ตอนที่ ๗ วิปัสสนาญาณ ๙ (ต่อ)
ต่อแต่นี้ไปเรามาพูดถึง
วิปัสสนาญาณ ข้อที่ ๕ องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปรีชาคำนึงถึงความเบื่อหน่าย นี่ตัวนี้มันเบื่อมาแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่เบื่อก็อย่าเพิ่งจับตัวนี้ จับตั้งแต่ต้นยันตัวที่ ๔ ดังกล่าวมาแล้ว ให้มันเห็นคุณเห็นโทษ ปรากฏว่าเห็นมันเป็นโทษ มันเป็นภัย เพราะอะไร เพราะว่ามันไม่ทรงตัว
แล้วแถมก็สกปรก โดยยก กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน มรณานุสสติกรรมฐาน
เข้ามาเป็นเครื่องเทียบเคียงเปรียบเทียบแล้วก็พิจารณาในด้านวิปัสสนาญาณ
กรรมฐานทั้ง ๓
ประการนี้
บรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลายถือไว้เป็นปกติหรือเปล่า ถ้าเจริญใน มหาสติปัฏฐานสูตร ก็ดูกายคตานุสสติกรรมฐานเป็นสำคัญ แล้วก็ใช้ จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน เป็นเครื่องควบคุมใจว่า
เวลานี้อารมณ์ใจของเรามีความรู้สึกเป็นอย่างไร ดูตามแบบปฏิบัติในจิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ที่ท่านที่ได้บรรลุกันง่าย ๆ
เขาทำกันแบบนั้น
จะง่ายหรือยากก็ตาม
ทำแบบนั้นเหมือนกันหมด
มาข้อนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงตรัสว่า คำนึงถึงความเบื่อหน่าย ความจริงมันก็ควรเบื่อแล้ว
เพราะตั้งแต่เกิดมามันก็เต็มไปด้วยความทุกข์ หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ ปรนเปรอมันเท่าไรมันก็ไม่ตามใจเรา เอายารักษาโรคให้กินมันก็กิน หายประเดี๋ยวเดียวมันก็เป็นใหม่ เราหิวขึ้นมากินไปสักเท่าไรมันก็ไม่รู้จักอิ่ม มันก็บอกว่าอิ่มเหมือนกัน แต่ว่าอิ่มไม่เด็ดขาด เดี๋ยวก็หิวใหม่ บำรุงร่างกายเท่าไรก็ตามมันก็เดินเข้าไปหาความทรุดโทรม จะดูภายในของกาย จะดูภายนอกของกาย มันก็เต็มไปด้วยความสกปรก
แล้วเราก็กระทบกระทั่งกับอารมณ์ของโลกธรรมทั้ง 8 ประการตลอดเวลา
จะทำดีขนาดไหนก็มีคนเขาด่า จะทำชั่วขนาดไหนก็ตามก็มีคนเขาแช่ง
ฝนจะตกฝนแล้ง
การสาปแช่งไม่ได้สลายตัวไปด้วย
นี่มันช่วยให้กระทบกระเทือนใจอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดความตายมันก็เดินก้าวหน้าเข้ามา ความจริงมันไม่เดินเข้ามา แต่เราเดินไปหามัน ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็มีปรากฏเข้ามาทุกวัน
การประกอบกิจการงานก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยยาก แล้วเราจะเกิดมาทำเกลืออะไร เกิดไปทำไมกันอีกบรรดาท่านพุทธบริษัท มีปัญญาพิจารณาบ้างไหม
.คิดเห็นว่ามันควรจะเบื่อควรจะหน่าย ควรจะทิ้ง
นี่ใช้อารมณ์ของสมถภาวนาเข้ามาใช้ กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน มรณานุสสติ
หรือว่า กายานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน ใช้อารมณ์ที่มีความสำคัญควบคู่กันตลอดไป ใช้บ้างหรือเปล่า
?
เห็นไหมว่าร่างกายของเรามันน่าเบื่อหน่ายเพียงใดแล้วก็จะไปเมามันสร้างความรักกายของบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์อะไร
จะไปเมามันสร้างความรักในวัตถุอย่างอื่นเพื่อประโยชน์อะไร
จะอยากได้กายของบุคคลอื่นมาเป็นคู่ครองเพื่อประโยชน์อะไร มีไหมล่ะ
..ดีไหม มีแล้วมันเป็นทุกข์อย่างนี้ดีไหม
.? ถ้ายังเห็นว่าดีก็ตามใจบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่ควรจะคิดว่ามันไม่ดี
ถ้าเห็นว่ามันไม่ดีก็เลิกกัน เบื่อหน่ายน่ะหน่ายจริง ๆ เบื่อจริง ๆ
ไม่ใช่เบื่อ ๆ อยาก ๆ
เวลาพูดก็เบื่อ เวลาคิดเบื่อ เวลาเลิกแล้วเดินไปเดินมา ไปเจอะของสวยของงามเข้าอีกอยากได้ เห็นสภาวะต่าง ๆ เต็มไปด้วยความมั่นคง นี่มันเป็นอารมณ์ของความหลง คือความโง่ แนะนำเพียงเท่านี้นะ เบื่อก็เบื่อ
ไม่เบื่อก็ตามใจ
นี่ที่ท่านได้กันดี ๆ
น่ะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสเพียง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เพียงเท่านี้ท่านก็เป็นพระอรหันต์
เพราะอะไร เพราะว่าท่านมีความขยันในด้านบารมีทั้ง
๑๐ ประการ
แล้วท่านก็เอาใจของท่านอ่านอารมณ์ใจว่า
ในสังโยชน์ทั้ง ๑๐
ประการตัวไหนบ้าง พยายามปลด นี่เราปลดกันเป็นไหม ถ้าปลดไม่เป็นก็หัดปลด ปลดไม่ไหวก็เกิดเพื่อตายต่อไปอีกนับชาติไม่ถ้วน
ในวิปัสสนาญาณข้อต่อไป องค์สมเด็จพระจอมไตรกล่าวว่า มุญจิตุกัมมยตาญาณ ภาษาบาลีไม่ต้องจำก็ได้ จำแค่เพียงภาษาไทยว่า ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะให้พ้นไปเสีย
นี่มันเบื่อแล้วนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท จะมาเกาะมันเพื่อประโยชน์อะไร หนทางใด ที่ไหนบ้าง
เราพอที่จะพ้นไป
ราคะ ความรัก ด้วยอำนาจความสวยงาม งดงาม ใช้กายคตานุสสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน
มรณานุสสติกรรมฐาน
มาพิจารณาควบคู่กันไป
มันจะได้ตัดไปเสียได้
ตัดความรัก
เพราเห็นว่ามันสกปรกและมันสลายตัว
โลภะ ความโลภ
อยากจะได้ ใช้การ ให้ทาน
หรือ ให้อภัยทาน
เป็นกำลัง มันจะได้ผลักความโลภให้มันพ้นไป
โทสะ ความโกรธ
ที่เป็นปัจจัยให้เป็นตัวเกิดอีกอย่างหนึ่ง มันจะดึงให้เราเกิดต่อไป เราไม่เอา
ผลักมันไปเสีย ด้วยอำนาจ เมตตา
พรหมวิหาร ๔ หรือว่า กสิณ ๔ ประการ เพราะว่ากำลังใจของเรามันไม่ใช่ อุคฆฏิตัญญู คือเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด
แม้แต่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงแนะนำแค่เพียงหัวข้อก็พ้นไปได้
ถ้าเราเป็นคนที่มีจริยาแบบนั้นก็ไม่เป็นไรบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน
ถ้าจริยาของเรายังไม่ถึงแบบนั้นก็ต้องว่ากันตามนี้แหละ ตามที่ว่ามาแล้ว หนีไปเสีย
วิธีที่จะหนีให้พ้น ก็ต้องสร้างกำลังใจในบารมีทั้ง ๑๐
ประการให้ครบถ้วน
อย่าให้พร่องแม้แต่หนึ่งวินาที
จิตใจของเรานี้ต้องควบคู่อยู่ตลอดเวลากับบารมีทั้ง ๑๐ ประการ แล้วก็นั่งคลำ สังโยชน์ ๑๐ ประการ
ว่าไอ้ตัวไหนหนอที่ยังเกาะใจของเราอยู่
ที่มันยังฝืนคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูตัดมันให้ขาดกระเด็นไป นี่เป็นแนวทางที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงสอนให้เดิน และต้องรู้จักเดิน ถ้าเดินไม่เป็นเราก็ตกร่องตาย
วิปัสสนาญาณข้อที่ ๗ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ บาลีไม่ต้องจำก็ได้ แปลว่า ปรีชาคำนึงด้วยการพิจารณาหาหนทาง
นี่ความจริงก็พูดมาแล้วนี่ว่าการหาทางคือสร้างบารมีให้ครบ พิจารณาในด้านของสังโยชน์ 10 ประการ
ให้ครบถ้วยตามกระบวนความ
เราก็หาสมถกรรมฐานที่คู่ควรที่จะตัดอารมณ์แบบนั้น ๆ
เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์
ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
ถ้าเรามีความฟุ้งซ่านในจิต ให้ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐาน
เข้าควบคุมกำลังใจ
ถ้ากำลังใจของเรามีความรักสวยรักงามเป็นสำคัญก็ใช้
อสุภกรรมฐาน 10 อย่าง กับ กายคตานุสสติกรรมฐาน เป็น ๑๑ ด้วยกันมาควบคุมกำลังใจ
นี่หาทางหนี หาทางไล่ นี่ก็ต้องใช้สมถะเข้ามาควบคุม อย่าทะนงตนว่าสมถะไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผล ถ้าหากว่าสมถะไม่มีประโยชน์ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่โปรดให้เราปฏิบัติ
ถ้าความโกรธมันประจำใจ จะสละมันได้ก็ต้องอาศัย พรหมวิหาร 4 และ กสิณ 4 ตามที่กล่าวมาแล้ว
ถ้าอารมณ์จิตของเรางุ่นง่าน ตัดสินใจไม่ได้ ก็ตรงกับโมหจริต คิดหลงอยู่ตลอดเวลา หรือว่า วิตกจริต คิดตัดสินใจไม่ได้ ก็ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐาน นี่ความจริงก็กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อกี้ไม่ได้พูดถึงจริต
อารมณ์ที่คิดอยู่มีความเชื่อในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จบกพร่องไปบ้างก็ขออภัย เพราะพูดนี่ไม่มีหนังสือ สาวไส้ออกมาพูด
ถ้าหากว่ากำลังใจของเรามีความปรีชาสามารถ มีความเฉลียวฉลาดที่เรียกกันว่า พุทธจริต ก็ใช้กิจที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้คือ มรณานุสสติ และ อาหาเรปฏิกูลสัญญา
จตุธาตุววัฏฐาน ๔ อุปสมานุสสติ
เฉพาะตัวท้าย อุปสมานุสสติ
คือนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์
นี่เป็นทางที่เราจะไปได้
แล้วก็มาเทียบเคียงกับวิปัสสนาญาณเข้า เอาเข้ากับอริยสัจให้ได้ว่า เราอยู่อย่างนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ มันหาความสุขไม่ได้ เราก็หาทางหนีทางไล่ ไปให้พ้นจากความทุกข์
ก็ได้แก่พระกรรมฐานตามจริตที่กล่าวมาแล้ว นี่เป็นการหาทาง แบบนี้หากันเอาเองก็แล้วกัน มีหนังสือให้แล้ว
ญาณที่ ๘
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วกล่าวว่า
สังขารุเปกเขาญาณ
ญาณอันนี้พิจารณาคำนึงถึงความวางเฉย
เฉยในอะไรบรรดาท่านพุทธบริษัท
เฉยในโลกธรรมเป็นอันดับแรก
โลกธรรม ๘ ประการโยนทิ้งไปเลยจากใจ
อะไรบ้างที่มันจะเข้ามาสิงในใจ
จับมันโยนทิ้งไป
มาเฉยอีกจุดหนึ่งก็เฉยกาย กายมันจะแก่เชิญแก่ตามสบาย ฉันรู้แล้วว่านายจะแก่ กายมันจะป่วยเชิญป่วยตามสบาย
ฉันจะรักษานายเพื่อเป็นการระงับเวทนา จะรักษาหายไม่หายตายแหล่ก็ช่างมัน เฉยจากอาการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ตามสบาย มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน นี่เรียกว่าเฉยทั้งหมด
ถือว่ายอมรับนับถือว่านี่มันเป็นเรื่องธรรมกา ถ้าอาการเกิดมีมามันก็ต้องมีอาการอย่างนี้ปรากฏเฉยจริง ๆ
ให้มันเฉยได้ทั้งหมด เช่นว่า
มีลาภ เสื่อลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์
ไอ้สุขในกามารมณ์ก็โยนทิ้งไป
ทุกข์จากการกระทบกระทั่งใจ
สิ่งทีไม่ชอบ
ไม่สบายกาย
ไม่สบายใจก็โยนทิ้งไปเฉย
นอนนึกให้สบาย ๆ วาดภาพไว้ว่า ถ้าตายเมื่อไร พังเมื่อไร
เราไปนิพพานเมื่อนั้น
ยิ่งเวลากาลผ่านไปมากเท่าไรความดีใจย่อมปรากฏ
ถ้าคิดว่าเราพอจะมีความสุขตามที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงแนะนำไว้แล้ว เฉย
ใครจะมาบอกเรื่องรัก เฉย
ใครจะมาบอกเรื่องรวย เฉย ใครจะมาบอกเรื่องความโกรธ ความพยาบาท เฉย
ใครจะมาบอกว่า
โน่นก็ของเรา นี่ก็ของเรา
เฉย
เรารู้อยู่แล้วว่า แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเราแล้วของภายนอกกายจะมีอะไรเป็นของเราอีก นี่เป็นญาณที่ ๘
ญาณที่ ๙
สัจจานุโลมิกญาณ
ญาณตัวนี้ไม่มีตัวจริง ๆ ท่านแนะนำให้ว่า ปรีชาเต็มไปด้วยความรอบรู้ตามสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจ เพื่อหาทางกำหนดรู้ด้านอริยสัจ วิปัสสนาญาณ
๙ กับอริยสัจ ก็คือตัวพิจารณาขันธ์ ๕
ตัวเดียวกัน หรือว่าที่องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ทรงสอนไว้ว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรามันก็ตัวเดียวกัน
เป็นอันว่า วิปัสสนาญาณมีอรรถเดียวคือ ขันธ์ ๕ เปลื้องขันธ์ ๕ เสียให้ได้ ใช้อุบายที่ท่านบอกว่า อนุโลม ให้มองดูร่างกายตั้งแต่ข้อ
๑ ถึงข้อ ๘
จะเห็นว่าทุกจุดมันเต็มไปด้วยความทุกข์
ไม่มีอะไรที่จะเป็นความสุขสำหรับเรา
แม้แต่คนอื่นก็เหมือนกัน
ไม่มีใครมีความสุข
มีแต่ความทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น
แต่ว่าอย่าลืมนะบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าเราพิจารณาไป ถ้ามันยังไปไม่ไหว
ก็มานั่งดูบารมี ๑๐ ว่าตรงไหนหนอมันบกพร่องเราจึงไปไม่ได้ ถ้าในบารมี ๑๐ ไม่บกพร่อง
แป๊บเดียวกันก็ไปได้
ถ้าขัดข้องในอารมณ์ใจมันยังไม่หลุด ก็ดูต่อไปถึงสังโยชน์ ๑๐ ประการ
ว่าที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้
ข้อไหนที่มันยังติดมันยังข้องอยู่ในอารมณ์ใจของเราอีก นั่งดูมันเสียให้ดี ถ้านั่งดูจริง ๆ
จะเห็นจริง ๆ แล้วก็จะละได้
เป็นอันว่า
ถ้าบรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลายไม่มีความขี้เกียจ และก็มีเครื่องมือครบถ้วน ท่านจะพอใจในกรรมฐาน ๔๐
หรือพอใจในมหาสติปัฏฐานสูตรก็ได้ทั้ง ๒ ประการ
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนบทใดบทหนึ่งขัดแย้งกันเข้าไว้
ธรรมใดที่เราเห็นว่าขัดแย้งกันก็ต้องใช้กำลังใจพิจารณาเสียก่อนตีความหมายในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมพุทธเจ้าให้ครบ ตีให้มันถูกให้มันต้องตามความเป็นจริง
แต่ว่าถ้าจิตของเรายังมีกิเลส
ขอบรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งชายและหญิงจงค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ พิจารณา หากว่าคิดน้อยเกินไป จะเห็นว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสอนไม่ตรงกัน มีกรรมฐาน ๔๐ แล้ว จะต้องมีมหาสติปัฏฐาน ทำอะไร นั่นเรายังไม่เข้าใจในคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร ก็คิดอย่างนั้น
สิ่งที่จะสรุปให้เวลานี้ ท่านทั้งหลายเห็นว่าร่างกายไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราแล้วหรือยัง และเราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา
คลำต่อไปว่า
เราฝืนคำสั่งของพระพุทธเจ้าบ้างไหมศีลของเราครบไหม
เรามีพระนิพพานเป็นอารมณ์หรือเปล่า
ถ้าเข้าถึงจุดนี้
ชื่อว่าท่านเป็น พระโสดาบัน
หรือ พระสกิทาคามี
ขยับดูอารมณ์ไปอีกทีว่า
ไอ้กามราคะความพอใจในกามคุณมันหมดหรือยัง ความรู้สึกมันยังมีบ้างไหม เห็นอะไร มันสวยบ้าง
เห็นอะไรแล้วมีความกำหนัดยินดีบ้างไหม การกระทบกระทั่งใจที่เขาทำให้เราไม่ชอบใจ มันเกิดความสะดุ้งขึ้นมา เกิดอยากจะพิฆาตเข่นฆ่า จะตอบแทนมีบ้างไหม ถ้ามีละก็ใช้ได้ไม่ได้ ถ้าไม่มีเราก็เป็นพระอนาคามีได้ มันไม่ยาก
สมถภาวนากอดให้แน่น
อย่าปล่อยไปจากใจของเราเบื้องท้ายคือความเมาใน รูปฌาน และ อรูปฌาน การถือตัวถือตน มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ไม่มุ่งพระนิพพานโดยอารมณ์
จิตยังมี ฉันทะ ความพอใจในมนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลก
เห็นว่ามนุษยโลก เทวโลก พรหมโลกเป็นของสวยงดงาม
ยังมีความพอใจในอารมณ์แบบนั้นเห็นสมควรไหม เห็นไหม
. ตัดได้หรือยัง ถ้าตัดได้ก็เป็น พระอรหันต์
คำว่า อรหันต์ แปลว่า ผู้มีกิเลสอันสิ้นไป ไม่มีอะไรมากวนใจพระอรหันต์ พระอรหันต์ที่เราจะเป็นกันนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ไม่ใช่นั่งหลับตาพูดน้อย ไม่ใช่พระอรหันต์เป็นคนมีอารมณ์สบาย ไม่มีความเดือดร้อน
งานทุกอย่างที่จะต้องทำสิ้นแล้ว แต่ทว่าสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ยังทำกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเป็นอรหันต์ไม่ได้โยนทุกสิ่งทุกอย่างทิ้ง โยนทิ้งแต่เพียงกิเลส ส่วนอารมณ์ที่จะสงเคราะห์บรรดาท่านพุทธบริษัทตามที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงสงเคราะห์มา อันนี้พระอรหันต์พร้อมจะทำ และก็ทำได้เป็นปกติ
ใครเขาจะด่าเขาจะว่าอย่างไรพระอรหันต์ไม่กระเทือน
เพราะจิตใจของท่านไม่เปื้อนไปด้วยอำนาจของกิเลส นี่แหละชื่อว่าเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์เต็มตัวแล้ว
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
สำหรับวิปัสสนาญาณ ๙ ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี