๕. ปีติ

 

วันก่อนเราได้พูดกันถึงอารมณ์ของสมาธิ  พูดมาได้เล็กน้อยเวลาก้อหมดไป  ก่อนที่บรรดท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะนึกถึงอะไรทั้งหมด  อันดับแรกให้นึกถึงความตายเป็นอารมณ์เสียก่อน  เพราะว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง  แต่ความตายเป็นของเที่ยง  เรามาสร้างความดีกันก็เพื่อว่าจะได้เป็นทุนไว้ในเวลาที่เราจะตาย  นี่การนึกถึงความตายเป็นอารมณ์  พระพุทธเจ้ากล่าวว่าเป็นมรณัสสติกรรมฐาน  และจัดว่าเป็นความไม่ประมาทในชีวิต  เพราะเราจะคิดอยู่เสมอว่า  ถ้าเราตายแล้ว  ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด  เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎฎะ  ก่อนจะตายเราก็แสวงหาความดีเข้าไว้

ความดีที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำเบื้องต้น  นั่นก็คือการให้ทาน  ทานเป็นปัจจัยแห่งความรัก  ทานเป็ฯปัจจัยแห่งการผูกมิตร  คนที่ให้ย่อมมีจิตเป็นสุข   หมายความว่าจะไปในที่ไหนก็ตาม  บุคคลผู้รับทานจากเราย่อมแสดงความเป็นมิตรกับเรา  เว้นไว้แต่คนบางเหล่าเท่านั้นที่ไม่รู้คุณคน  อันนี้เราก็ยกให้ด้วยอำนาจของเมตตาบารมี  ตายจากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว  คนที่ให้ทานไว้ก็จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ  ถ้าเรายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด  เราก็จะมีความสุขในการเสวยทรัพย์สมบัติ  นี่เป็นผลของทานที่เราพึงได้

อีกประการหนึ่งความดีเบื้องต้นของการเตรียมตัวเพื่อตาย  ก็คือการมีศีลบริสุทธิ์คนที่มีศีลบริสุทธิ์ตายไปแล้วมีอายุยืนนาน  มีรูปร่างหน้าตาสะสวย  ถ้าเกิดเป็นมนุษย์มีทรัพย์สมบัติไม่ถูกอัคคีภัย  โจรภัย  อุทกภัย  วาตภัยทำอันตรายเพราะอำนาจของศีลเป็ฯขอบเขต  มีคนในปกครองก็รู้สึกว่าอยู่ในโอวาท ไม่มีใครฝ่าฝืน  วาจาเป็นที่รักของบุคคลอื่น  สติสัมปชัญญะสมบูรณ์  นี่เป็นความดีอันดับที่สองที่เราจะเตรียมตัวเพื่อตาย

อันดับที่สาม  องค์สมเด็จพระจอมไตรให้ภาวนานึกถึงความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาเป็นต้น  อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลให้ทรงยึดไว้เพื่อกันลืมสติสัมปชัญญะเป็นการทรงสติสัมปชัญญะ  ไม่ให้เราลืมในขณะที่เราจะตาย  เพราะว่าเวลาเราจะตายถ้าเราฝึกภาวนาเข้าไว้  อารมณ์จิตจะชินในด้านของกุศล  ถ้าในขณะนั้นจิตของเรานึกถึงกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง หรืคำภาวนาว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ  เป็นต้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง  แล้วก้อตาย  อบายภูมิไม่มีสำหรับเรา  มีที่ไปอย่างเลวเราก็เป็นมนุษย์ชั้นดี  หรือมิฉะนั้นก็เป็นเทวดา  หรือมิฉะนั้นก็เป็นพรหม  บทใดที่เราภาวนาไว้จนขึ้นใจ  ต่อไปถ้าไปพบองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์  ท่านจะเทศน์อานิสงส์ของบทนั้น  เราฟังเพียงจบเดียวก็ได้บรรลุอรหัตผลเข้าถึงพระนิพพาน

นี่ก่อนที่เราจะตายตั้งใจไว้ว่า  เราตายแล้วจะไม่เป็นผู้ลำบาก  เราตายแล้วจะเป้นผู้ไม่มีทุกข์  เราจะมีความสุขพอสมควรแม้ว่าจะยังไม่เข้าถึงพระนิพพานเพียงใดก็ตามที  นี่คุณธรรมแบบนี้ที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ  ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทจดจำแล้วปฏิบัติไว้เป็นปกติ  จึงจะชื่อว่าเราไม่เสียทีในการเกิด  เพราะถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์แล้วตายไปแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์นรก  เป็นเปรต  เป็นอสุรกาย  เป็นสัตว์เดรัจฉาน  ก็ชื่อว่าเราก็แย่มาก  เป็นการขาดทุน  การสร้างความดีที่เรียกกันว่าทำบุญเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรามีความสุขดียิ่งๆ ขึ้นไป  อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเตรียมไว้ทุกขณะจิต

ต่อแต่นี้ไปก็จะขอพูดถึงอารมณ์ของสมาธิ  ที่เราจะพึงเข้าถึง  เมื่อคืนนี้พูดถึงอานาปานสติไว้หน่อยหนึ่ง  ว่าจะต่อมันก็หมดเวลาที่จะพูด  การฝึกอารมณ์  การข่มใจเนื่องเพราะจิตฟุ้งซ่านเราก็ทราบแล้ว  ที่กล่าวมาแล้วเมื่อคืนนี้  ไม่ต้องย้อมกลับไป

คราวนี้เราก็มาดูกำลังใจคือผลที่เราจะพึงได้จากการเจริญสมาธิ  การเจริญสมาธินี้  เราต้องมีอารมณ์รู้จักฝึก  รู้จักกำหนดจิต  รู้กิจที่เราทำว่าผลมันได้แค่ไหน  ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งทำประเภทดำน้ำกันเรื่อยไป  อย่างนี้มันก็ไม่มีผล  ดีไม่ดีเราพบของดีเข้าแล้วก็ทิ้งไป  บางคราวเรามาพบเหตุเป็นศัตรูกับอารมณ์ของสมาธิในด้านสมถภาวนา  หรือวิปัสสนาภาวนาเป็นเครื่องคุณธรรมทำลายความดี  เราก็เข้าใจว่าของดีไปยึดถือเอาเข้าไว้  เป็นอันว่า  เราเหนื่อยเปล่าในปฏิบัติ  ฉะนั้น ในฐานะที่บรรดาท่านพุทธบริษัทมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ก็จงตั้งใจกำหนดไว้เพื่อความรู้

การทรงอานาปานสติกรรมฐานหรือว่าพุทธานุสสติกรรมฐาน  หรือว่ากรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ดี  ถ้าเราสามารถทรงความดีนี้ได้แล้ว  แล้วต่อไปก็จงกำหนดใจคิดถึงอารมณ์ที่เราพึงได้  ถ้าเราทรงความดี  คือทั้งระงับความฟุ้งซ่าน  ระงับความโกรธ  ความพยาบาท  ระงับความรู้สึกพอใจในกามารมณ์หรือระงับความสงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา  ครั้งหนึ่งได้ชั่วขณะเดียว  ได้เพียงนาทีสองนาที  อารมณ์จิตก็ซ่านคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป  แล้วสักประเดี๋ยวหนึ่งเราก็รู้ตัวดึงเข้ามาใหม่  สลับกันมาสลับกันไปอย่างนี้ ท่านเรียกว่าขณิกสมาธิ อาการที่สงสัยยังไม่มี

ผลเพียงแค่ขณิกสมาธิแบบนี้  ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททรงไว้ได้ทุกๆ วัน  ผลที่เราจะพึ่งได้  ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเวลาที่ท่านจะตายท่านจะไม่หลงตาย  เวลาที่ป่วยหนักมากๆ  อารมณ์ใจมันก็เข้ามารวมตัว  จะทรงจิตเป็นฌานได้  หรือมิฉะนั้นจะทรงจิตเป็นสมาธิ  สูงขึ้นไปกว่านั้นถึงขั้นอุปจารสมาธิ  เพราะคนถ้ารู้ตัวว่าจะตายก็จะรวบรวมกำลังกายกำลังใจไว้เพื่อช่วยตัวเองเสมอ  นี่เป็นกฏธรรมดา  ผลที่ได้มาจากขณิกสมาธิ  ส่วนมากเขาไม่เกิดเป็นคนแล้ว  เขาไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน  เป็นเปรต  เป็นอสูรกาย  เป็นสัตว์นรก  ขณิกสมาธิส่งผลให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก

ตัวอย่างในพระพุทธศาสนามีมาก  เช่นท่านมัฎฐกุลฑลีเทพบุตร  เป็นคนที่ไม่เคยทำบุญมาเลยในกาลก่อน  เพราะพ่อเป็นคนขี้เหนียว  นามของพ่อก็คือ  อทินนปุพพกพราหมณ์  แปลว่าพราหมณ์ผู้ไม่เคยให้อะไรมาเลยในกาลก่อน  ขี้เหนี้ยวมาก  บุญก็ไม่เคยทำ  กรรมดีก็ไม่เคยสร้าง  เพราะความเหนียวแน่นเสียดายทรัพย์  ท่านมัฎฐกุลฑลีเทพบุตรตอนที่เป็นลูกชายป่วยไข้ไม่สบายลง  พ่อก็ไม่หาหมอมารักษา  เพราะความขี้เหนียวเก็บยามารักษาอย่างเดียว  ในที่สุดลูกก็ตาย  เมื่อลูกชายใกล้จะตายคิดว่าพ่อแม่ก็ดีทรัพย์สินทั้งหลายที่มีมากถึง ๘๐ โกฎิ  ไม่มีประโยชน์สำหรับตน  คิดว่าองค์สมเด็จพระทศพลคงจะมีพระมหากรุณาโปรดให้มีความสุข  จึงนึกถึงความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  อย่างที่พวกเราภาวนาว่า  พุทโธ    ท่านคำนึงถึงความดีของพระพุทธเจ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจิตก็ออกไปจากร่างกายที่เราเรียกกันว่าตาย  ผลความดีเล็กน้อยที่คิดถึงคุณความดีขององค์สมเด็จพระจอมไตรเรียกว่าขณิกสมาธิ  ท่านก็ได้ไปเกิดบนดาวดึงส์เทวโลกมีวิมานทองคำ  มีต่างหูเกลี้ยง  มีนางฟ้า ๕๐๐  เป็นบริวาร  จัดว่ามีความสุขพอสมควร  ทั้งๆ ที่ท่านไม่เคยทำบุญมาในกาลก่อนเลย  ถ้าพวกเราทำอย่างงั้น  ได้กำไรกว่ามัฎฐกุลฑลีเทพบุตรมาก  เพราะเราทำบุญในศาสนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามานับไม่ถ้วน  แล้วเราก็ให้ทานภายนอกเขตของพระพุทธศาสนามานับไม่ถ้วน เช่นให้ทานแก่คนขอทาน  ให้ทานแกคนรับความลำบาก  ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน  อย่างนี้ก็มีอานิสงส์ใหญ่  อานิสงส์ทั้งหลายจะรวมตัว  เราก็จะมีความดียิ่งกว่ามัฎฐกุลฑลีเทพบุตร  มีความสุขกว่า  มีอำนาจวาสนาบารมีดีกว่า

สำหรับสมาธิที่น่ากลัวก็คืออุปจารสมาธิ  อุปจารสมาธินี่ทำลายความดีคนลงไปเสียมาก  อาการของอุปจารสมาธิมีความอิ่มอกอิ่มใจ  มีความปลื้มปีติยินดี  มีความขยันในการสุขกายสุขใจเพราะอำนาจสมาธิเป็นเครื่องส่งเสริม  เป็นเหตุให้เราไม่อิ่มไม่เบื่อในการเจริญสมาธิ  หรือว่าในการเจริญวิปัสสนาญาณ  นักปฏิบัติพระกรรมฐาน  พอเข้าถึงปีติ  คืออุปจารสมาธิ  มีปีติเต็มที่  พวกนี้ได้ดีทุกคน  เว้นไว้แต่คนที่หลงเท่านั้น

อาการของอุปจารสมาธิที่จะเกิดขึ้น  ในอันดับหนึ่งจะมีการขนลุกซู่ซ่า  เรียกว่าขนพองสยองเกล้า  นั่งๆ อยู่ก็มีอาการขนลุกชันขึ้นมาเป็นปกติ  ซึ่งในกาลก่อนความหนาวไม่มี  การสัมผัสกับลมไม่มี  แต่มันขนลุกขึ้นมาเฉยๆ  อย่างนี้จัดว่าเป็นปีติเบื้องต้น  ไม่ต้องแก้ไข  ถ้ากำลังใจของเราตกกว่านั้นอาการอย่างนั้นมันก็ไม่เกิด  ถ้ากำลังใจสูงขึ้นไปอีกหน่อย  อาการอย่างนั้นมันก็หายไป  อาการที่เกิดทางกายนี่ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงอย่าเอาจิตเข้าไปยุ่ง  มันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน  เรารวบรวมกำลังใจไว้อย่างเดียวดีกว่า  ทรงอารมณ์จิตให้เป็นสมาธิ  บางท่านก็เอาใจเข้าไปยุ่งจนเสียผล  มีเยอะแยะไป  แล้วมีบางรายอธิบายให้ฟังอยู่อย่างนี้แล้วก็ยังไม่หายความสงสัย  ย้อนไปย้อนมาถึงอาการที่เกิดทางกาย  ถ้าอารมณ์ใจเป็นอย่างนี้ล่ะก็  อารมณ์จิตมันละเอียดลงไปก็ปรากฎทางกายขึ้นมาบ้าง  มันจะเป็นยังไงก็ปล่อยมัน  อย่าไปสนใจ  รักษาใจเป็นสมาธิแล้วเป็นพอ

อาการที่ ๒   เมื่อขนพองสยองเกล้าผ่านไป  คราวนี้เกิดน้ำตาไหล  นั่งไป  นั่งพอใจสบาย  น้ำตามันไหล  ดีไม่ดีมันก็ไหลเอามากๆ  แล้วก็ไม่ไหลแต่เวลาที่นั่งเจริญสมาธิ  บางทีไปพบอะไรสะดุดใจเข้า  ใครเขาพูดอะไรสะดุดใจเข้า  จิตมันทรงปีติอยู่แล้วนี่  เราไม่รู้มัน  เพราะเราไม่ได้ระวัง  ไอ้ปีติตัวนี้มันขังอยู่ในใจ  แล้วไม่มีเหตุไม่มีผล  นี่อาการอย่างนี้มันเกิดขึ้นแก่บรรดาท่านพุทธ      ศาสนิกชน  จงคิดว่ากำลังใจของเราก้าวขึ้นไปแล้ว  มีสมาธิสูงขึ้นเข้าถึงระดับปีติที่ ๒  ปีตินี่แปลว่าอิ่มใจ  อาการอย่างนี้ความชุ่มชื่นในการที่บำเพ็ญกุศลมักจะมากขึ้นตามลำดับ  มีความเชื่นมั่นในความดีของพระพุทธศาสนา  คนประเภทนี้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าห้ามขอวัตถุใดๆ เพราะว่าขอแล้ว  ท่านมีกำลังใจสูง  ท่านก็ให้  ถ้าพระขอพระก็เป็นโทษเป็นอาบัติ  นอกจากแต่เพียงว่าเราขาดอะไร  ท่านเห็นใจ  ท่านถวายพระ  อันนี้ไม่เป็นไร  ถ้าพระองค์ไหนไปอ้าปากขอก็มีหวังลงนรกทันที  อาการอย่างนี้เป็นอันดับที่ ๒  ถ้าจิตมีกำลังใจสูงขึ้นไป  อาการน้ำตาไหลมันก็จะหายไป

คราวนี้อาการมาใหม่  คือร่างกายโยกไปโยกมาโยกข้างหน้าโยกข้างหลัง  บางทีก็หมุนไปทั่วตัว  บางทีก็แสดงอาการตึงตังตึงตังคล้ายปลุกพระ  อาการอย่างนี้เขาเรียกว่าโอตกันติกาปีติ  เป็นปีติที่ ๓  อาการเคลื่อนไหวของกายมันจะแรงมันจะเบาประการใดก็ตามที่จะรู้สึกว่ากำลังใจของเราตั้งมั่นอยู๋ในอารมณ์สมาธิไม่เสื่อมคลาย  นี่อาการกายอย่างนี้ถ้าปรากฏก็ต้องใช้ศัพท์ว่าช่างมัน  มันจะแสดงเป็นยังไงก็ช่างหัวมัน  เมื่อใจเราสบายแล้วก็แล้วกัน  เรื่องทางกายเราไม่เกี่ยว  อันนี้ต้องจำไว้ให้ดี  อาการประเภทนี้ปรากฏมีคนเป็นจำนวนมากมาถามกันมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าไปในกรุงเทพฯ เขาถามกัน  อธิบายให้ฟังแล้วแกก็ไม่ได้ดี  เพราะอาการที่เกิดขึ้นแก่ตัว  ตัวไม่รู้  คนที่เขาผ่านมาแล้วบอกก็ยังไม่รับฟัง  ยังนั่งตั้งหน้าตั้งตาสงสัย  ไอ้ตัวสงสัยมันเข้ามาข้องอยู่เมื่อไร  เราก็บรรลัยเมื่อนั้นผลแห่งการปฏิบัติมันก็ไม่ปรากฏ  นี่อาการอย่างนี้ปรากฏเราจะรู้สึกว่าจิตใจของเราตั้งมั่นมากขึ้น  เราต้องการอย่างเดียวให้จิตใจตั้งมั่น  ร่างกายมันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน

ต่อมาเป็นปีติที่ ๔  เรียกว่า อุพเพงคาปีติ  ปีติอันดับนี้จะมีตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ  แต่ว่าใจเราก็สบาย  ไอ้ตัวลอยขึ้นไปนี่มันไม่ใช่เหาะ  เมื่อใจเข้าถึงระดับ  ปีติตัวนี้มันลอยของมันขึ้นไปเอง  ถ้ากำลังจิตจะคลายนิดหนึ่งมันก็จะเลื่อนมานั่งที่เดิมตามปกติ  ไม่ต้องกลัวว่าจะลอยไปแล้วก็กลับไม่ได้  อารมณ์ใจจะมีความชุ่มชื่น  มีความชื่นบานมากกว่าปีติที่แล้วมา

ถ้ากำลังใจของเราสูงขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง  อาการอย่างนั้นมันก็หายไป  จะมีอาการซาบซ่าเหมือนกับกายเบา  กายโปร่งคล้ายกับกายไม่มีอะไร  จะมีเพียงหนังบางๆ ผสมอยู่ เนื้อกระดูกภายในมันจะไม่ปรากฏ มีความรู้สึกยังงั้น  นั่งอยู่อย่างนี้ดูอาการมันเหมือนกะว่าตัวเราโตขึ้นบ้าง  หน้าใหญ่บ้าง  ร่างกายสูงขึ้นไปบ้าง  แต่มีอารมณ์ใจชุ่มชื่น  มีจิตเป็นปกติมีอารมณ์ตั้งมั่นในสมาธิ  อาการนี้ท่านเรียกว่า ผรณาปีติ  เป็นปีติตัวสุดท้าย แล้วก็มันมีอาการใกล้กับความสุข  เมื่อปีติตัวนี้ปรากฏขึ้นแล้วพอระงับหายไป   ความสุขก็ปรากฏ  คำว่าความสุขปรากฏนี่มันสุขจริงๆ  เราจะนั่งสัก ๒๐–๓๐ วันโดยไม่ลุกเลยก็ได้  ความปวดความเมื่อย  ความไม่สบายกายไม่สบายใจมันจะไม่มี  มีแต่ความสดใสชุ่มชื่น  บรรยายกันไม่ถูก

นี่พอจิตเข้าสู่ระหว่างปีติก็ดี  เข้าถึงสุขก็ดี  เรียกว่าเป็นอุปจารสมาธิ  ถ้าถึงตัวสุขจัดว่าเป็นอุปจารสมาธิเต็มที่  เริ่มตั้งแต่ปีติแรกก็เรียกว่าอุปจารสมาธิเบื้องต้น  อาการของปีติที่กล่าวมาแล้วถึงห้าขั้นนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องผ่านเหมือนกันทุกคน  บางคนก็ผ่านเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง  บางคนที่มีอารมณ์สูงกว่าไม่ผ่านเลย  คือผ่านอย่างไม่มีความรู้สึก  เข้าไปถึงปฐมฌานเลยทันที  นี่ถ้าเคยได้ฌานมาในกาลก่อน

แล้วตอนที่มีอารมณ์จิตเข้าถึงอุปจารสมาธิตัวนี้ตั้งแต่ปีติเป็นต้นไปต้องระมัดระวังแสงสีภาพต่างๆ มันจะปรากฏ  ตอนนี้พระคณาจารย์ทั้งหลายกำหนดไว้บอกว่าจงอย่าสนใจกับภาพแสงสีใดๆ ทั้งหมด  ถ้าไปสนใจกับภาพแสงสีใดๆ เข้า  จิตใจของเราจะเคลื่อนจากสมาธิ  เราตั้งใจไว้อย่างเดียวว่าอะไรจะมาก็เชิญมา  อะไรจะไปก็เชิญไป  เราไม่สนใจ  เราสนใจอย่างเดียวคือสมาธิที่ทรงไว้  รักษากำลังใจให้ตั้งมั่นไว้ตามเดิม  เช่นเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  คำภาวนาว่ายังไงก็ตาม  ทรงอาการอย่างนั้นไว้ให้เป็นปกติ  จิตก็จะได้เข้าถึงปฐมฌานได้รวดเร็ว  ถ้าเราลงไปหลงในภาพแสงสีแล้วความดีมันก็จะสลายตัวลงไป

สำหรับท่านทั้งหลายที่มีจิตใจเข้าถึงอุปจารสมาธิแบบนี้  เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์ส่วนใหญ่ไปเป็นเทวดาชั้นยามา  คือว่าเป็นเทวดาที่ต่อวาสนาบารมี

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท  สำหรับวันนี้  กาลเวลาที่จะพูดก็หมดแล้ว  ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพยายามตั้งกายให้ตรง  ดำรงจิตให้มั่น  กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก  ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัยจนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา