๙.อานาปานสติโดยย่อ (หน้า๕๒๕๓)
ต่อแต่นี้ไปเป็นวาระที่ท่านทั้งหลายจะเจริญสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ
ขอได้โปรดทราบว่าการเจริญพระกรรมฐาน
ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาก็ตามที
อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นปรมัตถปฏิบัติ ถ้าจัดเป็นบารมีก็เรียกว่าเป็นปรมัตถบารมี เป็นการสร้างกำลังใจในส่วนของกุศล
วันนี้จะขอพูดย่อพอเล็กน้อย
การที่เราทำแบบนี้ก็เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
เราก็จะเห็นได้ง่ายๆว่า
การเกิดเป็นทุกข์ การเกิดนี่เราหยุดไม่ได้
ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อความเป็นอยู่ของเราและความเป็นอยู่ของครอบครัว แม้ว่าเราจะประกอบกิจการงานใดก็ตาม มีทรัพย์สินมากเพียงใดก็ตาม ในที่สุดเราก็ต้องตาย
ถ้าหากว่าเราตายไปแล้วและความชั่วมันเกาะใจ มันก็จะพาไปลงอบายภูมิ
ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรตอสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น ถ้าเรามีความดีเกาะจิตของเรา
เราก็ไปเกิดอย่างเลวที่สุดก็เป็นมนุษย์ชั้นดี หรือเป็นเทวดาเป็นพรหม ถ้าบริสุทธิ์เต็มที่ก็ถึงพระนิพพาน
๑. การให้ทาน
๒. การรักษาศีล
๓. การเจริญภาวนา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการภาวนานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการทำจิตให้ชินกับจิตที่เป็นกุศล เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานฝ่ายกรรมฐาน ๔๐
ก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดี จัดว่าเป็นกุศลทั้งหมด
ทีนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงกล่าวว่าเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพาน เพราะฉะนั้น
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโปรดทราบว่าการเจริญพระกรรมฐานอันดับแรกก็มีความประสงค์ให้ทรงสติสัมปชัญญะ คือให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่ลืมความดี มีการให้ทานรักษาศีล
มีการเจริญภาวนา
การเจริญสมถภาวนานี่เราต้องการให้จิตสงบจากอกุศล
และจิตน้อมอยู่ในส่วนของกุศลเป็นปกติ
โดยปกติพระโบราณาจารย์ท่านแนะนำให้นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ โดยใช้คำภาวนาว่า พุทโธ แต่ว่าถ้าภาวนาเฉยๆ จิตก็จะลอยเกินไปไม่มีที่เกาะ เพราะจิตมีสภาพกวัดแกว่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงแนะนำให้จับอานาปานสติกรรมฐาน จับลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ
สำหรับอานาปานสติกรรมฐานหรือการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกรรมฐานที่ลดความฟุ้งซ่านของจิต อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าเป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขาร เวลาที่เราป่วยไข้ไม่สบายอาการมันมาก
มีอาการเครียดจัดให้ใช้อานาปานสติกรรมฐานเข้าระงับจับลมหายใจเข้าออกจนอารมณ์จิตเป็นฌาน หรืออุปจารสมาธิ อาการหรือว่าทุกขเวทนาจะบรรเทาลง ความจริงอาการมันไม่ได้ลดลง
แต่ว่าจิตเราไม่ยอมรับความรู้สึกจากอาการทางกายก็ทำให้สบายได้ แล้วประการที่สอง
สำหรับอานาปานสตินี้เป็นกรรมฐานระงับโมหจริตและวิตกจริต รวมความว่าตัดความโง่ของจิต โมหะก็คือความโง่ ทำให้จิตฉลาดขึ้น
สำหรับพุทธานุสสติกรรมฐานการนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
ประเภทนี้ถ้าไปเกิดเป็นคนก็มีแต่ความรุ่งเรือง ไม่ถอยหลัง ไม่น้อยหน้ากว่าใคร
ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมก็มีรัศมีกายมาก เทวดากับพรหมเขาวัดความดี บารมีกันด้วยรัศมีกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานนี่ท่านกล่าวว่า เข้าถึงพระนิพพานได้ง่ายที่สุด
เอาละต่อแต่นี้ไป
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ ขณะใดที่เรารู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้คำภาวนา พุทโธ
ขณะนั้นชื่อว่าจิตของเราเป็นสมาธิตามความต้องการ ถ้าหากว่าภาวนาไปๆ ใจมันเกิดความสบาย คำภาวนาหยุดไปเฉยๆ
เป็นความสุขที่ยิ่งกว่า อย่างนี้ก็จงอย่าตกใจ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๒ ซึ่งเป็นอารมณ์ดีขึ้น
หากว่าทำไปความชุ่มชื่นหายไป
มีอาการเครียด
ลมหายใจเบาลง
หูได้ยินเสียงภายนอกเบามาก
จิตใจทรงตัวแนบสนิทอย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๓ ถ้าบังเอิญภาวนาไป กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ปรากฏว่าไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกมีหรือเปล่า มันมีอาการเฉยๆ มีอาการจิตใจสบาย อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๔
จัดว่าเป็นอารมณ์ฌานที่มีความสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา
ต่อจากนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าพยายามตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา