๑๐. โทษของกาม(หน้า๕๔–๕๘)

 

นี่เป็นอันว่าการสมาทานพระกรรมฐานจบลง  ต่อแต่นี้ไปก็ขอทุกท่านพากันสำรวมใจทำจิตให้เป็นสมาธิ  คือทรงสติสัมปชัญญะ  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกเป็นพื้นฐาน  หายใจเข้าหายใจออกนี่เป็นพื้นฐานใหญ่  พร้อมกันนั้นก็ใช้คำภาวนาตามอัธยาศัยว่า  พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  หรือว่าอรหัง  หรือว่าอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้  ตามถนัด  แต่ทว่าขอให้จิตใจนอบน้อมต่อองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์เป็นสำคัญ  ว่าเราเข้ามาในเขตพระพุทธศาสนานี้นั้นก็เพราะว่ามีความเชื่อในพระองค์  ไม่มีความสงสัยในคำสั่งสอนของพระองค์  และอธิษฐานความตั้งใจของเราไว้ว่าเราจะยอมรับนับถือในพระรัตนตรัย คือ  พระพุทธ  พระธรรม  และพระอริยสงฆ์  ว่าเป็นผู้นำเราไปสู่ความสุขทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ

เมื่อน้อมใจนึกถึงความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว  ก็นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วที่ทรงสั่งสอนเราว่าโลกนี้เป็นอนิจจัง  หาความเที่ยงไม่ได้  ทุกขัง  มีแต่ความทุกข์  อนัตตา  ทุกสิ่งทุกอย่างมีการสลายตัวไปในที่สุด การเกิดเป็นมนุษย์  เกิดเป็นเทวดา  เกิดเป็นพรหม   เกิดเป็นสัตว์ก็ตาม  ย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์  เราต้องบริหารประกอบกิจการงานเพื่อความเป็นอยู่ของตน  ในงานทุกประเภทนี้ไม่มีที่สิ้นสุด  ทำแล้วมันก็ต้องทำอีก  ทำแล้วก็ต้องทำอีกอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา  ทำไปจนจะตายเราก็ยังไม่ว่าง  ตายแล้วถ้าหากว่ายังไม่หมดกิเลสเพียงใดเราก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ  ก้าวลงไปเป็นสัตว์นรก  เปรต  อสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน  เราก็ชื่อว่าเราขาดทุน  ถ้าหากว่าเราวนมาแค่มนุษย์อีกก็ชื่อว่าขาดทุนเหมือนกัน  เพราะว่าถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วเรากลับเกิดเป็นมนุษย์อีกก็ชื่อว่าเราไม่มีอะไรดีขึ้น  เรายังเป็นทาสกิเลส  ตัณหา  อุปาทานและอกุศลกรรมอยู่  เราก็จะขอยึดถือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครู  อย่างเลวที่สุด  เมื่อตายแล้วชาตินี้เราก็จะเป็นเทวดา  หรือว่าเราจะทำความดีอย่างกลางเราก็จะเกิดเป็นพรหมหรือมิฉะนั้นสิ่งที่เราต้องการที่สุดนั่นก็คือพระนิพพาน  นี่เพราะพระนิพพานเป็นที่แห่งเดียวเท่านั้นเป็นที่เสร็จกิจไม่ต้องทำอะไรต่อไป  กิจอื่นที่จะต้องทำไม่มีอีกแล้ว  องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงเทศน์ไว้ในธรรมจักกัปปวัตนสูตรก็ดี  อาทิตตปริยายสูตรก็ดี  อนัตตลักขณสูตรก็ดี  ลงท้ายองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศน์แบบนี้ว่าสิ่งที่เราจะต้องทำเราทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นที่เราจะต้องทำไม่มี  นี่หมายความว่าเราเป็นพระอรหันต์  ถ้ายังไม่ถึงพระอรหันต์เพียงใดเราก็ยังคงต้องทำต่อไป  กิจประเภทนี้ก็คือกิจที่ต้องทำต้องปฏิบัติบริหารเพื่อตัวเอง  เพื่อครอบครัว  เพื่อเพื่อนฝูง  เพื่อหมู่คณะ  หรือเพื่อประเทศชาติ  เป็นต้น  มันก็เป็นกิจเหน็ดเหนื่อย

                การเบื่อกิจที่ทำแล้วทำอีกอย่างนี้มีตัวอย่างในพระธรรมบท  ขุททกนิกาย  สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา  สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วประมาณ ๑๐ ปี ในระยะนี้ไม่เกิน ๑๐ ปี  ในระหว่างนั้นในบรรดาศากยราชก็ดี  เทวทหะก็ดี  ศากยราช คือ พระญาติขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  เทวทหะเป็นญาติขิงทางฝ่ายพระนางพิมพาราชเทวี  ตระกูลทั้ง ๒ นี้เป็นพระญาติในเครือเดียวกัน  ต่างคนต่างก็ออกบวชในพระพุทธศาสนากันมาก  ทีนี้สมัยนั้น  ท้าวมหานามเป็นกษัตริย์ทางศากยราชที่กบิลพัสด์  ท่านท้าวมหานามทรงมีพี่น้องอยู่ ๒ คน คือ  ท่านท้าวมหานาม  พระอนุรุทธและพระนางโหริณี  สำหรับพระนางโหริณีนี้เห็นจะไม่ต้องเกี่ยวเพราะเธอเป็นผู้หญิง  ท้าวมหานามจึงเรียกพระอนุรุทธเข้ามาว่า  ศากยะก็ดี  เทวทหะนครก็ดี  ต่างคนต่างบวชตามองค์สมเด็จพระชินสีห์กันหมด  เหลือแต่ตระกูลเรา ๒ คนนี่เท่านั้นที่ยังไม่มีคนบวช  ก็จะกลายเป็นคนหมันไป  ถ้ากระไรก็ดีพี่จะขอบวช  ขอน้องจงอยู่ครองสมบัติขึ้นเป็นพระราชา  พระอนุรุทธก็นิ่งฟัง  แล้วท่านท้าวมหานามก็กล่าวว่าถ้าเจ้าจะเป็นพระราชาปกครองคน  จงเรียนถึงกิจของพระราชาหรือของประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการ  สมัยนั้นพระราชามีงานมาก  ต้องทำนา  แต่พระอนุรุทธเป็นพระอนุชาไม่เคยลำบากต้องทำงานกับเขา  จึงถามว่าวิธีทำนาเป็นอย่างไร

ท่านท้าวมหานามก็กล่าวว่าเวลาที่จะทำระยะแรกก็นำวัวควายออกไป  นำไถออกไป  นำอุปกรณ์ออกไป  ไถให้เป็นรอย  แล้วก็เอาข้าวหว่านลงไป  แล้วก็ไถกลบ  เอาคราดคราดแล้วก็เก็บขี้หญ้า

พระอนุรุทธถามว่าเสร็จหรือยัง  ท้าวมหานามก็บอกว่ายังไม่เสร็จ  ต่อนี้ไปก็ดูน้ำ พืชข้าวว่าจะเกิดขึ้นดีหรือไม่  ถ้าปรากฏว่ามีวัชชพืช  คือพืชที่จะเป็นอันตรายแก่ต้นข้าวก็ต้องถากต้องถางต้องถอน  เป็นการรักษาต้นข้าว  ถ้ามีตัวเพลี้ยตัวหนอนก็ต้องหาวิธีไล่เพลี้ยหนอนที่กินกอข้าว

พระอนุรุทธถามว่าเสร็จหรือยัง  ท้าวมหานามก็บอกว่ายังไม่เสร็จ  ต่อไปเมื่อข้าวโตขึ้นมาก็เป็นรวง  เมื่อเป็นรวงแล้วก็มีเมล็ดแก่เต็มที่ก็ต้องเก็บเกี่ยว  เกี่ยวเสร็จแล้วก็มานวด  นวดเสร็จแล้วก็เก็บมาไว้ในยุ้งในฉาง

ท่านพระอนุรุทธถามว่าเสร็จหรือยัง  ท่านมหานามก็บอกว่ายัง  ก็บอกต่อไปว่าต่อไปก็ต้องนำข้าวมาสะสางมาสีให้พร้อมเป็นข้าวสารแล้วนำมา

ท่านพระอนุรุทธถามว่าเสร็จหรือยัง  ท่านท้าวมหานามก็บอกว่ายัง  กินข้าวป่าเก่าเข้าไปแล้ว  เมื่อถึงฤดูทำนาใหม่ก็ต้องนำเอาข้าวเก่าไปทำพันธุ์ข้าวปลูกมาใหม่  แล้วทำมันอย่างนี้เรื่อยไป  ถึงปีก็ต้องทำใหม่  ได้ข้าวก็เกี่ยวอย่างนี้ตลอดชีวิต

ท่านพระอนุรุทธถามว่า  กิจของการทำนาทำมาหากินนี่มันไม่มีการหยุดกันหรือ  ท่านท้าวมหานามก็บอกว่า หยุดไม่ได้เพราะเราต้องกิน  ญาติผู้ใหญ่ของเราทุกระดับชั้นก็ทำแบบนี้  ถึงแม้ว่าจนกระทั่งตายท่านก็ไม่มีโอกาสหยุด  เพราะเป็นกิจที่เราจะต้องทำ  นี่พระอนุรุทธบอกว่าถ้าเช่นนั้นเราจะบวช  ท่านเป็นพระราชาต่อไป

เป็นอันว่าท่านท้าวมหานามก็ตามใจ  ความจริงเวลานั้นท่านท้าวมหานามเป็นกษัตริย์ก็จริง  แต่ว่าปฏิบัติธรรมะได้ถึงพระอนาคามี  เมื่อพระอนุรุทธได้รับคำอนุญาตจากพี่ชายแล้วก็ชวนเพื่อนอีก ๔ คนด้วยกัน  มีพระเทวทัตร่วมไปด้วย  และมีพระอุบาลีที่เป็นช่างตัดผมติดตามไปด้วย  เวลาที่จะบวชก็ให้พระอุบาลีบวชก่อน  ทั้งนี้ก็เพราะว่าในพระพุทธศาสนาถือว่าใครบวชก่อนเป็นผู้อาวุโส  ผู้เป็นพี่  คนที่บวชทีหลังจะต้องเคารพเป็นลำดับกัน  การที่ให้พระอุบาลีบวชก่อนในฐานะที่เป็นคนรับใช้ก็มีความอยู่ในใจว่าเราได้ตัดมานะไม่ถือตัวว่าเป็นเจ้าเป็นนาย  ถือว่าเขาเป็นนายจะละมานะตัวนี้เป็นขั้นแรก  ต่อมาท่านก็บวชในพระพุทธศาสนา  อาศัยที่ได้ฟังธรรมจากท่านท้าวมหานามบอกว่าเกิดเป็นมนุษย์หาความหยุดไม่ได้  ต้องทำมาหากินกันต่อไป  แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็ต้องหากินกันแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด  ท่านจึงไม่ต้องการหากินต่อไป  เมื่อบวชแล้วก็ไปเฝ้าองค์สมเด็จพรจอมไตร  องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคก็ตรัสพระนิพพานเป็นที่หมาย  ว่าพระนิพพานเป็นเอกันตบรมสุข  มีความสุขอย่างยิ่ง  ขึ้นชื่อว่าความทุกข์นิดหนึ่งย่อมไม่มีในขันธ์ ๕ มีความสุขบริสุทธิ์เต็มไปด้วยความเบา

แต่ว่าคนที่จะถึงพระนิพพานได้ก็ต้องพยายามตัดโลภะ  ความโลภ  โทสะ  ความโกรธ  โมหะ  ความหลง  เห็นว่าร่างกายไม่เป็นสาระเป็นแก่นสาร  เป็นอนิจจัง  เกิดมาแล้วมันหาความเที่ยงไม่ได้  ทุกขัง  เต็มไปด้วยความทุกข์  อนัตตา  มีความสลายตัวไปในที่สุด  ถ้าเรายังโง่รอความเกิดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์  องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้โทษให้พระอนุรุทธและบรรดาพระทั้งหลายฟัง  ว่าร่างกายเป็นโรคนิทธัง  เป็นรังของโรค  เกิดมาแล้วทุกวันมีแต่โรค  ไม่มีมนุษย์ตนใดไม่มีโรคแม้แต่ ๑ วินาที  อาการโรคอย่างอื่นไม่มีก็มีโรคอย่างหนึ่งขังอยู่ในกาย  คือ ชิฆัจฺฉา  ปรมา  โรคา  ซึ่งกล่าวว่าความหิวเป็นโรคอย่างหนึ่ง  โรคเขาแปลว่าเสียดแทง  เวลามันหิวขึ้นมามันหาความสบายไม่ได้  มันไม่มีความสบาย  ถ้าหากว่าเราตัดความหิวเสียได้  โรคร้ายคือความยากเสียได้เราก็จะมีความสุข

พระอนุรุทธถามว่าทำอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า  สมเด็จพระบรมศาสดาก็บอกว่า  พิจารณาเห็นว่าร่างกายมันไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในร่างกาย  ร่างกายไม่มีในเราเมื่อเราตัดร่างกายเสียได้แล้ว  ไม่เห็นว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา  ก็ตัดทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้หมด  เพราะว่าที่เราต้องการทรัพย์สินหรือต้องการมีครอบครัวก็เพราะถือว่าคำว่าร่างกายนี้เป็นสำคัญ  ฉะนั้น ถ้าหากว่าตัดความเป็นของเราในร่างกายเสียได้  ก็ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์  ท่านฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระพิชิตมารแต่เพียงเท่านี้ก็เข้าป่าเจริญสมณธรรม คือ กรรมฐาน  ทรงจิตให้เป็นสมาธิดีแล้วก็พิจารณาขันธ์ห้าว่า  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เราไม่มีในขันธ์ห้า  ขันธ์ห้าไม่มีในเรา  ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุสี่ คือ ธาตุดิน  ธาตุลม  ธาตุไฟ  ธาตุน้ำ  ผสมกันเป็นกองชั่วขณะหนึ่ง  และก็มีความตายไปในที่สุด  ในระหว่างที่ยังไม่ตายร่างกายก็เป็นอนิจจัง  หาความเที่ยงแท้แน่นนอนไม่ได้  ทุกขัง  เต็มไปด้วยความทุกข์  โรคนิทธัง  เป็นรังของโรค  ปภังคุณัง  มันจะต้องเปื่อยเน่าไปในที่สุด  ร่างกายของเราก็ดีร่างกายของบุคคลอื่นก็ดีไม่มีสิ่งใดที่เป็นสาระแก่นสาร  ไม่มีความสะอาด  มีแต่ความสกปรกหาความเยือกเย็นไม่ได้  เต็มไปด้วยความเร่าร้อน  ท่านพิจารณาตามกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระชินวรเพียงเท่านี้  ปรากฏว่าได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา

                ฉะนั้น  ต่อแต่นี้ไปขอภิกษุสามเณรโดยถ้วนหน้าตลอดจนบรรดาท่านญาติโยมพุทธบริษัทจงจั้งจิตกำหนดจิตของตนให้เป็นสมาธิ  คือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  และคำภาวนาและเมื่อจิตสบายแล้วก็พิจารณาเช่นเดียวกับพระอนุรุทธ  ผลที่ท่านจะพึงได้ก็คือ ความสุขกายสุขใจในชาตินี้และในสัมปรายภพ  เอาละต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านทั้งหลายจงตั้งใจเจริญพระกรรมฐาน  จะนั่งก็ได้  ยืนก็ได้  นอนก็ได้  เดินก็ได้  ตามอัธยาศัย  และให้ทรงสติสัมปชัญญะไว้ว่าเราจะรู้ลมหายใจเข้าออก  หรือว่าเราจะรู้คำภาวนา  หรือว่าภาวนาไว้ตลอดเวลาที่เรากำลังปฏิบัติอยู่  การปฏิบัตินี้เวลาจะไม่แจ้งให้เป็นไปตามอัธยาศัย  ถ้านอนอยู่ก็อาศัยการภาวนาหรือพิจารณาไปจนหลับได้ก็ยิ่งดี  คือว่าถ้าภาวนาหรือพิจารณาแล้วหลับก็แสดงว่าจิตถึงปฐมฌานจัดเป็นความดี  ทีนี้สำหรับการเจริญพระกรรมฐานของเรานี้ในด้านปัญญารู้สึกว่าบกพร่องกันอยู่มาก  ขอให้ใช้ปัญญาใครครวญกันให้มากให้สติสัมปชัญญะควบคุม  คือทำใจให้สบาย  แล้วใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ห้าและอาการรอบๆกันไป  ผลดีจะเกิดแก่ท่านทั้งหลาย  เอาละต่อไปนี้ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะถึงเวลาที่ท่านต้องการจะเลิก