.อานาปานสติโดยย่อ (หน้า๕๒–๕๓)

 

                ต่อแต่นี้ไปเป็นวาระที่ท่านทั้งหลายจะเจริญสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ   ขอได้โปรดทราบว่าการเจริญพระกรรมฐาน  ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาก็ตามที  อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นปรมัตถปฏิบัติ  ถ้าจัดเป็นบารมีก็เรียกว่าเป็นปรมัตถบารมี  เป็นการสร้างกำลังใจในส่วนของกุศล

                วันนี้จะขอพูดย่อพอเล็กน้อย  การที่เราทำแบบนี้ก็เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ว่าความเกิดเป็นทุกข์  ชาติปิ ทุกขา  ความเกิดเป็นทุกข์  เราก็จะเห็นได้ง่ายๆว่า  การเกิดเป็นทุกข์  การเกิดนี่เราหยุดไม่ได้  ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อความเป็นอยู่ของเราและความเป็นอยู่ของครอบครัว  แม้ว่าเราจะประกอบกิจการงานใดก็ตาม  มีทรัพย์สินมากเพียงใดก็ตาม  ในที่สุดเราก็ต้องตาย  ถ้าหากว่าเราตายไปแล้วและความชั่วมันเกาะใจ  มันก็จะพาไปลงอบายภูมิ  ไปเกิดเป็นสัตว์นรก  เป็นเปรตอสุรกาย  สัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น  ถ้าเรามีความดีเกาะจิตของเรา  เราก็ไปเกิดอย่างเลวที่สุดก็เป็นมนุษย์ชั้นดี หรือเป็นเทวดาเป็นพรหม  ถ้าบริสุทธิ์เต็มที่ก็ถึงพระนิพพาน

                การที่จิตของเราจะเกาะความดีหรือว่าความดีจะเกาะจิตเราไปได้ก็ต้องอาศัย

                . การให้ทาน

                . การรักษาศีล

                . การเจริญภาวนา

                โดยเฉพาะอย่างยิ่งการภาวนานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการทำจิตให้ชินกับจิตที่เป็นกุศล  เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานฝ่ายกรรมฐาน ๔๐ ก็ดี  วิปัสสนาญาณก็ดี  จัดว่าเป็นกุศลทั้งหมด  ทีนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงกล่าวว่าเป็นปัจจัยให้เข้าถึงพระนิพพาน  เพราะฉะนั้น  ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโปรดทราบว่าการเจริญพระกรรมฐานอันดับแรกก็มีความประสงค์ให้ทรงสติสัมปชัญญะ  คือให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์  ไม่ลืมความดี  มีการให้ทานรักษาศีล  มีการเจริญภาวนา

                การเจริญสมถภาวนานี่เราต้องการให้จิตสงบจากอกุศล  และจิตน้อมอยู่ในส่วนของกุศลเป็นปกติ  โดยปกติพระโบราณาจารย์ท่านแนะนำให้นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์  โดยใช้คำภาวนาว่า  พุทโธ  แต่ว่าถ้าภาวนาเฉยๆ จิตก็จะลอยเกินไปไม่มีที่เกาะ  เพราะจิตมีสภาพกวัดแกว่ง  เพราะฉะนั้น ท่านจึงแนะนำให้จับอานาปานสติกรรมฐาน  จับลมหายใจเข้าออก  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้านึกว่า  พุท  เวลาหายใจออกนึกว่า โธ  สำหรับอานาปานสติกรรมฐานหรือการกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกรรมฐานที่ลดความฟุ้งซ่านของจิต   อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าเป็นกรรมฐานที่ระงับกายสังขาร  เวลาที่เราป่วยไข้ไม่สบายอาการมันมาก  มีอาการเครียดจัดให้ใช้อานาปานสติกรรมฐานเข้าระงับจับลมหายใจเข้าออกจนอารมณ์จิตเป็นฌาน  หรืออุปจารสมาธิ  อาการหรือว่าทุกขเวทนาจะบรรเทาลง  ความจริงอาการมันไม่ได้ลดลง  แต่ว่าจิตเราไม่ยอมรับความรู้สึกจากอาการทางกายก็ทำให้สบายได้  แล้วประการที่สอง  สำหรับอานาปานสตินี้เป็นกรรมฐานระงับโมหจริตและวิตกจริต  รวมความว่าตัดความโง่ของจิต  โมหะก็คือความโง่  ทำให้จิตฉลาดขึ้น

                สำหรับพุทธานุสสติกรรมฐานการนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์  ประเภทนี้ถ้าไปเกิดเป็นคนก็มีแต่ความรุ่งเรือง  ไม่ถอยหลัง  ไม่น้อยหน้ากว่าใคร  ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมก็มีรัศมีกายมาก  เทวดากับพรหมเขาวัดความดี บารมีกันด้วยรัศมีกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานนี่ท่านกล่าวว่า  เข้าถึงพระนิพพานได้ง่ายที่สุด

                เอาละต่อแต่นี้ไป  ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท  เวลาหายใจออกนึกว่า  โธ  ขณะใดที่เรารู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  รู้คำภาวนา  พุทโธ  ขณะนั้นชื่อว่าจิตของเราเป็นสมาธิตามความต้องการ ถ้าหากว่าภาวนาไปๆ  ใจมันเกิดความสบาย  คำภาวนาหยุดไปเฉยๆ เป็นความสุขที่ยิ่งกว่า อย่างนี้ก็จงอย่าตกใจ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๒ ซึ่งเป็นอารมณ์ดีขึ้น หากว่าทำไปความชุ่มชื่นหายไป  มีอาการเครียด  ลมหายใจเบาลง  หูได้ยินเสียงภายนอกเบามาก  จิตใจทรงตัวแนบสนิทอย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๓  ถ้าบังเอิญภาวนาไป กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ปรากฏว่าไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกมีหรือเปล่า  มันมีอาการเฉยๆ มีอาการจิตใจสบาย อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๔ จัดว่าเป็นอารมณ์ฌานที่มีความสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา

                ต่อจากนี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้าพยายามตั้งกายให้ตรงดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย  จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา