันใหญ่แต่ฟังอะไรไม่ได้ยิน
สภาพของหูเรามันต้องเป็นหูเนื้อ ตาเนื้อมองเห็นได้ ฟังอะไรได้ยินได้
และจิตมีสภาพจำ ที่ว่าจำแล้วนั้นจำอย่างไร นี่เราพูดกันมานาน
สำหรับพวกนักปฏิบัติที่มาใหม่จำไว้ด้วยว่า
๑. เราต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
จำแล้วก็นำไปปฏิบัติว่าจะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้ใครเขาทำลายศีล
ไม่ยินดีในเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว นี่ฟังกันเพียงแค่จบเดียวก็ต้องจำกันไปเลย
ฆราวาสก็มีศีล๕ พระมีศีล๒๒๗ สำหรับพระที่มีจริยาไม่ดี ก็เพราะว่ามีศีล๒๒๗ไม่ครบถ้วน
ถ้าศีล ๒๒๗ นี่พูดให้ฟังกันทุกวันไม่กี่วันมันก็จบ ย้อนกันไปย้อนกันมา
ถ้ายังมีจริยาไม่ดีก็แสดงว่ามันเลวเกินไป ไม่สมควรกับผ้ากาสาวพัสตร์
๒. มีสมาธิตั้งมั่น
ถ้าจิตมีสภาพจำ ตัวจำนี่เป็นตัวสมาธิ เป็นของง่ายๆ จำอย่างไร จำว่าจะไม่ละเมิดศีล
นี่เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงพระนิพพาน ประการที่สองนี้
อารมณ์จิตจำสภาวะของศีลไว้ รักษาอารมณ์ของศีลให้ครบถ้วน
เพราะว่าถ้าศีลมีอารมณ์ครบถ้วนและปฏิบัติได้ครบถ้วนจริงๆ เราก็ตัดอบายภูมิ
เราไม่ไปเกิดในนรก นี่เป็นผลอันหนึ่งที่จิตมีสภาพจำศีลและก็ปฏิบัติในศีล
ถ้าอารมณ์มันทรงอยู่ในศีลบริสุทธิ์ได้ก็ชื่อว่ามีจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิ
จิตเป็นกำลัง ก็ใช้ปัญญาช่วยให้เราทำลายความทุกข์ให้หมดไป อาการจิตมีสภาพจำศีล
และก็ทรงศีลให้บริสุทธิ์มีสมาธิในสีลานุสสติกรรมฐาน นี่มันก็ยังไม่ถึงพระนิพพาน
แต่ว่าใกล้เข้าไปแล้ว ถ้าจิตทรงศีลได้เป็นสมาธิเราก็เกิดเป็นพรหมได้
จัดว่าเป็นพรหมจรรย์ เพราะเรามีความประพฤติอย่างพรหม มีธรรมปีติเป็นปกติ
ทีนี้การที่เราจะก้าวเข้าสู่พระนิพพานตัวนี้ต้องใช้ปัญญา
ตัวปัญญานี่ความจริงก็หาไม่ยาก แต่ว่าสภาพจิตน่ะมีสภาพจำหรือเปล่า
ถ้าเรามีสันดานไม่จำละมันก็ลงนรกทั้งนั้นเหมือนกันหมด ไม่มีใครเหลือ กรรมเล็ก
กรรมใหญ่
การแนะนำพร่ำสอนตามกระแสพระสัทธรรมเทศานาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องของศีล
ในเรื่องของสมาธิ ในเรื่องของปัญญา เราพูดกันมาจนน่าเบื่อ พูดกันจนเป็นของธรรมดาไป
สิ่งสภาพวัตถุทั้งหลายของสงฆ์ถูกทำลาย ไม่มีใครมอง นี่แสดงว่าจิตมันมีสภาพไม่จำ
พอใจในอบายภูมิ อยากลงนรกกันดี อยากจะไปอเวจี หรืออยากจะไปโลกันต์ก็ไปตามอัธยาศัย
ดูตัวอย่างพระเทวทัตเป็นสำคัญ อยู่ในสำนักขององค์พระจอมไตรบรมศาสดาก็มีสันดานชั่วๆ
