๒๐.
ตอบปัญหาข้องใจ
โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาศีลและสมาทานพระกรรมฐานเสร็จแล้ว ต่อแต่นี้ไปเป็นโอกาสที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะเจริญพระกรรมฐานและวิปัสสนาภาวนา และขอให้ทุกคนตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่นกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกและคำภานาคู่กันไปนี่เป็นหลักเริ่มต้นของการปฏิบัติพระกรรมฐาน
การเจริญพระกรรมฐานที่จะให้ดีก็ต้องรู้จักเอาชนะใจตนเอง
ตนเองรู้อยู่ว่าเวลานี้เรามีกิจอะไรจะพึงทำและตั้งใจเฉพาะอยู่
กิจนั้นจึงจะมีผลในการเจริญพระกรรมฐาน
นี่เป็นปัญหาเฉพาะวันนี้ที่มีคนมาถามว่าทำอย่างไรจึงจะควบคุมกำลังจิตให้เป็นสมาธิและทำอย่างไรจึงจะให้ใจเข้าอยู่ถึงฌานสมาบัติ
ความจริงการทำจิตให้เป็นสมาธิหรือทำจิตให้เป็นฌานสมาบัติเป็นของไม่ยาก
ถ้าเราเป็นคนไม่มีใจโลเลล่อกแล็ก ถ้าหากว่าเป็นคนมีอารมณ์จิตตั้งมั่น
รู้จักกิจที่เราจะพึงกระทำ การที่เจริญพระกรรมฐานและเอาดีไม่ได้
เพราะว่าเราไม่รู้กิจไม่รู้หน้าที่ที่จะพึงกระทำ เป็นคนไร้สติสัมปชัญญะ
ไม่รู้จักควบคุมกำลังใจตนเองมันก็เอาดีกันไม่ได้ เราจะดีได้หรือจะชั่วได้อยู่ที่เราคนเดียวเท่านั้น
ไม่มีใครที่เขาจะมายกยอปอปั้นให้เราดีหรือเราเลว แม้แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า
อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น
สำหรับความดีหรือความชั่วที่เราจะได้ก็ต้องเราเป็นผู้ทำเองโดยเฉพาะ
เมื่อฟังคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ที่ทำได้ดีก็เพราะท่านนำไปประพฤติปฏิบัติตาม
เวลาที่จะฟังก็ใคร่ครวญไปตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพูด
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพูดเขาก็ใช้ปัญญาคิดตาม
คนที่จะได้ดีเขาทำกันแบบนี้ ขณะที่ฟังก็ดี ขณะที่ตั้งใจทรงสมาธิจิตก็ดี
เขาไม่ให้อารมณ์ส่งไปสู่อารมณ์อื่น
รู้จักควบคุมใจของเราให้อยู่เฉพาะกิจที่เราจะพึงทำคือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกและคำภาวนา
เมื่อเรารู้กิจอย่างนี้ขณะที่เราทรงสมาธิจิตตั้งใจทรงความดี
เราก็บังคับจิตให้รู้เฉพาะลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้านึกว่า พุท ลมหายใจออกนึกว่า
โธ นึกอยู่ควบคุมกำลังอยู่เท่านี้ตามเวลาที่เรากำหนดไว้
เราจะไม่ยอมให้อารมณ์จิตเราเข้าไปสู่อารมณ์อื่นนอกจากลมหายใจเข้าออกหรือว่าคำภาวนาว่า
พุทโธ ถ้าเราบังคับจิตของเราให้ได้อย่างนี้ไปทุกคราวทุกครั้งที่เจริญพระกรรมฐาน
เราจะใช้เวลามากก็ตามเวลาน้อยก็ตาม หรือว่ายามว่างกิจอื่นนั่งอยู่ ยืนอยู่ นอนอยู่
ทำการงานอยู่ อารมณ์ว่างจากอารมณ์อื่นที่จะพึงคิด
แล้วก็จิตจับลมหายใจเข้าออกและคำว่า พุทโธให้เป็นปกติ
จนกระทั่งให้จิตมีอารมณ์ชินอย่างนี้จิตของเราก็เป็นฌาน
หรือว่ายามว่างจากกิจอื่นจิตก็จับ คำ พุทโธ เป็นอารมณ์หรือกำหนดจิตรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างนี้ท่านเรียกว่าฌาน
แต่นักปฏิบัติพระกรรมฐานที่เอาดีไม่ได้ก็เพราะปล่อยให้จิตไปคบกับอารมณ์ชั่วต่างๆ
คือวันทั้งวันไม่ได้น้อมเข้าไปหาความดี ไปมองแต่ความชั่ว
อารมณ์ของความชั่วชอบเอาจิตเข้าไปคบ แล้วก็ชอบเอาอารมณ์เข้าไปยุ่งกับกิจของคนอื่น
คนนั้นดีแบบนี้คนนี้เลวแบบนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้นคนนี้เป็นอย่างโน้น
ไม่ได้มองดูตัวเอง การที่เอาอารมณ์จิตเข้าสู่อารมณ์จิตจริยาของคนอื่น
เป็นอารมณ์จิตที่เลว
อารมณ์จิตที่ดีนั้น
จะต้องเป็นอารมณ์จิตที่ควบคุมอารมณ์ของตนเองกำลังจิตของตนเอง ควบคุมความรู้สึกของตนเองเข้าไว้
ว่าเวลานี้อารมณ์จิตของเราเป็นกุศลหรืออกุศล เช่นเราจะนึกจับใจไว้ว่า
เราจะจับลมหายใจเข้าออก เราจะกำหนดคำภาวนา พุทโธ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ
เราคุมอยู่อย่างนี้ได้ตลอดวันหรือเปล่า อารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์จิตที่เป็นกุศล
การควบคุมกำลังใจรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก รู้คำภาวนาว่า พุทโธ วันหนึ่งถ้าท่านจะทรงได้ ๒๐ นาที หรือ ๑๐
นาที หรือ ๕ นาที ต่อหนึ่งครั้งหนึ่งคราว เพียงเท่านี้ถ้าทำเป็นปกติทุกวัน
ตายแล้วก็ไปสู่สวรรค์ได้
พ้นจากอบายภูมิ นี่เป็นความดีที่เราช่วยตัวเองหรือควรจะระมัดระวัง
และก็คนที่ควบคุมกำลังจิตได้แบบนี้ เวลาที่มีชีวิตอยู่อารมณ์จิตเป็นสุข
ไม่มีอารมณ์กระวนกระวาย ไม่มีความวุ่นวายของจิต
เพราะจิตทรงอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล นี่เราควรปฏิบัติให้ได้ตามนี้ คือเอาชนะจิต
เอาจิตให้ชนะความชั่ว
การที่เราเจริญพระกรรมฐานเราทำเพื่อประโยชน์อะไร กรรมฐานมีอยู่
๒ แบบ คือ สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา สมถภาวนาแปลว่าอุบายเป็นเครื่องสงบใจ
ทำจิตให้สงบจากอารมณ์ที่เป็นอกุศล คือความชั่ว
หมายความว่าป้องกันความชั่วไม่ให้เข้ามาสู่จิต
จิตของเราจะไม่ยอมคิดนึกความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอันขาด ความชั่วเป็นปัจจัยให้ตกนรก
นอกจากตกนรกแล้วก็มาเป็นเปรตอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นคนก็เอาดีไม่ได้
การที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เราเจริญพระกรรมฐานก็เป็นการให้เราทรงสติสัมปชัญญะ
กำหนดไว้แต่เฉพาะให้ความดีอย่างย่อที่กล่าวมาแล้ว คือคำว่า พุทโธ หรือ
การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ถ้าทรงได้อย่างนี้ตลอดกาลตลอดสมัย
อย่างเลวเราก็เป็นเทวดา อย่างดีขึ้นไปกว่านั้นเราก็เกิดเป็นพรหม
ดีกว่าเป็นมนุษย์เดินตอกแตกๆ อยู่อย่างในสมัยปัจจุบัน
อารมณ์ปัจจุบันที่เรามีชีวิตอยู่อารมณ์ใจของเราก็มีความสุข มีความทรงจำดี
มีความเฉลียวฉลาด อาจหาญรื่นเริงในการกระทำความดีปราศจากความเศร้าหมองของจิต
ทั้งนี้เพราะอาศัยบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสงเคราะห์เข้าสู่ประจำจิตของเรา
ว่ากันด้านสมถภาวนาให้ทรงอารมณ์จิตไว้อย่างนี้โดยเฉพาะ
นี่เราจะไปเกณฑ์ ไปถามใครเขาว่าเมื่อไรเราจะได้ดี ขายหน้าชาวบ้านเขา ความดีหรือว่าความชั่ว
มันอยู่ที่เราผู้ปฏิบัติ ถ้าเราปฏิบัติเอาดีไม่ได้ ก็แสดงว่าเราเลวเกินไป
เพราะการเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาไม่มีการลงทุนอะไร
นั่งอยู่เดินอยู่นอนอยู่ทำได้ทั้งนั้นทุกอิริยาบถ ไม่มีการจำกัด เราจะนั่งท่าไหน
นอนท่าไหน ยืนท่าไหน เดินแบบไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้น
เพราะเราควบคุมกำลังใจให้มันทรงอยู่
และอีกประการหนึ่งการเจริญสมถภาวนาเราไม่ต้องการภาพแสงสีใดๆทั้งหมด
อาการใดๆจะปรากฏ จะเป็นภาพก็ดีแสงก็ดีเสียงก็ดีที่ปรากฏ เราไม่สนใจ
อย่าไปสนใจกับภาพแสงสีหรือเสียงใดๆ ที่ปรากฏ ถ้าหากว่ามีภาพปรากฏเสียงสีหรือแสงปรากฏจะควบคุมอารมณ์ของตนเองไว้โดยเฉพาะ
เสียงอะไรก็ช่าง จะมาอย่างไรก็ช่างเสียง
รูปอะไรจะปรากฏก็ช่างรูป
เพราะเราต้องการอย่างเดียวคือคำภาวนาหรือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเท่านี้เป็นพอ
ถ้าท่านทรงอารมณ์จิตอยู่ได้อย่างนี้ถือว่าอารมณ์จิตเป็นฌาน นี่ว่ากันเฉพาะนักปฏิบัติตอนต้น
ที่เขาเจริญพระกรรมฐานให้ทรงอารมณ์ไว้ได้เพียงเท่านี้พอแล้ว ให้จิตมีกำลังพอดี
แล้วก็พยายามทรงให้ได้ทุกวันอย่าสักแต่ว่าทำ
อย่าสักแต่ว่าศึกษา ศึกษาไว้ไปที่ไหนก็ถาม ไปที่นี่ถามที่นี่
ไปที่โน่นถามที่โน่น ไปที่ไหนก็ถามที่นั่น เป็นอันว่าจิตของเรามีอารมณ์สอดส่ายไม่เฉพาะจุดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
อย่างนี้ก็ชื่อว่าเอาดีไม่ได้เพราะอารมณ์ของกรรมฐานที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน
มี ๔๐ กองด้วยกัน ผลที่จะพึงถึงก็คือ เอกัคตารมณ์ การมีอารมณ์เป็นฌานเหมือนกันหมด
ที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงสอนไว้มาก ก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของผู้ปฏิบัติ
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทในอันดับแรกขอให้ควบคุมกำลังใจ
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ ไว้ให้เป็นปกติ
ยามว่างมีอารมณ์จิตอย่างนั้นเสมอ ต่อไปพิจารณาดูเวลาว่างจากอารมณ์อื่นอารมณ์จิตก็จับลมหายใจเข้าออกจับคำภาวนาขึ้นมาเฉยๆ
ขึ้นชื่อว่าอาการชินของจิต อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นผู้มีจิตเข้าถึงฌาน
เมื่อจิตเข้าถึงฌานได้ท่านจะไปสวรรค์ก็ได้ ไปพรหมก็ได้ ที่อื่นก็ได้ตามอัธยาศัย
สำหรับบุคคลที่ปฏิบัติมาเก่าเมื่อทำจิตของเราให้ทรงได้ดีแล้ว
ก็จงพิจารณาอริยสัจสี่
การที่องค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในด้านวิปัสสนาญาณ
เพราะอริยสัจนี้มีเรื่องที่จะศึกษาจริงๆ ก็มี ๒ อย่าง คือ ทุกข์ กับสมุทัย
นี่พิจารณาว่าการเกิดของเรานี่เต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์ตรงไหน
เกิดมาจากครรภ์มารดากระทบอากาศหนัก อยู่ในครรภ์ของมารดามีแต่ความอบอุ่นความสบาย
ออกจากครรภ์มารดาใหม่ๆมากระทบกับความร้อนความหนาว ร่างกายแสบทั้งกาย
ก็เกิดการร้องจ้าขึ้นมา นี่แสดงว่าร่างกายเป็นทุกข์
ต่อแต่นั้นมาการหิวอาหารก็เป็นอาการของความทุกข์
การปวดอุจจาระปัสสาวะเป็นอาการของความทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นอาการของความทุกข์
ความแก่ชราเข้ามาครอบงำเป็นอาการของความทุกข์ ความตายเข้ามาถึงตัว
ทุกขเวทนาหนักเป็นอาการของความทุกข์
ถ้าเรายังไม่สิ้นความทุกข์เมื่อไรเราต้องไปเกิดใหม่พบกับความทุกข์เข้าอีก
เป็นอันว่าความเกิดเป็นของไม่ดีเป็นความทุกข์
พระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนเราปฏิบัติตนให้พ้นความเกิด
กล่าวคือโมกขธรรม ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องพ้น
ก่อนที่เราจะปฏิบัติตนให้พ้นจากความทุกข์ก็ต้องรู้จักเหตุให้มันเกิดทุกข์เสียก่อนว่า
ความทุกข์มันมาจากไหน เราต้องทำลายเหตุ
องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงกล่าวว่าเหตุของความทุกข์ได้แก่ ตัณหา คือความทะยานอยาก
สิ่งใดที่ยังไม่มี อยากให้มี สิ่งใดที่มีอยู่แล้วอยากให้มันทรงตัว
เวลากาลที่มันจะเคลื่อนไปจิตใจก็ไม่อยากให้มันเคลื่อนไปหาทางดึง
อย่างนี้เป็นอาการของความทุกข์ สิ่งที่มันไม่มีเราต้องการให้มีขึ้น
หมายความว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการเกินจากความเป็นจริง ถ้าสิ่งใดที่เป็นไปตามความประสงค์หรือมีความจำเป็นจะต้องกินต้องใช้
ก็แสวงหามาพอกินพอใช้ ไม่ตะเกียกตะกายเกินไป นี่เป็นอาการของความทุกข์เหมือนกัน
แต่เป็นความทุกข์ที่อยู่ในขอบเขต
แต่ทุกข์ของตัณหานี่มันยิ่งไปกว่านั้น
มีพอกินพอใช้แล้วมันไม่พอ ตะเกียกตะกายอยากให้มันมีมากไปกว่านั้นขึ้นไปเท่าไรก็ไม่รู้จักจบ
นี่เป็นอาการของตัณหา
การแสวงหาเลี้ยงชีพตามธรรมดาถือเป็นปกติในการทรงชีพเป็นสัมมาอาชีวะ
อย่างนี้ไม่จัดว่าเป็นตัณหาใหญ่ ถ้าจะเป็นก็เป็นตัณหาเล็ก
ตัณหาเล็กๆไม่มีโทษมากนัก
ถ้าจะว่าการแสวงหานั้นได้มาจากการทุจริตมันก็เป็นภัยใหญ่
องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงบอกให้ตัดความอยากเสีย
ในเมื่อเรายังทรงชีวิตอยู่การหากินต้องมีเป็นของธรรมดา
พระพุทธเจ้าไม่ทรงปฏิเสธการหากินหาเลี้ยงครอบครัวและบริวารตามความจำเป็น
ถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราพึงปฏิบัติ เราจะไม่ติดในมันจนเกินไป เราคิดว่าหามาได้แล้วก็แล้วกันไป
มีกินมีใช้ไปวันหนึ่งก็พอ หรือว่ามันจะเหลือกินเหลือใช้ก็ตามที
คิดว่านี่เราทำตามหน้าที่เท่านั้น
เราจะไม่มีอารมณ์ผูกพันใดๆทั้งหมดและคิดไว้เสมอว่าทรัพย์ที่เราหามาได้ทั้งหมดเราตายแล้วมันก็เลิกกันไป
เราไม่สามารถจะแบกไปโลกอื่นได้
การจะตัดอำนาจความอยากมันจะตัดได้ในตอนไหน
ก็ต้องมาพิจารณาสักกายทิฏฐิ
คือพิจารณาร่างกายว่าร่างกายของเรานี่มันเต็มไปด้วยความทุกข์
ที่จริงร่างกายของเรานี่มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย
ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ๔เข้ามาประชุมกัน คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน
ธาตุลม ธาตุไฟ มันทรงตัวอยู่ชั่วคราว ไม่ช้ามันก็จะสลายไป
ร่างกายมีอุปมาประดุจหนึ่งดังบ้านเช่า เราอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น
เช่าอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงกาล ถึงสมัย
หรือเมื่อหมดอายุแห่งการเช่าเราก็ต้องไป เราคือจิตที่มาสถิตอยู่ในร่างกาย เมื่อร่างกายมันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายเหมือนบ้านเช่าชั่วคราว
เราจะมาปรารถนาความเกิดเพื่ออะไร ถ้าเราไม่ปรารถนาความเกิดก็แสดงว่า
เราไม่ปรารถนาความอยากคือตัณหา ถ้าเราจะเกิดอีกมันก็มีทุกข์อย่างนี้
จะพบกับบ้านเช่าที่ไม่มีการทรงตัว
เราจะไม่ต้องการความเกิดอีกเราจะทำอย่างไร
เราก็ใช้ปัญญาพิจารณาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นของจริงหรือของไม่จริง
ถ้าจริงเราก็เชื่อพระพุทธเจ้าได้ และคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกล่าวว่า
ทานเป็นปัจจัยตัดความโลภ คือสร้างมิตร ศีลเป็นปัจจัยตัดความโกรธ
การใช้ปัญญาพิจารณาตัดขันธ์ห้าคือร่างกายที่ผูกพันในการเกิดต่อไป
การติดความหลงนี่มันจริงหรือไม่จริง
ถ้าเรามีปัญญาพิจารณาเห็นว่าจริงแล้วเราก็เชื่อว่าเรามีความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย
อย่างนี้เป็นปัจจัยอีกอันหนึ่งที่จะทำให้เราไม่เกิด
แต่ว่าเรามาเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องปฏิบัติตามด้วย
วิธีที่จะปฏิบัติตามในขั้นต่อไปก็ต้องมีการรักษาศีลห้าให้เป็นปกติ
เราจะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงบุคคลอื่นทำลายศีล และไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีล
มีความเมาในร่างกายน้อยลงไป เห็นว่าเราต้องตายเป็นปกติ มีความเคารพในพระรัตนตรัย
มีศีลห้าบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ประการนี้ถ้าทรงไว้ให้ได้ตลอดกาลตลอดสมัย
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงกล่าวว่าเป็นโสดาปฏิผลหรือว่าสกิทาคามีผล
เป็นพระอริยเจ้า อันนี้ก็เป็นของไม่ยาก เมื่อเป็นพระอริยเจ้า
พระโสดาและพระสกิทาคาก็ยังต้องมีความเกิด แต่ว่าเกิดน้อยลง
เกิดเฉพาะสวรรค์กับมนุษย์หรือว่าพรหมกับมนุษย์ ไม่ต้องลงอบายภูมิ
การที่จะมีความเกิดอยู่แบบนี้ มันก็ยังไม่มีความสุข
มันก็ยังต้องการตัดทุกข์ให้มันสิ้นไป
ในข้อต่อไปองค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแนะนำให้ตัดกามราคะ
ความต้องการในเพศเสีย
เพราะความต้องการในร่างกายของบุคคลอื่นมีความกำหนัดยินดีในร่างกายบุคคลอื่น
นี่เป็นความโง่ของบุคคลที่มีกิเลสเข้าถึงใจ
เพราะการมีคู่ครองไม่ใช่ปัจจัยของความสุข ไม่ใช่เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข
มันเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ คนเราจะต้องแบกภาระจากคู่ครอง
บิดามารดาญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของคู่ครองอีกมากมาย
สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่จิตใจและร่างกายของเราไม่ให้เป็นอิสรภาพ
ต้องอยู่ในขอบเขต การแสวงหาคู่ครองเราก็ดูแล้วดูอีก
ว่าเป็นคนที่มีความเมาะสมมีหน้ามีตาทรวดทรงเป็นที่น่ารัก
แต่ว่าคู่ครองของเราก็ดีเราเองก็ดี มันไม่ทรงอยู่ตามนั่น
ไม่ช้าความเหี่ยวแห้งมันก็ปรากฏ ความทรุดโทรมมันก็ปรากฏ
ความทุกข์มันก็แบกหนักเข้ามาเป็นภาระใหญ่
นี่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงแนะนำว่าถ้าเราไม่ต้องการความเกิด
ก็ให้ตัดอารมณ์ความกำหนัดยินดีในการมีคู่ครองเสียโดยการพิจารณาร่างกายคือเรียกว่า
กายคตาสติกรรมฐาน
เห็นว่าร่างกายของเรานี้เป็นชิ้นเป็นท่อนเป็นอันเต็มไปด้วยอาการ ๓๒ มีความสกปรกเป็นปกติ
หาความดีอะไรไม่ได้ เมื่อขณะที่ทรงกายอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์
ขณะที่ทรงกายอยู่ความสกปรกมันก็ปรากฏ ถ้าเราไม่อาบน้ำสัก ๒-๓ วันร่างกายก็จะเหม็นสาบทนไม่ไหว
และทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายที่หลั่งไหลออกมา เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ
ก็เป็นที่รังเกียจของเราเอง
นี่แสดงว่าร่างกายของเราภายในเต็มไปด้วยความสกปรกอย่างยิ่ง
ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงพิจารณาว่าร่างกายของเราเหมือนกับอสุภคือศพ
และเหมือนกับศพที่ตายแล้ว คือความจริงมันยังไม่ตาย ร่างกายเหมือนผีเดินได้
เพราะข้างในมันสกปรก น้ำลายเวลาเราอมอยู่ในปาก เรากลืนได้อมได้
แต่ว่าเวลาบ้วนออกมาเราไม่กล้าจะเอามือแตะเพราะรังเกียจน้ำลาย น้ำลายของเรามันอยู่ที่ไหนความจริงมันก็อยู่ในร่างกายของเรานั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาร่างกายเทียบกับศพที่ตายแล้วหนึ่งวัน สองวัน สามวัน
สี่วัน ห้าวัน มันขึ้นอืด ขึ้นมามีน้ำเหลืองไหลและเต็มไปด้วยความน่าเกลียด
ความสกปรกทั้งหลายเหล่านี้มันไม่ได้มีมาใหม่ มันอยู่ในร่างกายของเรา
ขณะเมื่อร่างกายมีจิตใจควบคุมมันก็ปกปิดเข้าไว้ ความสกปรกหลั่งไหลมาไม่ได้ทุกอย่าง
แต่ว่ามันจะระบายของที่คั่งมาได้เพียงอุจจาระปัสสาวะเท่านั้น
มันบังคับไม่ได้หลั่งไหลมาให้เราดู
นี่องค์สมเด็จพระบรมครูให้พิจารณาร่างกายของเราก็ดีของบุคคลอื่นก็ดีว่าเต็มไปด้วยความสกปรกความโสโครกเป็นของน่าเกลียด
ทำจิตใตให้เป็นนิพพิทาญาณความเบื่อหน่ายในร่างกายของเราเองและของบุคคลอื่น
จนกระทั่งเรามีความสะอิดสะเอียนเห็นหน้าคนก็เหมือนกับเราเห็นซากศพ
จิตใจมีความเบื่อหน่ายไม่มีความผูกพันในร่างกายของเราและบุคคลอื่น
เราจะเข้าจุดจบของกรรมฐานกองนี้ได้อย่างไร
เราจะพิจารณาดูร่างกายของเราว่ากามราคะคืออารมณ์ของเพศจะไม่ปรากฎในจิต
เห็นคนก็เหมือนกับเห็นไม้ท่อนวางไว้ในกลางป่าไร้ค่าสำหรับการสัมผัส
ความต้องการในเพศไม่มี
ถ้าทำถึงแบบนี้ก็เท่ากับท่านก้าวสู่ความเป็นพระอนาคามีอันดับที่ ๑ อันดับที่ ๒ พระพุทธเจ้าทรงให้ระงับโทสะ
ความพยาบาทด้วยการเจริญพรหมวิหารสี่มีเมตตาเป็นต้น
มีจิตคิดให้อภัยแก่คนและสัตว์ที่กระทำความผิด
คิดเสียว่าคนที่เขากระทำความชั่วนั่นเป็นเพราะเขาทำด้วยความเข้าใจผิดคิดไม่ถึงว่าการที่ทำอย่างนั้นมันจะเป็นความชั่ว
เข้าใจว่าเป็นความดี มีการให้อภัยเป็นปกติจนกระทั่งอารมณ์อย่างนี้เป็นปกติ
ใครเขาจะด่าจะว่าไม่รู้สึกโกรธไม่รู้สึกเกลียด เห็นว่าเป็นของธรรมดา
เมื่อจิตใจของท่านละจากกามคุณและความโกรธเสียได้อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวว่าท่านถึงความเป็นพระอนาคามี
แต่ความรู้สึกที่จะมีอย่างนี้ได้ก็ต้องอาศัยสักกายทิฏฐิคือนั่งพิจารณาว่าร่างกายมันไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเราเป็นของธรรมดาควบคุมกันอยู่ ร่างกายนี้ความจริงไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร
ต่างคนต่างถือบ้านเช่าเป็นของตัวชั่วคราว แต่บ้านเช่าหลังนี้เต็มไปด้วยความสกปรก
ความโสโครก มีกลิ่น มีไอ มีสาบ มีสาง เหม็นเลอะเทอะ เป็นสิ่งน่าเกลียด
เราก็มีความเบื่อหน่ายขึ้นมาเอง ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ แล้วเราก็มีเมตตาบารมี
มีจิตสงเคราะห์และสงสารบุคคลอื่นและสัตว์อื่นที่เขาทำความชั่วแทนที่จะทำตัวเป็นศัตรู
กลับจะมีจิตคิดสงสารปรารถนาจะสงเคราะห์เขาให้มีความสุขจะแนะนำให้เข้าทางตรงมีจิตประสงค์ในด้านเมตตาบารมีอย่างนี้
ขึ้นชื่อว่าเป็นพระอนาคามี ถ้าท่านทรงความเป็นพระอนาคามีได้แล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่าตายจากชาตินี้ไปแล้วเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก
เสวยความสุขในฐานะเป็นเทวดาหรือพรหมเมื่อถึงกาลเมื่อถึงสมัยก็นิพพานบนนั้น
สำหรับวันนี้ก็จะขอแนะนำแต่เพียงเท่านี้เพราะใช้เวลามากเกินไป
ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพยายามตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น
กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลาเป็นเวลาอุทิศส่วนกุศล