แบบนี้จึงได้ไปอเวจีมหานรก นี่ถ้าเราปรารถนาจะไปพระนิพพานจิตเราจำหรือเปล่า
พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ชาติปิ
ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณัมปิ ทุกขัง
ความตายเป็นทุกข์
โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เป็นต้น การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์
ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ ทีนี้จิตของเราก็มองเห็นอยู่
ตาเราถ้าเรามีตาเนื้อเราก็จะเห็นสภาของคนที่เกิดมาก่อนเรา ก็แก่ไปกว่าเรา
ชาติปิ
ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
ชราปิ
ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
เมื่อความป่วยไข้ไม่สบายปรากฏ มันก็มีอยู่แล้วให้เราเห็น ตัวเรามันก็ป่วย
ตัวเราก็แก่ เด็กก็แก่ลงทุกวัน ผู้ใหญ่ก็แก่ลงทุกวัน
มรณัมปิ
ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์
ชาวบ้านชาวเมืองเขาก็ตายให้เราดูอยู่ทุกวัน นี่สภาพจิตเราจำบ้างหรือเปล่า
เคยนึกบ้างไหมว่าสภาพของเราจะเป็นอย่างนั้น
แล้วก็เรามีสภาพจำบ้างหรือเปล่าว่าเราเกิดมาได้กี่วันแล้วมันเต็มไปด้วยความทุกข์
ตั้งแต่วันเกิดมาถึงวันนี้มันมีความสุขบ้างหรือเปล่า ถ้าเรานึกว่าชีวิตของเราวันใดวันหนึ่งมีความสุขก็แสดงว่าจิตใจของเราพอใจในอบายภูมิ
เพราะมันหลอกตัวเอง มันไม่มีปัญญา ถ้าเรามีปัญญาจริงๆ
เราจะเห็นว่าตอนตื่นขึ้นมาเช้าๆ
น่ะไม่ได้ล้างหน้ามันก็เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความทุกข์เขาแปลว่า
ความไม่สบายกายไม่สบายใจ หน้ามันกรังหน้าตาเกรอะกรังฟันไม่ได้แปรง
เราไม่สบายกายไม่สบายใจ นี่เป็นอาการของความทุกข์ จิตจำหรือเปล่า
เราตื่นขึ้นมาแล้วก็ต้องเข้าห้องน้ำ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
การปวดอุจจาระปัสสาวะเป็นอาการของความทุกข์ไม่ใช่ความสุข ดิ้นรนด้วยประการทั้งปวง
ถ้าหาที่ถ่ายไม่ได้มันก็มีอาการกระสับกระส่ายเสียดแทงด้วยประการทั้งปวง นี่เป็นอาการของความทุกข์ จิตจำหรือเปล่า
หรือว่าอยากจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ พอถ่ายแล้วก็สบายใจ ถือว่ามันเป็นความสุข
การถ่ายครั้งหนึ่งพอแล้วหรือยังในชีวิตเรา มันมีตลอดวัน จัดเป็นนิพัทธทุกข์
ทำไมเราจึงไม่จำกัน นี่คนที่เขาจะไปนิพพานเขาจำหมด เมื่อถ่ายอุจจาระปัสสาวะแล้ว
สิ่งอื่นที่จะต้องมีมาคือ หิวข้าว อยากกินอาหาร ความหิวข้าวมาเบียดเบียน
ตัวความหิวความกระหายเป็นอาการของความทุกข์ ถ้าไม่ได้กินก็มีอาการเสียดแทงตลอดเวลา
ทีนี้ถ้าเรากินอิ่มเดียวมันอิ่มตลอดชีวิตไหม มันก็ไม่ตลอดชีวิต
วันหนึ่งกินหลายครั้ง หลายหิว หิวกี่ครั้งก็ทุกข์เท่านั้น
อยากกี่ครั้งก็ทุกข์เท่านั้น แล้วกินไปจนตายมันก็ไม่เลิกกิน
ถ้ามันยังไม่ตายมันก็กินต่อไป ขึ้นชื่อว่าความทุกข์ มันมีอยู่ประจำทุกวัน
สภาพจิตของเรามองเห็นกันบ้างหรือเปล่า จิตของเรามองไม่เห็นก็แสดงว่าจิตของเราเป็นจิตที่ไร้ปัญญา
นี่ทุกข์มีจริงแต่เราไม่เคยมองเห็นความทุกข์
ถ้าเรามองเห็นความทุกข์แล้วจะมีประโยชน์อะไรบ้าง
ทุกข์นี่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าอริยสัจ
ความจริงที่พระอริยเจ้าเข้าถึง และความจริงที่จะทำให้บุคคลเป็นพระอริยเจ้า
พระอริยเจ้าทุกท่านที่ทำให้เป็นพระอริยเจ้าได้เพราะเห็นทุกข์เป็นสำคัญ
รู้อาการเกิดมานี้มันก็มีความทุกข์ทุกลมหายใจเข้าออก นี่มันตัวทุกข์
ถ้าเราเกิดต่อไปข้างหน้าอีก ทุกข์แบบนี้จะเกิดไปอีกกี่แสนชาติกี่แสนกัป
มันมีเท่านี้แหละทุกข์แบบนี้เหมือนกัน ถ้าเราไม่ต้องการเกิด เราต้องการพระนิพพาน เราก็เดินเข้าไปหาว่าอะไรเป็นปัจจัยของความทุกข์
เหตุที่จะทำให้เกิดทุกข์ได้แก่ ตัณหา คือความอยาก อยากตะเกียกตะกาย อยากจะเกิดอีก
อยากจะให้ชิวิตมันทรงอยู่ ไม่อยากจะให้มันตายต่อไป
หรือว่าเกิดแล้วก็อยากจะให้มันทรงตัว ไม่อยากจะแก่ ไม่อยากจะตาย ความแก่เข้ามาถึงความตายเข้ามาถึงก็ดิ้นรน
อยากจะให้พ้นความแก่ความตาย
ตัวอยากนี่มันเป็นตัวโง่ ตัดตัวปัญญา ไม่ใช่ตัวปัญญา
ตัวของอบายภูมิ เราจะเข้าถึงพระนิพพานได้เราก็ต้องตัดตัวอยาก คือความโง่เสีย
มันอยากอะไรที่เราพึงตัด เราก็ตัดความอยากเกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นเทวดา
เกิดเป็นพรหม เกิดเป็นมนุษย์ก็ดี
เทวดาก็ดี พรหมก็ดี
เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ เราไม่เอา เราจะไปพระนิพพาน
คนที่ไปพระนิพพานเขาทำกันอย่างไร ก็มีเหตุอยู่ ๓ อย่างเท่านั้นที่จะไปพระนิพพานได้
คือ
หนึ่ง รู้จักให้ทาน การให้ทานทำลายโลภะ ความโลภ
เราให้ทานเพื่อเป็นการตัดกิเลส ไม่ใช่ให้ทานเพื่อหวังผลตอบแทน ให้แล้วก็ให้ไปเลย
เป็นการตัดความโลภที่อยู่ในจิต
ประการที่สอง เรามีศีลบริสุทธิ์ด้วยอำนาจของพรหมวิหารสี่ ถ้าเรามีพรหมวิหารสี่
ศีลเราบริสุทธิ์
ถ้าเราไม่มีพรหมวิหารสี่ ศีลก็ไม่บริสุทธิ์ นี่ทั้งพระทั้งเณรทั้งฆราวาสเหมือนกัน
พระมีสิกขาบทถึง ๒๒๗ ที่ต้องปฏิบัติ แต่ความจริงมีมากกว่านั้น ถ้าปฏิบัติศีลได้ครบ
๒๒๗สิกขาบท เรื่องที่ต้องว่าต้องตักเตือนกันไม่มี ไม่มีจุดบกพร่องอะไรสักนิดหนึ่ง
หาข้อตำหนิติเตียนกันไม่ได้เลย ที่เราเป็นผู้เผลออยู่ก็เพราะเราไม่มีศีล
ก็ต้องพูดว่าเป็นนักบวชที่ไม่มีศีล ถ้าศีลพร่องก็แสดงว่าไม่มี ไม่มีแล้วเป็นอะไร
เป็นฆราวาส สิกขาบททั้ง ๒๒๗ นี้ละเอียดละออพอแล้ว
ถ้าเราเคารพและปฏิบัติทั้งหมดนี่ก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องเกรงกันเลย สบาย
และไปนิพพานง่าย ช่องว่างที่จะไปอบายภูมิสำหรับพระไม่มี
ถ้ามีความเคารพในสิกขาบททั้ง ๒๒๗ แต่ว่าที่เรามีช่องว่าง เปิดช่องโหว่ให้อาบัติมันกิน
ก็แสดงว่าใจเราไม่รักศีล เมื่อใจไม่รักศีล ศีลก็ไม่มีในใจ ก็เหลือแต่เปลือก
ถ้าเหลือแต่เปลือกแล้วยังครองผ้ากาสาวพัสตร์ก็มีอเวจีเป็นที่ไป
เป็นอันว่าเราต้องการจะไปพระนิพพาน ในเมื่อเรามีพรหมวิหารทั้ง ๔
ประการศีลก็ตั้งมั่น ศีลตั้งมั่นจิตทรงพรหมวิหารสี่ เรียกว่าจิตที่ทรงสมาธิ
นี่อารมณ์เยือกเย็นมีความสบาย มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์เพราะใจเย็น
คนที่ไร้สติสัมปชัญญะ ขาดละเมิดสิกขาบทต่างๆ เพราะขาดพรหมวิหารสี่ จิตมันร้อน มันถูกไฟนรกเผาใจ มันคิดไม่ออก
นึกไม่ได้จำไม่ได้เพราะไฟนรกมันเผาใจ เมื่อจิตเราทรงพรหมวิหารสี่ได้ปกติ
ศีลก็บริสุทธิ์
การทรงพรหมวิหารสี่นี่ตัด เป็นการตัดโทสะและพยาบาท
เป็นกิเลสตัวที่สองที่เราจะเข้าพระนิพพาน เราจะพังมันได้ด้วยอำนาจพรหมวิหารสี่
พรหมวิหารสี่ของคนไหนจะบกพร่อง ดูกันแค่ศีล ดูศีลเท่านั้นแหละพอ
ถ้าศีลบกพร่องละก็พรหมวิหารสี่ไม่มี
ถ้าพรหมวิหารสี่ไม่มีทำอย่างไร
ก็ไปนรก
ถ้าพรหมวิหารสี่ครบถ้วน ศีลไม่บกพร่อง
แสดงว่าจิตคนนั้นเป็นสมาธิ มีอารมณ์ตั้งมั่น มีความเยือกเย็น
การเจริญสมาธิเราต้องการอย่างเดียว คือ อารมณ์เยือกเย็นของใจ ในเมื่อใจเย็น
ไฟนรกไม่เผา ความสบายใจก็เกิด ตัวปัญญาเกิดเพราะอารมณ์จิตเย็น
ที่ปัญญาไม่เกิดเพราะอารมณ์จิตร้อน เหมือนกับคนที่ถูกแดดเผาจัดๆ
ร้อนก็คิดอะไรไม่ออก ถ้าอารมณ์ใจเย็นเหมือนนั่งเย็นๆ สบายเมื่อนั่งในห้องแอร์
สมองโปร่ง
ข้อนี้อุปมาฉันใด จิตของเราก็เหมือนกัน ถ้าถูกกิเลส ไฟคือ
ราคัคคิ ไฟคือราคะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ
โทสัคคิ ไฟคือโทสะ ไฟกิเลสทั้งสามประการนี้เผาให้เร่าร้อน ก็คิดอะไรไม่ออก
ไฟสามกองนี้เผาอย่างไร มันเผาแทนไฟนรก ถ้าถูกเจ้าไฟสามกองเผา
มันเร่าร้อนในขณะที่เป็นอยู่ ตายแล้วก็ดิ่งลงนรกไป เขาเรียกว่าไฟนรก
เมื่ออารมณ์จิตสบายแล้ว ปัญญาก็เกิด เกิดอย่างไร คนนั่งสบายๆ
มีอารมณ์สบายก็มองเห็นได้เลยว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของมีจริง
และโลกนี้ทั้งโลกหรือโลกไหนก็ตาม ถ้ามีเกิดอีกก็เต็มไปด้วยความทุกข์
จะหลบไปเป็นเทวดาหรือพรหมก็หลบได้ชั่วคราว หลบไปไม่ได้ตลอดกาลตลอดสมัย
หมดบุญวาสนาจากเทวดาและพรหม ก็ลงมาเกิดเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเปรต เป็นอสุรกาย
ไม่เป็นเรื่อง เราไม่เอา ตัดสินใจเด็ดขาด
ขึ้นชื่อว่าความเกิดต่อไปไม่มีสำหรับเรา
เราไม่ต้องการความเป็นคน ไม่ต้องการความเป็นเทวดา ไม่ต้องการความเป็นพรหม
เราต้องการเฉพาะพระนิพพาน เราจะไม่มัวเมาในชีวิต เราจะไม่มัวเมาในทรัพย์สิน ถือว่าชีวิตและทรัพย์สินไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา ตายแล้วร่างกายก็จมอยู่กับพื้นดิน
ทรัพย์สมบัติเราก็เอาไปกับเราไม่ได้ ขณะมีชีวิตอยู่เราก็ทรงกายอยู่
ทรงเข้าไว้เพื่อรักษาไว้ชั่วขณะ ตายแล้วก็แล้วกันไป ตัดความห่วงเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เลิก อยู่ก็ต้องทำมาหากิน แต่ว่าทำมาหากิน
เมื่อตายแล้วมันจะไปไหนก็ช่างมันไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ห่วงอย่างไร เราไม่ต้องการร่างกายคือขันธ์ห้าต่อไปอีก
ไม่เอาอีกแล้ว ขันธ์ห้าคือร่างกายที่เป็นคนก็ดี ขันธ์ทิพย์ คือร่างกายที่เป็นเทวดาหรือร่างกายที่เป็นพรหมก็ดี
เราไม่เอา ตั้งใจไว้โดยเฉพาะว่าเราไม่ต้องการ เราต้องการอย่างเดียว คือพระนิพพาน
เห็นใครเขาตาย ก็นึกว่าไม่ช้าเราต้องตายอย่างเขา เห็นใครเขาแก่
ก็นึกว่าไม่ช้าเราก็ต้องแก่ตามเขา เห็นใครเขาป่วย ก็นึกว่าไม่ช้าเราก็ป่วยตามเขา
ถ้ามันตายแล้วไปไหนก็นึกว่าช่างมันไม่เอาอีกแล้ว ความเกิดที่เต็มไปด้วยความระยำ
เต็มไปด้วยความทุกข์ เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการอย่างเดียว คือแดนพระนิพพาน
เป็นแดนอมตะ ไม่มีความแก่ ไม่มีความเจ็บ ไม่มีความป่วยไข้ ไม่มีความไม่สบาย
ไม่มีทุกข์แม้แต่เท่าขี้เล็บ ไม่มีทุกข์เลยในแดนพระนิพพาน
เราตั้งใจตรงไว้เฉพาะพระนิพพานอย่างเดียว นี่จิตของเราแปลงจริงๆ
พระนิพพานไปง่ายๆ เหมือนพระโคธิกะ จิตท่านปลงโดยเฉพาะตายแล้วไปพระนิพพาน
ไปไม่ยากพระนิพพานไปง่ายๆ แต่ว่าขอให้ทำจิตของเราให้มีสภาพจำ หูของเราเป็นหูคน
ตาของเราเป็นตาคน ใช้ได้ ถ้าหูเป็นหูกระทะ ก็ไม่ไหว ไปไม่ได้ นี่ปรับปรุงกายปรับปรุงใจให้ดี ความบกพร่องในสำนักของเรายังมีอยู่มาก
เกินพอดีไป คือว่าคำสอนมีอยู่ทุกๆวัน วันละ ๓ เวลา แต่ว่าจุดบกพร่อง
อารมณ์จิตบกพร่อง จริยาบกพร่องนี่มีอยู่มาก มากเกินกว่ามนสำนักต่างๆ
ในสมัยโบราณที่เขาปฏิบัติกัน
โดยมากเขาไม่ได้รับการสอนกันทุกวันเหมือนที่นี่และหลายเวลาแบบนี้ เดือนหนึ่ง
สองเดือน หรือว่าครึ่งเดือน
จึงจะรับคำสอนจากครูอาจารย์สักครั้งหนึ่งเมื่อเวลาจำเป็น มิฉะนั้น
เขาสอนกันรวดเดียว ต่างคนต่างทำกัน และผลที่สุดท่านก็เอาดีกันไปได้
แต่ว่าของเราสอนมากเกินไป ออกจะมีความประมาท จะรู้ได้อย่างไร จะรู้ได้
ประการที่ ๑ จริยา แสดงออกมาบางทีไม่ใช่จริยาของพระ
ประการที่ ๒ ทรัพย์สินของสงฆ์ เตือนกันแล้วเตือนกันอีก
แต่ว่ายังพบหล่นเรี่ยราดเสียหายกันอยู่นั่นแหละ ไม่มีใครสนใจ
นี่แสดงว่าจิตใจของเราไม่มีสภาพจำ นี่ปรับปรุงตัว ปรับปรุงใจเสียให้ทัน
ไม่อย่างนั้นจะลงโลกันต์ไปเสียก่อน
ทำสัญญาเป็นสัญญาดื้อ ทำสัญญาเป็นสัญญาด้าน ทำจิตเป็นจิตบอด
ผลที่สุดจะเห็นทางไปสวรรค์ เห็นทางไปพรหม เห็นทางไปพระนิพพานได้อย่างไร
ต้องทำสัญญาเป็นต้นว่าสัญญาที่มีความสว่างไสว มีความระมัดระวัง
มีความรู้สึกอยู่เสมอ พระธรรมวินัยฟังกันทุกวัน วินัยนี่น่าจะคล่องกันทุกองค์ แต่เปล่า กลับเป็นคล่องไม่จำเสียนี่
ไม่ใช่คล่องจำ ต่อแต่นี้ไปก็ตั้งใจสำรวมกันเสียให้ดี ไม่น่าจะเตือนกันนะ
เรื่องพรรค์นี้ไม่น่าจะต้องเตือน ฟังกันทุกวันยังจะต้องเตือนกัน นี่เราลงโทษตัวเรา
พิจารณาตัวเอง โดยนั่งนึกว่านี่เราเลวมาแล้วเท่าไร ไปบวกความดีที่จะมีมาข้างหน้าได้ไหม
แต่ถ้าศีลบกพร่องไปสวรรค์ไม่ได้ มาเกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ ปรับปรุงเสียให้ทันนะ
อย่าทำตนให้เสียโดยคะนองเกินไป จริยาคะนองเกินไป แสดงว่าใจมันเลว มีสภาพไม่จำ
เอาละต่อแต่นี้ไป ขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น
เอาใจจับลมหายใจเข้าออก กำหนดจิตให้รู้ไว้โดยเฉพาะ ว่าชั่วเวลา ๓๐ นาทีนี้
เราจะไม่ยอมให้จิตพลาดจากลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้าก็รู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่าหายใจออก
จับไว้เฉพาะอารมณ์แรก ว่าเราต้องการพระนิพพาน ตั้งใจไว้ก่อนเลยทีเดียวว่า
การทำอย่างนี้เราต้องการพระนิพพาน และเวลากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกก็นึกตามไปด้วย
หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า
โธ
พุทโธเป็นพระนามความดีของพระพุทธเจ้า
เวลานี้พระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพานแล้ว ถ้าขณะใดจิตใจของเรายังจับคำว่า พุทโธอยู่
และจิตตั้งไว้เฉพาะพระนิพพาน ตายเมื่อไรไปนิพพานเมื่อนั้น
ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา