ปกิณกะ
การเทียบบารมี | อานิสงส์ของทาน | บุคคลตัวอย่าง ท่านจูเฬกสาฎก
| การให้ทานในเขตและนอกเขตพระพุทธศาสนา
การเลือกบุคคลให้ทาน | การให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทน | จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้ไหม?
การเทียบบารมี
บารมีเขาจัดเป็น 3 ชั้น บารมีต้น
ท่านเรียก บารมีเฉย ๆ บารมีตอนกลางท่านเรียก อุปบารมี บารมีสูงสุดท่านเรียก ปรมัตถบารมี
ถ้าคนที่มีบารมีต้นในขั้นเต็ม ท่านผู้นี้จะเก่งเฉพาะทาน กับ
ศีล เขาจะทำสะดวกเฉพาะ
การให้ทาน กับ การักษาศีล แต่การรักษาศีลของบารมีขั้นต้นจะไม่ถึงศีล
8 อย่างเก่งก็มีกันแค่ศีล 5 ท่านผู้นี้จะไม่พร้อมในการเจริญพระกรรมฐาน กำลังใจไม่พอ
หรือจะพูดให้ดีอีกนิดท่านบอกว่าไม่ว่างพอ เวลาไม่มี นี่สำหรับคนที่มีบุญบารมีขั้นต้นจะอยู่กันแค่นี้
ถ้ามีบารมีเป็น อุปบารมี เขาเรียกว่า บารมีขั้นกลาง อุปบารมีนี่พร้อมที่จะทรงฌานโลกีย์
บารมีนี้พร้อมเรื่องฌานโลกีย์นี่ทรงได้แน่
ท่านพวกนี้จะพอใจในการเจริญกรรมฐานแล้วก็พอใจในการทรงฌาน
แต่ว่าถ้าจะชวนในขั้นบุกบั่นในวิปัสสนาญาณ ท่านจะบอกว่าไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาธิวิปัสสนาญาณอาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่เข้มแข็งนัก
เพราะว่าสมถะกับวิปัสสนานี่แยกกันไม่ได้ ต้องอยู่คู่กัน
แต่กำลังด้านวิปัสสนาญาณจะต่ำ
จะเข้มแข็งเฉพาะสมถภาวนา
แล้วท่านพวกนี้ถึงแม้ว่าจะพอใจในการเจริญกรรมฐาน ถ้าเราบอกว่าหวังนิพพานกันเถอะ ท่านพวกนี้ก็บอกว่าไม่ไหว กำลังใจไม่พอ
จะชวนไปนิพพานขนาดไหนก็ตาม
เขาจะไม่พร้อมจะไป
และก็ไม่พร้อมจะยินดีเรื่องพระนิพพาน พร้อมอยู่แค่ฌานสมาบัติ
อันนี้เป็นอุปบารมี
นะ
ถ้าเป็น ปรมัตถบารมี
เราจะเห็นว่าอันดับแรกอาจจะยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนิพพาน พอสัมผัสวิปัสสนาญาณขั้นเล็กน้อยพอสมควร
อาศัยบารมีเก่าเพิ่มพูนหนุนขึ้นมาก็มีความต้องการเรื่องพระนิพพาน
พวกที่จิตหวังนิพพานนี่จะไปชาตินี้ได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ เพราะการหวังนิพพานกันจริง ๆ
ต้องหวังกันหลายชาติจนกว่าบารมีที่เป็นปรมัตถบารมีจะสมบูรณ์แบบ คือต้องหวังหลาย ๆ ชาติ ถ้าจิตหวังพระนิพพานจริง ๆ
พวกนี้ก็มีหวัง
ที่เรียกว่ามีบารมีเป็น ปรมัตถบารมี
ฉะนั้นคนที่จะมีบารมีเข้าถึงปรมัตถบารมีก็ดี อุปบารมีก็ดี ท่านพวกนี้จะต้องผ่านความเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมกันมามาก
เพราะว่าบารมีขั้นต้นก็สามารถเป็นเทวดาเป็นนางฟ้าได้ แต่เป็นพรหมไม่ได้ เพราะบารมีขั้นต้นนี่จะไม่มีฌานโลกีย์
พรหมนี่จะทำบุญแบบไหนก็ตาม
ถ้าไม่มีฌานโลกีย์จะไม่สามารถเป็นพรหมได้ สำหรับอุปบารมีนี่เขาพร้อมในการทรงฌาน
แต่ว่าเวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย
ก็ไปเป็นพรหมไม่ได้เหมือนกัน
ถ้าเวลาจะตายเข้าฌานก็ไปเป็นพรหมได้
เขาพร้อมแล้ว
สำหรับท่านที่มีบารมีเป็น ปรมัตถบารมี บางทีจะเห็นว่าเรายังบกพร่องในความดีอยู่มาก ศีลก็บกพร่อง สมาธิก็ไม่ทรงตัว
ปัญญาก็ไม่แน่นอนนัก
ไอ้อย่างนี้มันก็ไม่แน่นอน
เพราะคนที่จะไปนิพพานจริงๆ มันอยู่แค่หัวเลี้ยวหัวต่อ อาศัยความเคยชิน อาศัยการฝึกไปบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง ทำผิดบ้าง ทำถูกบ้าง
แต่ว่าอารมณ์ชินของอารมณ์ดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ไม่ต้องการเกิด
มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่าการเกิดขึ้นมามันเต็มไปด้วยความทุกข์
ความเกิดอย่างนี้จะไม่มีกับเราอีกเราจะมีความเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย วันหนึ่งถ้าคิดอย่างนี้สัก 2 นาที คิดทุกวัน อารมณ์นี้มันจะชิน คำว่าชินก็คือฌาน ก็คือชิน
ในเมื่ออารมณ์คิดจนชินเกิดขึ้น แต่มันก็ไม่มากนัก
เห็นทุกข์วันละ 2-3 นาที
นอกจากนั้นก็เผลอเห็นสุข
หรือเมื่อมีการงานเข้ามาคั่น เขาไม่ได้นึกถึงตัวทุกข์ก็จะหาว่าเขาเลวไม่ได้
ต่อเมื่อเวลาที่ใกล้จะตายขึ้นมาจริง ๆ มันป่วยไข้ไม่สบาย
การป่วยไข้ไม่สบายมันบังคับจิตให้เห็นว่าร่างกายมันเป็นทุกข์ว่า
คนป่วยไม่มีส่วนไหนของร่างกายเป็นสุข แม้แต่ลมก็มีการขัดข้องอยู่เสมอ
ก็เห็นว่าการเกิดมันไม่ดีแบบนี้ ร่างกายก็ป่วยอารมณ์ก็ขัดข้อง
อาศัยที่จิตคิดจนชินว่า ร่างกายเกิดเป็นของไม่ดี
เป็นทุกข์อย่างนี้เราไม่ต้องการมัน
อารมณ์นี้ก็จะเกิด ถ้าอารมณ์นี้เกิดขึ้นมาจริงๆก่อนหน้าจะตาย
ถ้าเป็นฆราวาสอารมณ์นี้จะหนักแน่นในวันนั้นแล้วก็ตายวันนั้น มันอาจจะเกิดมาตอนก่อน
ๆ มันอาจจะอ่อนไปหน่อย
ถ้าจิตคิดจริง ๆ ว่าการเกิดเป็นของไม่ดี มันเป็นทุกข์อย่างนี้เราไม่ต้องการมัน
อีกจิตหนึ่งวางเฉย เข้าขั้น สังขารุเปกขาญาณ เป็นวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย
สังขารุเปกขาญาณนี่ญาติโยมฟังแล้วเข้าใจด้วยนะ สังขารุเปกขาญาณหมายความว่าวางเฉยในร่างกาย ร่างกายคนอื่นไม่สำคัญ สำคัญร่างกายเรา
เรามีความรู้สึกว่าร่างกายของเรานี่มันไม่ดีจริง ๆ
เวลานี้เราปวดที่โน่นบ้างเสียดที่นี่บ้าง ขัดที่โน่นบ้าง ยอกที่นี่บ้าง
มันมีความหิวโหยบ้าง หมดแรงบ้าง จิตใจเพลียไปบ้าง
สรุปแล้วร่างกายทั้งร่างกายไม่มีอะไรดี
ถ้าความรู้สึกว่าร่างกายไม่ดีเกิดขึ้นในวันนั้น แล้วความจริงใจก็เกิดขึ้นว่าเราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก
จิตก็เข้าถึงการวางเฉย ไม่ต้องการอีก มันจะตายก็เชิญตาย
เราจะเชิญมันตายหรือไม่เชิญมันตายมันก็ตาย ใช่ไหม ในเมื่อมันจะตาย
แต่เราไม่หนักใจในความตาย เราถือว่าถ้ามันตายเมื่อไรเราไปนิพพานเมื่อนั้น
แต่ว่าเวลานั้นจะนึกถึงหรือไม่นึกถึงนิพพานก็ไม่สำคัญ
ถ้านึกว่าเราไม่ต้องการร่างกายอย่างนี้อีก
อารมณ์พระอรหันต์มีแค่นี้นะ วันนั้นท่านจะเป็น พระอรหันต์ จิตใจจะวางเฉยในร่างกาย
เห็นร่างกายของเราเราก็เฉย ไม่ต้องการมันอีก เห็นร่างกายคนอื่นเราก็เฉย
อย่างนี้เขาเรียก สังขารุเปกขาญาณ
ถ้าตายเมื่อไรก็ไปนิพพานทันที นี่ว่าถึงพวกปรมัตถบารมีนะ
ถ้าใช้ศัพท์เป็นวิปัสสนาญาณถามว่าตัวไหนเป็นตัวสูงสุด ก็ต้องตอบว่าสังขารุเปกขาญาณสูงสุด ในวิปัสสนาญาณ 9 เขาไปจบที่ สังขารุเปกขาญาณ
แล้วก็สังขารุเปกขาญาณนี่ทำยากหรือง่าย
แต่ความจริงถ้าบอกว่ายากก็ยากสำหรับคนมีบารมีไม่ถึง ถ้ามีบารมีเข้มข้นจริง
ๆ ก็เป็นของทำไม่ยาก เพราะใช้ปัญญาเข้าใจตามความเป็นจริงเท่านั้น
(คัดย่อจากคำสอนที่สายลม 10 ธ.ค.
31 ลงธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 95)
การให้ทานนี้อย่าลืมนะว่าถ้าใจยังไม่หนักแน่นพอ
คนที่เรายังไม่ชอบใจอย่าเพิ่งให้ ให้แต่คนที่เรารักหรือคนที่เราไม่เกลียด
ต่อไปถ้ากำลังใจสูงขึ้น จิตสบาย มีอุเบกขาดี มีเมตตาบารมีสูงก็ให้ไม่เลือก
ให้เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ คือกิเลสของเรา กำลังใจในการให้ทานน่ะเป็นจาคานุสสติ ก่อนที่จะคิดให้เป็นจาคานุสสติ อันนี้อนุสติอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้ามีประจำใจแล้วมันก็ตกนรกไม่ได้
จะยกตัวอย่าง มันก็ยาวเกินไป จะขอพูดถึง อานิสงส์การให้ทาน ที่สมเด็จพระพิชิตมารทรงตรัสว่า สมัยพระพุทธกัสสปท่านเทศน์อย่างนี้
ท่านบอกว่า
บุคคลใดให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนคนอื่น
ตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดใหม่จะมีทรัพย์สมบัติมาก จะเป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐี
มหาเศรษฐี แต่ว่าขาดเพื่อน ขาดคนที่เป็นที่รัก มันก็โดดเดี่ยวแย่เหมือนกัน
บุคคลผู้ใดดีแต่ชักชวนบุคคลอื่น แต่ว่าตนเองไม่ให้ทาน
ท่านบอกว่าตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ มีพรรคพวกมาก
แต่ยากจน
บุคคลใดให้ทานด้วยตนเองแล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นด้วย
ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่จะเป็นคนร่ำรวยมากด้วย แล้วก็จะมีเพื่อนมีบริวารมีมิตรสหายมาก นี่เรียกว่ามีความสุข
บุคคลใดไม่ให้ทานด้วยตนเอง
ไม่ชักชวนบุคคลอื่นด้วย
ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่ จะไม่มีทรัพย์สมบัติเป็นคนยากจนเข็ญใจ เป็นยาจก
ขอทาน แล้วขอก็ไม่ค่อยจะได้ ไม่มีใครเขาอยากจะให้ มีแต่คนรังเกียจ
การให้ทานที่ก่อนจะถึงนิพพานน่ะ เราจะต้องมีความสุขในทรัพย์สมบัติก่อน
จะไปคิดว่าการให้ทานเป็นการกำจัดโลภะ ความโลภ หรือมีผลอันน้อยแค่กามาวจรอันนี้ไม่ถูก ถ้าเราจะไปนิพพาน
ถ้าเราลำบากมันไปยาก ใจไม่สบาย จะเล่านิทานสักเรื่องหนึ่ง เอาไหม มันจะช้าก็ช้า จะจบเมื่อไรก็ช่าง
ก็เล่าสู่กันฟัง
ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ มีคนหนึ่งเขามาเกิด
แต่คนคนนี้น่ะในชาติก่อน ๆ เวลาบำเพ็ญบารมีตัดทานบารมีออกจากใจ
แต่ความจริงเขาก็ไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของใคร ตัวนี้เขาไม่ได้ให้
แต่จิตเขาละความโลภ
คือละความอยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นที่ใครไม่ให้เขาโดยชอบธรรมน่ะเขาไม่เอา
เขาไม่อยากได้ แต่ว่าเขาไม่ให้ทาน ที่ว่า ทานัง สัคคโส
ปาณัง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
ทานเป็นบันไดให้ไปเกิดบนสวรรค์ เขาบอกว่ามันต่ำไป
เอาบุญที่เป็นปรมัตถบารมีดีกว่า คือ
1. มีศีลบริสุทธิ์
2. สมาธิตั้งมั่นก็ระงับนิวรณ์
3. มีปัญญาแจ่มใส
เพื่อตัดกิเลส
ก็เป็นการบังเอิญว่าชาตินั้นเขายังไม่ได้เป็นพระอริยเจ้าก็ต้องตายจากความเป็นคน ไปเกิดเป็นเทวดา ก็สงสัยอาจจะเป็นเทวดาคนจนก็ได้ ทิพยสมบัติอาจจะสู้ชาวบ้านเขาไม่ได้
ทีนี้ก็กลับมาเกิดใหม่ มาเกิดเป็นลูกหญิงแพศยา เป็นโสเภณี
โสเภณีเวลานั้นถือว่าเป็นตระกูล เป็นอาชีพอาชีพหนึ่ง สังคมหรือสมาคมหนึ่ง
แต่ว่าโสเภณีน่ะเขาต้องการเฉพาะลูกผู้หญิง
เขาไม่เหยียดหยามเหมือนสมัยนี้ว่าโสเภณีเลวไม่ใช่อย่างนั้น
เขาถือว่าโสเภณีก็เป็นตระกูลหนึ่งที่มีศักดิ์ศรี พอออกมาเป็นลูกผู้ชาย
เขาไม่ต้องการ เขาก็เลยไปหมกป่าไว้ ทิ้งปล่อยให้ตาย ก็สืบตระกูลเป็นโสเภณีไม่ได้
เวลานั้นโสเภณีผู้ชายยังไม่มี ถ้าบังเอิญมีโสเภณีผู้ชายอย่างสมัยนี้
บางประเทศก็จะหากินคล่องเหมือนกัน เป็นการบรรเทาความเดือนร้อนของบุคคลแต่ละคน
ก็รวมความว่าเขาเกิดมาไม่มีความสุข ถูกปล่อย
แต่เขาก็ไม่ตาย เขาไม่ตายเพราะอะไร เพราะว่ามีบุญรักษา เขาจะเป็นอรหันต์ในชาตินี้
เขาถูกหมกอยู่อย่างนั้นไม่ตาย ถูกแวดล้อมไปด้วยสัตว์รักษาไว้
จนกระทั่งเป็นหนุ่มเดินไปเดินมา เดินเที่ยวไปก็ไม่มีอะไรจะกิน แต่บุญรักษาเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ต้องกินอาหาร
ต่อมาวันหนึ่งเดินเข้าไปชายป่า เห็นคนเขาเอาอะไรมาฝังไว้
เป็นลูกเขาออก เอารกมาฝังก็แอบดู พอเขาไปแล้วก็ย่องเข้าไปขุดเห็นรกเด็ก
เลยนำรกมากิน ในชีวิตเขาได้กินเท่านั้นอย่างเดียว นี่การขาดทานบารมี
หลังจากนั้นก็เดินไปเดินมาเห็นพระท่านมีความสุข เลยขอบวช พระอุปัชฌาย์ก็ให้บวช
ในเมื่อบวชแล้วเวลาบิณฑบาตตอนเช้า
พระใหม่ก็ต้องเดินข้างหลังตามระเบียบ เพราะเดินตามอาวุโส
ชาวบ้านใส่บาตรจากหน้า พอจะถึงองค์หลังข้าวหมดพอดี
นี่อานิสงส์ของการไม่ให้ทาน ท่านก็เดือดร้อน ไม่ได้กินข้าว อุปัชฌาย์ต้องแบ่งให้ ถึงอุปัชฌาย์จะแบ่งให้ หาเองไม่ได้ ใจก็ไม่สบาย
วันที่สอง
ท่านอุปัชฌาย์บอกว่า วานนี้เขาใส่หน้าไม่ถึงหลัง วันนี้คุณเดินข้างหน้า ทุกคนใส่จะต้องถึงคุณ แต่ความจริงพระอุปัชฌาย์เป็นพระอรหันต์
อย่างต่ำก็ต้องเป็นวิชชาสามหรืออภิญญาหกแน่ เพราะรู้เรื่องในใจดี
รู้กฎของกรรมดี
ท่านต้องการพิสูจน์ผลว่า
คนไม่ให้ทานนั้นมันมีผลเป็นอย่างไร
วันที่สอง
ชาวบ้านบอกว่า วานนี้เราใส่หน้าไม่ถึงหลัง
วันนี้รวมกันใส่จากหลังมาหาหน้า พอจะถึงองค์หน้าข้าวหมดพอดี
แต่ความจริงเขาตั้งใจจะให้ถึง แต่กฎของกรรมมันบันดาลให้ตักข้าวหมด
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณยืนกลาง เขาจะใส่ทางไหนมันพอทั้งนั้น
เป็นอันว่าท่านยืนกลาง
วันที่สาม
ชาวบ้านบอกว่า วันต้นใส่หน้าไม่ถึงหลัง วันที่สอง ใส่หลังไม่ถึงหน้า
วันนี้เราแบ่งเป็นสองพวก
ใส่จากข้างหน้ามาหนึ่งพวก
ใส่จากข้างหลังมาหนึ่งพวก เขาก็ทำตามนั้น ปรากฏว่าทั้งสองพวกพอจะถึงองค์กลางข้าวหมดพอดี
วันที่สี่
พระอุปัชฌาย์บอกว่า ยืนรองฉัน มันใส่แบบไหนถึงทั้งนั้น
ในวันต่อมาเขาใส่บาตรตามระเบียบ ใส่บาตรที่ 1 เขาไม่เห็นบาตรที่ 2 ไปใส่บาตรที่ 3 พอวันต่อมาอุปัชฌาย์บอกว่า คุณยืนรองฉัน ท่านเอามือจับบาตรไว้
เขาจึงเห็นบาตรของท่าน
นี่การให้ทานถ้าบารมีไม่เต็มจริง ๆ ถ้าไปโดนเข้าแบบนี้เราจะถูกความหิวทรมานขนาดไหน แต่นั้นบังเอิญเป็นบารมีของท่านเต็มจะได้เป็นพระอรหันต์ ยังต้องถูกทรมานจิตใจแบบนั้น เห็นโทษเห็นทุกข์แห่งการเกิด อุปัชฌาย์แนะนำไม่นานนักท่านก็เป็นอรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์แล้วชาวบ้านก็เห็นบาตรเพราะเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว
นี่การให้ทานน่ะมีความสำคัญอย่างนี้นะ จงอย่าคิดว่าเราต้องการเฉพาะนิพพาน เราไม่ให้ทาน
เราเอาเฉพาะศีลภาวนาอันนี้ไม่ได้ ท้องไม่อิ่ม มันภาวนาไม่ไหว มันจะตายเอา
ดีไม่ดีมันเป็นโจร
การให้ทานของบรรดาท่านพุทธบริษัทเราจะต้องให้
ถ้าบุญบารมีของเรายังไม่เต็มเพียงใดเราก็เอาละ เราก็จะต้องใช้ต้องกิน
แต่ถ้าบุญบารมีเต็ม เราก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ อย่างตัวอย่าง ท่านสีวลี
ท่านพระสีวลีนี้
ชาติหนึ่งเป็นชาวป่า
วันนั้นเป็นวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระพุทธกัสสปเทศน์บอกว่า
คนใดให้ทานด้วยตนเอง เมื่อตายไปชาติหน้าจะมีโภคสมบัติมากแต่ไม่มีบริวารสมบัติ (ตามที่เล่ามาแล้ว)
บุคคลใดชักชวนบุคคลอื่น แต่ไม่ให้ทานเองจะมีพวกมาก แต่ยากจน
ให้ทานเองด้วย ชวนบุคคลอื่นด้วย
เกิดไปชาติหน้าเป็นคนรวยด้วย มีพวกมากด้วย
แล้วก็ไม่ให้ทานด้วยตนเองด้วย ไม่ชักชวนชาวบ้านด้วย
เกิดเป็นคนยากจนไม่มีคนคบหาสมาคม ขอทานก็ยาก
ชาวบ้านจึงตั้งใจถวายทานกันอย่างหนัก มีทุกอย่าง แต่มันขาดน้ำผึ้งสด หาเท่าไรก็ไม่ได้
ตั้งคนไว้ที่ประตูเมือง 4 ประตู ให้เงินไว้ 1,000 กหาปณะ (เท่ากับ 4,000 บาทสมัยนี้) บอกว่า ถ้าใครเอาน้ำผึ้งสดมา นำรวงผึ้งสดมา จะซื้อจาก 1 กหาปณะ ไปจนถึง 1,000
กหาปณะ
พอดีท่านสีวลีเป็นชาวป่า ท่านจะมาหาเพื่อนในเมือง ไม่มีอะไรติดมือมาก็เลยเอาผึ้งมารวงหนึ่ง พอพวกนั้นเห็นเข้าก็ขอซื้อ ตั้งแต่ 1 กหาปณะ ถึง 1,000 กหาปณะ
ท่านบอกว่า ฉันจะเอาไปให้เพื่อน
ก็สงสัยว่าผึ้งรวงนี้จริง ๆ ราคาไม่ถึง 1 กหาปณะ แต่เจ้าคนนี้ให้มาก
ๆ คงจะสติไม่ดี หรืออาจจะมีเหตุใดเหตุหนึ่งเกิดขึ้นมีความจำเป็น จึงถามว่า
ทำไมพวกท่านสติไม่ดีรึ ไอ้ผึ้งรวงหนึ่งราคาตั้ง 1,000 กหาปณะ ใครเขาซื้อเขาขายกัน ราคามันไม่ถึง 1 กหาปณะ
เขาก็บอกว่า พวกเราจะทำบุญ
แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีหมด มันขาดอยู่น้ำผึ้งสดอย่างเดียว เราต้องการมีทุกอย่าง
ท่านก็บอกว่า ถ้าซื้อไม่ขาย
แต่จะเอาไปให้เพื่อน
แต่ว่าท่านจะให้ฉันร่วมบุญด้วยฉันให้
ท่านสีวลีก็ให้เป็นการปิดรายการครบถ้วนพอดี เขาขาดอย่างนั้นท่านปิดพอดี
มันก็ปิดให้เต็ม
หลังจากชาตินั้นมาแล้ว ท่านมาพบองค์สมเด็จพระประทีปแก้วเกิดในชาตินี้
มาเกิดในชาติหลัง นี่เขาบอกว่า
ท่านพระสีวลีนี่ไม่เคยมีโรคเลย
โรคภัยไข้เจ็บไม่เคยมี เป็นพระที่มีลาภจริง ๆ จะไปไหนก็ตาม
คนก็ดีเทวดาก็ดีปรารภพระสีวลี
ถ้าพระสีวลีไปด้วยไม่มีคำว่าอด
จะมีความอุดมสมบูรณ์
แม้แต่เดินเข้าไปในป่าที่ไม่มีบ้าน
ในสมัยที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารจะเข้าไปเยี่ยมพระเรวัตในป่าไม้สะแก
ที่ว่าเป็นน้องพระสารีบุตร
อายุ 7 ปี เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ เวลาเดินเข้าไป ตอนจะไปเจอะถึงทาง 2 แพร่ง
พระพุทธเจ้าจึงได้ถามพระอานนท์ว่า
อานนท์ทางไปหาพระเรวัตไปทางไหน ความจริงท่านทราบ
พระอานนท์บอกว่า
ถ้าไปทางอ้อมทางนี้เดินทาง
60 โยชน์
มีบ้านบิณฑบาตตลอด
ทางนี้เป็นทางตรงเดินไป 30 โยชน์ ไม่มีบ้านใส่บาตร
สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงทรงตรัสถามว่า สีวลีมาหรือเปล่า แต่ความจริงท่านรู้ว่ามา แต่ต้องการจะประกาศความดี
พระอานนท์ก็กราบทูลว่า มาพระพุทธเจ้าข้า
ถ้าสีวลีมาตถาคตจะไปทางตรง
พอพระพุทธเจ้าตัดสินใจว่าจะไปทางตรง
บรรดารุกขเทวดาและอากาศเทวดาทั้งหลายต่างคนต่างปรารภว่า เวลานี้ หลวงพ่อสีวลีของเรามา ความจริงพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรก็ไป พระพุทธเจ้าเสด็จด้วย แต่เทวดาไม่ได้ปรารภถึงเลย ปรารภเฉพาะท่านพระสีวลี จึงเนรมิตเรือนแกล้ว กุฏิเป็นที่พัก วัดเป็นที่พัก สำหรับพระ 500 รูป เป็นเรือนแก้วไว้แต่ละโยชน์ๆ 1 โยชน์มี 1 วัด สร้าง 30 วัด เป็น 30
โยชน์
เมื่อพระพุทธเจ้าไปถึงวัดต่าง ๆ
เขาก็แสดงตนเป็นคนธรรมดา
พระพุทธเจ้าท่านรู้ นิมนต์พักวัดท่านก็พัก ตอนเช้าท่านนำอาหารการบริโภคเนรมิตจากจิตใจของเทวดาไม่ต้องหุง
ถวายพระอิ่มหนำสำราญ แต่การที่เขามาถวายน่ะเขาปรารภพระสีวลีว่า เราจะนำอาหารไปถวายหลวงพ่อสีวลีของเรา เป็นอย่างนี้จนกระทั่งถึงสำนักของพระเรวัต
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยมพุทธบริษัท
ท่านพระสีวลีให้ทานด้วยรวงผึ้งรังเดียวปิดรายการ
แต่ชาติหลังท่านมีความอุดมสมบูรณ์
คนที่มีความอุดมสมบูรณ์จะปฏิบัติธรรมมันก็ดี ทำอะไรก็ดีทุกอย่าง
มีการคล่องตัว
รวมความว่ามีความปรารถนาสมหวัง
แม้แต่จิตใจคนบางประเภทก็ซื้อได้
แต่บางประเภทเราก็ซื้อใจเขาไม่ได้นะเงินน่ะ แต่บางประเภทเวลานี้ก็ฟุ่มเฟือยมาก การซื้อก็ซื้อด้วยเงินสะดวกอันนี้มีประโยชน์มาก
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัทหรือเพื่อนภิกษุสามเณรจงสนใจในการให้ทานให้มาก
เพราะว่าการให้ทานนี่ไม่ใช่จะหวังเฉพาะการร่ำรวยอย่างเดียว การให้ทานเป็นปัจจัยของความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า
การให้ทานนี่ขอพูดถึงอานิสงส์ของการให้ทานสักนิดหนึ่ง
คืออานิสงส์ของทานในชาติปัจจุบันเราจะเห็นได้ชัด ๆ จริง ๆ
นั่นก็คือว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของบุคคลผู้รับ คือว่าคนผู้ให้มีโอกาสชื่นใจว่า เราได้ให้ทาน แต่ว่าบางคนนะ
บางพวก
จอมอกตัญญูไม่รู้คุณคนนี่เยอะเหมือนกันนะ อย่าลืมว่าผมโดนมาแล้ว
โดนมาตลอดชีวิต
ให้แล้วมันก็กัด
แต่ผมก็ไม่ได้ผูกใจเจ็บ
ผมถือว่าเป็นความชั่วของเขา
ผมไม่ยอมชั่วด้วย
ไอ้ผมนั่นก็เลวอยู่แล้ว
ถ้าจะไปโกรธเขาเข้า
มันจะเลวมากขึ้น
มันจะแบกไม่ไหว
เอาแค่ความเลวที่มีอยู่มันก็เดินตุปัดตุเป๋ไปแล้ว เวลานี้ผมเดินตุปัดตุเป๋ไม่ตรงทาง หนักความชั่ว ความชั่วมีเยอะมหาศาล
แต่ว่าพวกนั้นเขากลั่นเขาแกล้ง
เขากินอิ่มเข้าไปแล้ว
เขาคิดจะฆ่าผม
คิดจะไล่ผม
เขาชุมนุมกันเยอะแยะ
เวลาที่พูดอยู่นี่ก็ยังมีร้องเรียนไปที่ไหน ๆ ไปลงหนังสือพิมพ์
ด่าบ้าง ฟ้องไปทุกระดับ จนกระทั่งสำนักนายก เขาหาว่าคนของผมโหดร้าย แต่ผมไม่เคยแตะต้องอะไรเขาเลย แต่พวกนี้เป็นอย่างไร
ได้ประโยชน์มากเลย
คิดว่าถ้าผมไปเสียแล้ว
เขาจะได้ประโยชน์จากผม
หมายความว่าคนจะมาหาเขา
เขาจะร่ำรวย เขานึกว่าผมรวย
ก่อสร้างต่าง ๆ นานา
ญาติโยมท่านให้สร้าง ญาติโยมท่านให้เก็บ แต่จริง ๆ การก่อสร้างนี่เหน็ดเหนื่อยหนักใจหนักกาย แต่เพื่อความดีของญาติโยมผมไม่เหนื่อย ไม่หนัก ผมปลื้มใจ
เพราะญาติโยมทำความดี
ทุกคนเขาจะพ้นทุกข์กัน
ฉะนั้นเราจะกักให้เขาให้อยู่ในแดนความทุกข์ยังไง
ต้องสนองสนับสนุนตามที่พระพุทธเจ้าสนับสนุนแบบไหนเราทำกันแบบนั้น
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทุกท่าน ต้องจำไว้ว่าการให้ทานน่ะ มันก็มีการสดุดแบบนี้
แต่เราจงอย่าคิด
คิดอย่างเดียวว่าจิตใจของเราเป็นสุข
สุขเพราะการเกื้อกูลแก่เพื่อน ในเมื่อเราให้เขา ถ้ามีคนรัก
ไอ้คนรักเรามาก ๆ ก็มี
ไม่ใช่เลว
คนเลวมันมีน้อยกว่าคนดี
ให้ทานแก่บุคคลที่รู้จักคุณคนนี่มี
แต่เราอย่าไปคิด คิดอย่างเดียว ให้ทานเพื่อเป็นการสงเคราะห์ เรามีน้อยเราให้น้อย เรามีมากให้มาก ให้พอควร อย่าให้เกินพอดี
อย่าให้เบียดเบียนตนเอง
อย่าให้ถึงกับตัวมีความทุกข์
ผลแห่งการให้ทานจริง ๆ มันก็มีประโยชน์ใหญ่ ไปที่ไหนมีแต่คนรู้จัก
ความจริงเราไม่รู้จัก
จำเขาไม่ได้หรอก จำเขาไม่ได้จริง ๆ อย่างพวกท่านก็เคยไปกับผม ไปถึงญาติโยมก็มาหากัน ไปถึงก็หลวงพ่อ หลวงปู่ หลวงน้า ผมก็มองหน้า
ผมจำไม่ได้แต่ว่าท่านมาด้วยความดี
ผมก็ปลื้มใจ
ผมก็ดีใจ
บางคราวท่านมากันมาก
ในที่บางแห่งจนกระทั่งผมฉันข้าวไม่ได้ ฉันข้าวไม่ได้ไม่ใช่ญาติโยมจะมากวนใจผมหรอก ผมปลื้มใจในความดีของญาติโยม
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย การให้ทานน่ะชาติปัจจุบันเราก็มีความสุขมาก ทั้งนี้เพราะอะไร มีคนเขาสนใจเรามาก ประคับประคองเรามาก ป้องกันอันตรายให้
แต่อันตรายถ้ามันจะเกิดจากกฎของกรรมก็อย่าไปโทษว่าทานไม่ช่วยนะ คิดไว้เสมอว่า
กรรมที่เราทำไว้ในชาติก่อนมันตามมาเล่นงานเรายังไงก็ช่างมัน ชาตินี้ทำหนีมันไปให้ได้ อันดับแรก
เอาทานบารมีเข้าชนกับมันก่อน
เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เราพอมีความสุข คนที่เขาดีมีความกตัญญูรู้คุณ เขาก็ให้การประคบประหงมเรา ให้ความสนิทสนมกับเรา
เป็นที่รักของเรา
เราก็ชื่นใจในความสุข
เว้นไว้แต่คนจังไรที่มีความอกตัญญูไม่รู้คุณ เขามีความทุกข์
ปล่อยให้เขาทุกข์ไปฝ่ายเดียว
เราอย่าทุกข์กับเขา
ถ้ากำลังใจของเราอย่างนี้ก็ถือว่า
เป็นทานที่มีกำลังยิ่งใหญ่
ชาตินี้มีความสุข
ชาติหน้าจะสุขยิ่งไปกว่านี้
ถ้าบังเอิญบารมีของเรายังไม่ถึงที่สุดในชาตินี้ ก็อาจจะไปตกในชาติหน้าอย่างท่าน เมณฑกเศรษฐี
กับคณะก็ได้
(คัดย่อจากเรื่องบารมี 10 ในธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 52)
มีเรื่องในธรรมบท ท่านว่า
เวลานั้น พระพุทธเจ้าพักอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร
เวลานั้นองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณใหม่ ๆ
คำว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ปรากฏในโลก
แต่คำว่าอรหันต์นี่ชาวบ้านรู้เรื่อง
เขาต้องการอรหันต์กัน
แต่ยังไม่รู้จักอรหันต์จริง ๆ
วันนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่เมืองสาวัตถี และก็ไปพักที่พระเชตวันมหาวิหาร บรรดาทายกก็ประกาศว่า เวลานี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ คือพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก
ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน ใครจะไปกลางคืนก็ได้ ใครจะไปกลางวันก็ได้
ในตอนนั้นท่านบอกว่า
มีพราหมณ์คู่หนึ่ง สองตายาย สองสามีภรรยาชื่อว่า จูเฬกสาฎก แต่ว่าพราหมณ์จูเฬกสาฎกตามบาลีท่านบอกว่า
ในสมัยพระวิปัสสี
พราหมณ์คนนี้ชื่อว่า มหาสาฎก แปลว่า สาฎกใหญ่ สมัยพระพุทธเจ้าองค์นี้มาเกิดใหม่ก็ชื่อ
สาฎกตามเดิม ชื่อ จูเฬกสาฎก
แปลว่า สาฎกเล็ก
พอตาพราหมณ์ได้ฟังก็บอกกับท่านยาย ถามท่านยายว่า
ยาย จะไปฟังเทศน์กลางคืนหรือว่ากลางวัน เพราะเราไปพร้อมกันไม่ได้ เพราะจนมาก มีผ้านุ่งคนละผืน
มีผ้าห่มผืนเดียว
พราหมณ์ออกจากบ้านต้องห่มผ้า
เมื่อสามีออกจากบ้าน
ภรรยาก็ต้องเฝ้าบ้านเพราะไม่มีผ้าห่ม ถ้าภรรยาออกนอกบ้าน สามีก็ต้องเฝ้าบ้าน เพราะไม่มีผ้าห่ม ยายก็บอกว่า กลางคืนตาฉันไม่ดี
ให้ตาไปฟังกลางคืนก็แล้วกัน
กลางวันถึงจะไป
ก็เป็นอันว่า
ท่านจูเฬกสาฎกก็ตกลงใจ (ฉันก็ย่องเป็นท่าน จูเฬกสาฎกนะ
อย่าลืมนะว่าท่านทันสมัยพระพุทธเจ้า
ไม่โง่ตามฉันหรอกนะ
อย่างน้อย ๆ ก็ไปนิพพานไปนานแล้ว) ก็ตัดสินใจ
พอค่ำก็เดินทางไปที่มหาวิหารพระเชตวัน
ไปนั่งด้านหน้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตั้งใจเทศน์สงเคราะห์โดยเฉพาะ คนฟังมาก แต่วันนั้นท่านจี้จุดเฉพาะ จูเฬกสาฎก แต่คนที่พลอยได้นะมีเยอะ
ตามธรรมดาพระพุทธเจ้าเทศน์ต้องมุ่งก่อนว่าวันนี้เราไปเทศน์จะมีใครบรรลุมรรคผลไหม จะมีผลเป็นประการใดบ้าง ถ้าไม่มีผลเลยนี่ไม่ไป ถ้าจะไปแล้วจะต้องพูดแบบไหนจึงจะมีผล ท่านรู้ไปก่อน
ในเมื่อจูเฬกสาฎกไปนั่งข้างหน้า
ท่านก็เทศน์เรื่อง ทานบารมี
อธิบายผลของทานว่า
ทานเป็นปัจจัยให้เกิดความรักเป็นต้น ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของผู้รับ เป็นต้น และบรรดาเพื่อน ๆ ของบุคคลของผู้รับก็ย่อมรักผู้ให้ เทศน์อย่างนี้
เทศน์อานิสงส์ของทานว่าการมีชีวิตอยู่ก็มีความสุขและก็มีพวกมาก ตายไปแล้วก็ไปเกิดสวรรค์
มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็เป็นคนร่ำรวยท่านเทศน์ยาว
พอถึงยามต้น หัวค่ำนะ พราหมณ์ตัดสินใจคิดว่า
เราจะถวายผ้าห่มผืนนี้กับพระพุทธเจ้า พอคิดเพียงเท่านี้ก็ห่วงบ้าน
เทศน์ไพเราะแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อน
ถ้าเราถวายผ้าผืนนี้กับพระพุทธเจ้าพรุ่งนี้คุณยายก็มาไม่ได้ ใช่ไหม ห่วงยาย พระพุทธเจ้าก็เทศน์ต่ออีก พอถึงยามที่สองก็ตัดสินใจใหม่อีก แล้วก็ห่วงยายอีก
พอถึงยามที่สามเลิกห่วงยาย (เห็นแก่ตัวแล้วนะ) ช่างมันเถอะวะ ยายจะมาฟังได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน
กูถวายละ ก็เปลื้องผ้าที่ห่ม (คงจะแสนเก่า
ไม่ใช่แสนใหม่นะ มีผืนเดียวนี่นะ) เอาไปวางที่พระบาทของพระพุทธเจ้า แล้วก็ถอยหลังออกมาเปล่งวาจาว่า กูชนะแล้ว กูชนะแล้ว ตามภาษาบาลีว่า ชิตัง เม
ชิตัง เม เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว
เวลานั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล นั่งฟังเทศน์อยู่ด้วย จึงให้ราชบุรุษเข้าไปถามว่า ดูซิลุงแก่ชนะอะไรของแก เดินจะไม่ไหวอยู่แล้ว ใช่ไหม ในเมื่อราชบุรุษเข้าไปถาม ท่านบอกชนะความตระหนี่ เพราะตัดสินใจมาตั้งแต่ตอนเย็น ตัดสินใจไม่ได้ เวลานี้ตัดสินใจได้แล้ว ก็รวมความว่า วันพรุ่งนี้ทั้งตัวแกเองรวมทั้งยายด้วยไม่ได้ฟังเทศน์ ถึงแม้จะไม่ได้ฟังก็ตามใจ
ฟังเทศน์นี่ชื่นใจมากแล้ว
พระเจ้าปเสนทิโกศลท่านทราบ
ก็สั่งให้เขาไปเอาผ้าสาฎกที่พระองค์ทรงใช้เอง เอามาสองผืน (หนึ่งคู่) ให้แก
แกก็น้อมไปถวายให้พระพุทธเจ้าอีก
ทีนี้สั่งเอามาให้อีกสองคู่ แกก็ถวายพระพุทธเจ้าอีก ไปถึง 32 คู่ ว่าเรื่อยกันไปนะ 2 คู่, 3 คู่, 4 คู่ ว่าเรื่อยไปถึง 32 คู่ พอถึง 32 คู่
แกคิดในใจว่า ถ้าเราไม่เอาไว้เลย
ท่านผู้ให้จะหาว่าเรารังเกียจ
เลยกันไว้สองคู่ เพื่อยายคู่หนึ่ง
เพื่อตัวคู่หนึ่ง อีก 30 คู่ ถวายพระพุทธเจ้า
พระเจ้าปเสนทิโกศลก็คิดว่า คนนี้มีความเลื่อมใสในที่ที่เราเลื่อมใสแล้ว จึงให้ไปนำผ้ากัมพลที่พระองค์ใช้เองอย่างดีที่สุด ราคาแสนกหาปณะมาสองผืน มามอบให้พราหมณ์ ท่านจูเฬกสาฎกก็เอาไปทำเพดานให้พระพุทธเจ้านั่งเสียผืนหนึ่ง เอาไปกั้นเพดานที่บ้านเสียผืนหนึ่ง เมื่อเวลาพระสงฆ์ไปฉัน
พอรุ่งขึ้นอีกวันตอนบ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลมาเห็นผ้ากัมพลก็จำได้ ก็ถามพระพุทธเจ้าว่า ใครถวาย พระพุทธเจ้าก็บอกว่า
จูเฬกสาฎกถวาย
จึงทรงเรียกจูเฬกสาฎกมา อีตานี้ใจหายว้าบ สั่งให้เข้าเฝ้าด่วน
ให้มาด่วนเดี๋ยวนี้ (น่ากลัวหัวขาด) พอรับสั่งให้เข้ามาถึงก็บอกว่า
ฉันให้ผ้าเธอถึง 32 คู่ ไล่เป็นลำดับมา
เธอถวายพระพุทธเจ้า
เธอเอาไว้สองคู่เพื่อตากับยาย ฉันให้ผ้ากัมพลให้เธอใช้เพราะเธอมีศรัทธา เธอทำไมจึงถวายพระพุทธเจ้าอีก
ท่านก็เลยบอกว่า
ผ้ากัมผลไม่เหมาะกับข้าพระพุทธเจ้า
คนฐานะอย่างนี้ไม่สมควร
สมควรกับพระเจ้าอยู่หัวอย่างเดียว
ไม่เช่นนั้นก็พระพุทธเจ้าเท่านั้น
ท่านก็เลยบัญชาใหม่ว่า
นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เราให้ คู่ 4 กับเธอ คือ โค 4 ช้าง 4 ม้า 4 ควาย 4 กระบือ 4 (เอ
ควายกับกระบือเหมือนกันไหม เขาเขียนไม่เหมือนกันนะ) แล้วก็ผู้หญิง 4 ผู้ชาย 4 ทาสชาย 4 ทาสหญิง 4 และก็ทรัพย์อีก 4,000
กหาปณะ (เวลานั้นเป็นคนรวยแล้วนะ) และบ้านสำหรับเก็บส่วยเก็บภาษีอีก 4 ตำบล รวยใหญ่
เลยกลายเป็นอนุเศรษฐีไป ต่อมาตอนเย็นบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็นั่งคุยกัน
(พระพุทธเจ้าอยู่ในมหาวิหาร) ว่าน่าอัศจรรย์ที่จูเฬกสาฎกถวายผ้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงแค่ผืนน้อย
ๆ ผืนเดียว ผ้าเก่าด้วย
มีผลปัจจุบันขนาดนี้
องค์สมเด็จพระชินสีห์ฟังแล้วก็คิดว่าเราควรจะไปที่นั่น พอไปถึงท่านก็ถามว่า เธอคุยกันเรื่องอะไร
(นี่เป็นธรรมดานะ
ธรรมดาของพระพุทธเจ้า
พระสงฆ์ก็เหมือนกัน
รู้แล้วต้องทำเป็นไม่รู้) พระก็เล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า
จูเฬกสาฎกถวายช้าไป
ถ้าถวายตถาคตตั้งแต่ยามต้นจะได้คู่ 12 หากว่าถวายยามกลาง จะได้คู่ 8 คือ 8 คู่
นี่ถวายยามสุดท้ายจึงได้ 4 คู่ (น้อยไป) การทำบุญต้องเร็ว
ๆ ไว ๆ ตุลิตะ ตุลิตัง สีฆะ สีฆัง เร็ว ๆ ไว ๆ
(คัดย่อจากเรื่องคำสอนที่สายลม
ธัมมวิโมกข์ ฉบับ 125)
สมัยเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมาร
เสด็จไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก (เพื่อโปรดพระพุทธมารดา)
องค์สมเด็จพระชินสีห์ประทับที่ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เวลานั้นมีเทวดา 2 ท่านมาเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถก่อนคนอื่นทั้งหมด เว้นไว้แต่พระอินทร์ พระอินทร์ท่านเป็นเจ้าภาพ ท่านรับอยู่ก่อน มีเทวดาองค์หนึ่งมา คือ ท่านอินทกเทพบุตร มานั่งอยู่ข้าง ๆ ขาเบื้องขวา ท่านอังกุรเทพบุตร มานั่งข้างขาเบื้องซ้าย
เทวดามากันมากมายหมดดาวดึงส์
ท่านอินทกเทพบุตรนั่งตรงที่เดิม
แต่ท่านอังกุรเทพบุตรต้องถอยหลังไปอยู่ท้ายบริษัท อยู่ริมนอก เพราะเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในดาวดึงส์
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามท่านอังกุรเทพบุตร (ท่านบันดาลให้เสียงท่านและเสียงเทวดาที่พูดกัน
ได้ยินถึงคนที่คอยท่านอยู่ที่เมืองพาราณสี
ที่เมืองมนุษย์
คนทุกคนฟังชัด) องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ถามว่า
อังกุระ
เมื่อสมัยเมื่อตถาคตขึ้นมาใหม่ ๆ มาถึงใหม่เธอนั่งใกล้ข้างขาข้างซ้าย เวลานี้เทวดาทั้งหลายมากันครบถ้วน
แต่ว่าเธอกลับมานั่งท้ายบริษัท
ตถาคตอยากจะทราบว่าในสมัยที่เธอเป็นมนุษย์ เธอทำบุญอะไรไว้
จึงเป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงเทวโลก
ท่านอังกุระจึงได้กราบทูลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า
ในสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก แล้วในสมัยนั้นเป็นต้นกัป คนมีอายุยืนมาก 80.000 ปีจึงตาย
ต่อมาสมัยที่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่ เหลืออีก 20,000 ปีจะสิ้นอายุ
จึงได้ให้ตั้งโรงทาน 80 แห่ง คือ 1 โยชน์ 1
แห่ง
โรงทานนี้ให้แก่คนกำพร้า
คนเดินทาง
ทั้งกลางวันและกลางคืน
ทั้งอาหารการบริโภค ผ้าผ่อน
ท่อนสไบ ของใช้ตามสมควร แต่ว่าเวลานั้นว่างจากพระพุทธศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรม คนไร้ศีลไร้ธรรม ไม่มีพระพุทธเจ้าทรงสอน บุญญาธิการที่ได้จึงน้อยเกินไป (ลงทุนมาก 20,000 ปีตั้งโรงทาน 80 แห่ง เลี้ยงไม่จำกัด
ขอบรรดาพุทธบริษัทคิดเอาว่าเขาต้องใช้เงินวันละเท่าไร แต่ว่าอาศัยว่าคนผู้รับ เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ ท่านผู้ให้ก็ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์นัก เวลานั้นศีลธรรมน้อยเกินไป เป็นของธรรมดาของชาวโลก วัตถุทานที่ได้มา ก็เข้าใจว่าไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ฉะนั้น เวลาตายจากความเป็นมนุษย์ จึงมาเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุด) เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาถึงใหม่
ๆ นั่งใกล้พระองค์
แต่ในที่สุดก็ต้องมานั่งท้าย
เพราะบุญญาธิการไม่เท่าเทวดาทั้งหลาย
หลังจากนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงถามท่านอินทกเทพบุตรว่า
อินทกะ เมื่อตถาคตมาถึงใหม่ ๆ เธอมาถึงแล้ว ก็นั่งตรงนี้
เวลานี้เทวดามาหมดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก
เธอก็นั่งตรงนี้ ตถาคตอยากจะทราบว่า
ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอสร้างความดี คือบุญกุศลอะไรไว้ เธอจึงเป็นเทวดาที่มีศักดาใหญ่ นอกจากพระอินทร์
ท่านอินทกเทพบุตรจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
ภันเต ภควา
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า
การที่ข้าพระพุทธเจ้าสมัยเป็นมนุษย์นั้น เป็นคนที่จนที่สุด
หมายความว่าเป็นคนจนอยู่ในป่า
ต่อมาท่านพ่อตายเหลือแต่ท่านแม่
ก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อแม่
เลี้ยงแม่ด้วยการตัดฟืน
เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ไม่สนใจ สนใจอย่างเดียวว่า
ทำอย่างไรแม่จึงจะมีความสุขตามกำลังที่จะให้ท่านได้
ฟังตอนนี้ก็คิดด้วยนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายว่า คนที่มีความรู้คุณ ยอมรับนับถือความดีของบุคคลผู้มีคุณ แล้วสนองคุณท่านนี่
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นคนดี
ตามพระบาลีท่านว่า
นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา
ซึ่งแปลว่า บุคคลใดรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว แล้วก็ทำดีสนองตอบแทนคุณท่าน เราขอสรรเสริญบุคคลนั้นว่าเป็นคนดี
เป็นอันว่า เมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์สดับแล้ว ท่านก็เล่าต่อไป
ท่านอินทกะถวายคำตอบต่อไปว่า
มาวันหนึ่งมีพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเดินทางมา
ก็เป็นเวลาที่พอดีมีอาหารอยู่บ้างตามฐานะของคนจนคนป่า ยามปกติไม่มีของสำหรับทำบุญ คนจนนี่ก็ไม่มี
พระบางครั้งพระมาก็ไม่มีของถวาย
ก็เลยจำใจจำนิ่ง
เพราะอยากจะถวาย วันนั้นพอดีของในครัวพอมีอยู่บ้าง พระก็มาพอดี
มีโอกาสได้อาราธนาพระถวายเป็นสังฆทาน
ครั้งเดียวในชีวิต ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนจน ถวายสังฆทานครั้งเดียว
แต่ก็มีความกตัญญูรู้คุณกับแม่ด้วย
ตายจากความเป็นคนจึงมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
เป็นเทวดาที่มีอานุภาพมากกว่าเทวดาอื่น นอกจากพระอินทร์
นี่บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย
ฟังแล้วต้องคิดว่าท่านอังกุรเทพบุตรทำบุญมากแต่ว่ามีอานิสงส์น้อย ท่านอินทกเทพบุตรทำบุญน้อยแต่มีอานิสงส์มาก เรื่องนี้มากในพระพุทธศาสนา
ฉะนั้นการบำเพ็ญกุศลนี่
บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ต้องเลือกเขตเลือกนา
การหว่านพืชในที่ดอนเกินไป ไม่มีน้ำเลี้ยงพืชก็แห้งตาย
การหว่านพืชในที่ลุ่มเกินไป น้ำท่วมพืชก็ตาย จะต้องดูถึงพื้นนาที่ดี ๆ ข้าวหรือพืชจึงจะงาม
ผลจึงจะดกมีผลคุ้มค่าและเกินค่าที่เราทำ
อย่างท่านอินทกเทพบุตร
ท่านเป็นคนจนแสนจน
แต่ว่าท่านถวายสังฆทานตามเขตในพระพุทธศาสนา
แล้วก็มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาอันนี้เป็นปัจจัยสูงสุด
แต่ก็เป็นที่น่าปลื้มใจ
ที่คณะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและภิกษุสามเณร ทั้งในวัดก็ดี
นอกวัดก็ดี นิยมการบำเพ็ญทานอันดับสูงนั่นคือ
1. พอใจในการถวายสังฆทาน
ถวายสังฆทานมีของมาถวายจัดเป็นชุดโดยเฉพาะก็มี ของน้อยก็มีของมากก็มี
นี่เป็นสังฆทาน และ
2. ก็มีมากท่านนิยมมาเลี้ยงพระ การเลี้ยงพระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปไม่ต้องบอกก็เป็นสังฆทาน 100 เปอร์เซ็นต์
ทีนี้การใส่บาตรหน้าบ้านโดยไม่จำกัดพระ
อันนี้เป็นสังฆทานอานิสงส์ใหญ่มาก
ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ายกย่องว่า
3. บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท
พระก็ดีเณรก็ดีที่นิยมการช่วยส่งเสริมในการสร้างวิหารทาน
ถึงกันมาสร้างห้องเป็นห้อง ๆ เป็นชื่อของตัวเอง เป็นชื่อน่ะไม่ใช่โชว์
ที่เขาติดชื่อน่ะจะได้ทราบว่าใครทำไว้
ลูกหลานจะได้โมทนา
ได้เป็นส่วนบุญด้วย
สร้างพระพุทธรูปสวยสดงดงาม
รวมความว่า การบริจาคทานของบรรดาท่านพุทธบริษัททำถูกต้อง
อย่างนี้มีอานิสงส์มาก
สำหรับบารมีนี่มี 10 อย่าง ท่านขึ้นต้นด้วยทานบารมีก่อน แต่การจะประพฤติทานได้จริงๆ
บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรและบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ต้องเป็นคนมีปัญญา
ถ้าคนที่ไร้ปัญญาให้ทานไม่ได้
คนที่มีทรัพย์สินสะสมไว้มากแสนมากแต่ไร้การให้ทานย่อมเป็นโทษกับตัวเอง มีทรัพย์กี่หมื่นล้านก็ตาม ถ้าหากเราไม่ให้ทาน เราก็เป็นคนโดดเดี่ยว
อันตรายจะมีกับเราเมื่อใดก็ได้
ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะว่าคนทุกคนเขาไม่ชอบหน้าเรา
เราเป็นคนตระหนี่แน่นเหนียวประการหนึ่ง
และประการที่สอง ถ้าเราให้ทานไม่ได้ก็หมายถึงว่าเรามีความโลภ
เพราะการให้ทานนี่เป็นปัจจัยตัดความโลภ คำว่าความโลภในที่นี้อย่างหยาบก็คือ
อยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นมาโดยไม่ชอบธรรม เช่น
โกงเขาบ้าง
แย่งชิงวิ่งราวบ้างแล้วก็ทำต่าง ๆ ที่จะพึงทำได้ ลักขโมยเขาบ้าง
อย่างนี้เป็นต้น
อาการอย่างนี้เป็นอาการแห่งการสร้างศัตรู
ฉะนั้นสมเด็จพระบรมครูจึงทรงตรัสว่า ถ้าหวังความสุขจริง ๆ ก็ต้องมีการให้ทาน
สำหรับการให้ทานนี่ก็ต้องเลือกเหมือนกัน คือการให้ทานนะมันก็มีอยู่ว่า เหมือนกับเราจะหว่านพืช
ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
ผู้รับทานนั้นถือว่าเป็นเนื้อนาบุญ
อย่างพระสงฆ์ก็ดี
สามเณรก็ดี
ถือว่าเป็นเนื้อนาบุญ
หรือว่าเนื้อนาบาป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเจาะจงพระก่อน
พระก็ดีเณรก็ดี
ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้เราก็ต้องดูต้องใช้ปัญญา ไม่ใช่ว่าปัญญาบารมีไปอยู่ถึงข้อ 4 แล้วเราจะไม่ใช้ ต้องใช้
ปัญญาบารมีนี่ถือว่าเป็นธงชัยนำหน้าเหมือนกัน ในมรรค 8 ท่านขึ้น สัมมาทิฏฐิ ก่อน สัมมาทิฏฐินี่เป็นตัวปัญญา
นี่เรามาพิจารณากันต่อไปว่าพระสงฆ์ประเภทไหนที่เราควรจะยอมรับนับถือแล้วก็ควรจะถวายทาน อันดับแรกที่สุดจะสังเกต พระสงฆ์ทั้งหมดจะต้องมีจิตมีกำลังเหนือนิวรณ์
5 นั่นก็หมายความว่าถ้าเป็นพระปุถุชนก็ดี เป็นพระที่ทรงฌานสมาบัติก็ดี ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของนิวรณ์ นิวรณ์ยังครอบงำจิตได้ สำหรับท่านที่ทรงฌานสมาบัติ บางครั้งจิตท่านพลาดจากฌาน ลืมคุมฌาน เวลานั้นก็หมายความว่านิวรณ์เข้าครอบงำจิตแน่
สำหรับพระที่ไม่ได้ฌานสมาบัติที่มีศีลบริสุทธิ์ก็เช่นกัน บางครั้งนิวรณ์ก็ครอบงำจิตได้
แต่ว่าก็ยังเป็นเนื้อนาบุญที่ควรจะให้การสงเคราะห์ ควรจะมอบวัตถุทานให้ ทั้งนี้เพราะอะไร
เพราะยังมีความดีอยู่
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพระองค์ใดเป็นพระอริยเจ้า สำหรับพระอริยเจ้านี่เราสังเกตกันยาก เพราะว่าคนเราติดอุปาทานเสียมาก มีนักปราชญ์ชุ่ย ๆ ที่บอกว่าพระอรหันต์ต้องไม่หัวเราะ พระอรหันต์ต้องไม่สูบบุหรี่ ไม่กินหมาก ความจริงความเข้าใจอย่างนี้ผิด
แม้แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังทรงหัวเราะ ที่กล่าวว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงหัวเราะ นาน
ๆ จะมีการแย้มพระโอษฐ์สักทีหนึ่ง การแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ
น่ะมันเป็นเฉพาะเวลาพิเศษ
นั่นก็คือสมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์เห็นความสำคัญเกิดขึ้น อยู่เฉย ๆ
ไม่ได้พูดกับใคร แล้วก็ไม่ได้หันหน้าไปหาใคร ทรงแย้มพระโอษฐ์เฉย ๆ นั่นหมายถึงความสำคัญจะเกิดขึ้น ถ้าพระอานนท์ถามว่า
ทรงแย้มพระโอษฐ์เพราะอะไร
ก็จะทรงตรัสถึงความสำคัญที่ทรงแย้มพระโอษฐ์
นี่เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนคนธรรมดา ๆ
คำว่าเหมือนคนธรรมดาก็หมายความว่า ถ้าเราหัวเราะได้ท่านก็หัวเราะ เรายิ้มกันได้ท่านก็ยิ้ม
ตัวอย่างในสมัยหนึ่ง เมื่อท่านโกมารภัจจ์มาที่เมืองทวาราวดี เวลานั้นเขายังไม่เรียกว่าประเทศไทย มันเป็นเมืองย่อม ๆ เป็นเมืองย่อม ๆ
เป็นจุด ๆ ท่านมาทวาราวดี 2 ปี กลับไปเฝ้าองค์สมเด็จพระชินสีห์ ก็กราบทูลให้ทรงทราบว่าชาวเมืองทวาราวดีนี่พูดเพราะมาก
ใช้ภาษาโดด คือภาษาคำเดียว แล้วพูดไพเราะไม่ปรี๊ดปร๊าด ๆ เหมือนแขก
ตัวอย่างเช่นคำว่า ไป ไปนี่เราใช้คำว่า ไป เฉย ๆ แต่ว่าภาษามคธหรือภาษาแขก เรียก คมนา
บ้าง คัจฉติ บ้าง ของเขาหลายคำ อย่างคำว่า กิน เราเรียกว่า
กิน แต่ของเขาเรียก ภุญชติ อย่างนี้เป็นต้น ก็รวมความว่าของเขาใช้คำกลั้ว
เราใช้คำโดด
เมื่อท่านโกมารภัจจ์กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสถามว่า ชาวทวาราวดีเขาพูดอย่างไร ลองพูดให้ฟังสักประโยคซิ ท่านโกมารภัจจ์ก็พูดให้ฟัง พระพุทธเจ้าก็ทรงพูดภาษาทวาราวดีคุยกันสนุกสนาน คำว่าสนุกสนานในที่นี้นะ ถ้าพระพุทธเจ้าทรงทำหน้าตูม ๆ ล่ะมันไม่สนุกหรอก ท่านก็ต้องมีการยิ้มแย้มแจ่มใส และอีกประการหนึ่ง เวลานั้นจะเห็นว่าคณาจารย์มาก พระพุทธศาสนาเกิดใหม่ ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าทำหน้า..ขอประทานอภัยยะ เหมือนกับหน้าไม้ตีพริก เพราะว่าไม้ตีพริกนี่หน้ามันไม่เงย มันก้ม มันลงต่ำ ไม่แสดงถึงอาการรื่นเริง อย่างนี้การประกาศพระพุทธศาสนาไม่ได้แน่นอน แพ้เขา พระพุทธศาสนาก็ไม่มาถึงเรา ก็เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าก็ทรงยิ้มแย้มแจ่มใส ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจำไว้ด้วย เพราะว่านักปราชญ์ท่านมีเยอะแล้ว
ประการที่ 2 การจะดูพระ
การดูพระอริยะก็ดูยาก ก็ดูอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าพระที่เราควรจะให้
คือไม่ใช่พระอริยะ เป็นพระผู้ทรงศีลก็ดี เป็นผู้ทรงฌานก็ดี
อย่างนี้สังเกตดูท่านพูดวาจาที่ท่านพูดก็ดี อาการทางกายที่ท่านทำก็ดี ท่านฝ่าฝืนคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าไหม พระพุทธเจ้าบอกว่าตายแล้วเกิด เป็นศัตรูกับพระพุทธเจ้าแน่นอน
ไม่ใช่พระที่พระพุทธเจ้าทรงยอมรับนับถือ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันในพระไตรปิฎกนะ มีในวิมานวัตถุ
ถ้าจะพูดถึงอย่างอื่นก็จะหายาก
ในวิมานวัตถุพูดกันเฉพาะเรื่องเทวดาเรื่องพรหมโดยเฉพาะ มีเรื่องราวมาก
เล่มเบ้อเริ่มเชียว
มีเรื่องไม่รู้ว่าเท่าไหร่
นี่เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงยอมรับว่าเทวดามีพรหมมี สัตว์นรก เปรต
อสุรกายมี นิพพานมี แต่ว่าท่านผู้ใดบอกสัตว์นรกไม่มี เปรตอสุรกายไม่มี นิพพานไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมไม่มี
ท่านผู้นั้นก็หมายความว่าไม่ใช่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ถ้าเอาผ้าเหลืองเขามาครอง
ก็แสดงว่าปลอมตัวเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา
เหมือนกับสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าทรงนิพพานไปแล้วไม่นานนัก
พวกพราหมณ์เข้ามาแทรกเข้ามาบวชในพุทธศาสนา แล้วเอาลัทธิของตัวเข้ามาแทรกแซง ทั้งนี้เพื่อหวังผลประโยชน์ในการทำลายพระศาสนาให้สิ้นไป
ฉะนั้นของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ถ้าจะบำเพ็ญทานบารมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าพระสงฆ์สามเณรในพระพุทธศาสนา
ก็ต้องดูให้ดี ท่านที่ฝ่าฝืนคัดค้านคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างท่านกปิลภิกขุ ตัวของท่านเองก็ดี พาแม่และน้องสาวด้วย ลงอเวจีมหานรก
ก็เพราะว่าคัดค้านคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่กล่าวมา
พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างนี้ท่านก็พูดอย่างโน้น แต่ว่าลีลาของท่านจริง ๆ
เหมือนกับเคารพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ฉะนั้นการที่จะถวายทานแก่พระสงฆ์จัดว่าเป็นจุดสำคัญคือ เนื้อนาบุญ ก็ต้องดูเนื้อนาที่เราจะเห็นสมควรไหม
อย่างพระสงฆ์ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์
ท่านผู้นี้ เราทำบุญด้วยมีผลไม่มากนัก แต่ก็มีผลสามารถให้เราไปสวรรค์ได้ ถ้าจิตใจเราจับอยู่ในพระสงฆ์เป็นนิตย์ เคารพพระองค์ใดองค์หนึ่งจับใจ
อารมณ์ใจจับถือองค์นั้นอยู่เสมอเป็นปกติ
อย่างนี้ถือว่าเป็นฌานในสังฆานุสสติกรรมฐาน
ในเมื่อจิตเป็นฌานในสังฆานุสสติกรรมฐาน ตายแล้วไปเป็นพรหม
ถ้าบังเอิญอารมณ์เราเห็นว่าท่านไม่นิยมในสังขาร คือ ร่างกาย
ไม่ติดในร่างกาย ไม่ติดในวัตถุ เราพลอยไม่ติดไปกับท่าน เราพลอยได้ไปนิพพานกับท่านเหมือนกัน
ถ้าจะถามว่าเฉพาะทรงศีลเฉย ๆ จะไปนิพพานได้รึ
ถ้าอารมณ์ไม่ติดของท่านนั้นแหละมันจะตัดกิเลสไปทีละน้อย ๆ
ในที่สุดท่านก็หมดกิเลส
ท่านก็ไปนิพพาน
ถ้าญาติโยมพุทธบริษัทคบพระเช่นนั้น
ถวายทานกับพระเช่นนั้น มีอานิสงส์เลิศ ถึงไม่เลิศถึงที่สุดก็เลิศ อย่าลืมว่าน้ำฝนตกมาทีละหยาด ๆ
มันก็สามารถจะทำภาชนะให้เต็มได้
การบำเพ็ญกุศลกับพระผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ถึงแม้จะมีอานิสงส์ไม่เลิศก็สามารถทำบารมีของเราให้เต็มได้ คือ ทานบารมี
การทำบุญ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างนี้ คือ
ให้ทานกับคนที่ไม่มีศีลเลย 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับคนที่เคยมีศีลแต่ศีลขาดไปแล้ว
1 ครั้ง หมายความว่ายังมีความดีอยู่บ้าง
ให้ทานแก่คนที่เคยมีศีลแล้วศีลขาด 100 ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับให้ทานกับท่านที่ทรงศีลบริสุทธิ์ 1
ครั้ง
ให้ทานกับท่านที่มีศีลบริสุทธิ์ 100 ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับให้ทานกับท่านผู้ทรงฌาน หรือท่านปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติมรรค 1
ครั้ง
ผู้ปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติมรรคหมายความว่า ท่านที่ปฏิบัติกรรมฐาน แต่ยังไม่ถึงพระโสดาปัตติมรรค จะเป็นขั้นไหนก็ตามอย่างน้อยที่สุด จิตของท่านตัดนิวรณ์ มีความเคารพในพระรัตนตรัยจริง ๆ
ทางศีลบริสุทธิ์ ก็มีอานิสงส์มาก
ให้ทานกับท่านที่ปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติมรรค 100
ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับให้ทานกับพระโสดาปัตติผล 1 ครั้ง
ถวายทานกับพระโสดาปัตติผล 100 ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระสกิทาคามีมรรค 1 ครั้ง
ถวายทานกับพระสกิทาคามีมรรค 1 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระสกิทาคามีผล 1 ครั้ง
ถวายทานกับพระสกิทาคามีผล 100 ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระอนาคามีมรรค 1 ครั้ง
ถวายทานกับพระอนาคามีมรรค 100 ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระอนาคามีผล 1 ครั้ง
ถวายทานกับพระอนาคามีผล 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานกับพระอรหัตมรรค 1 ครั้ง
ถวายทานกับพระอรหัตมรรค 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายทานแด่ปัจเจกพุทธเจ้า 1 ครั้ง
ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า 100 ครั้ง
มีผลไม่เท่ากับถวายทานแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 1
ครั้ง
ถวายทานแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายสังฆทาน 1 ครั้ง
ถวายสังฆทาน 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายวิหารทาน 1 ครั้ง
ตามลำดับการบำเพ็ญทานเป็นอย่างนี้
ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะรู้ได้อย่างไรองค์ไหนเป็นพระอริยเจ้าอย่างนี้รู้ยาก เพราะว่าคนเราติดจริยามากกว่าอย่างอื่น
เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าก็ดี
พระอรหันต์ก็ดี ไม่หัวเราะ ต้องทำหน้าที่เป็นหัวตอ หรือว่าทำปากเป็นสาก เฉย
ๆ หน้าบึ้งหน้าตูมอย่างนี้ก็เลยผิด
ความจริงถ้าเราไม่รู้อะไรมากไม่แน่ใจ ก็ดูจริยาภายนอก ท่านน่ารักไหม
.แล้วจริยาภายนอกก็ต้องคิด
เพราะเวลานี้คนที่สามารถทำปุพเพนิวาสานุสสติญาณให้เกิดขึ้นได้ก็ดี ได้อตีตังสญาณก็ดี อนาคตังสญาณก็ดี หรือว่าจุตูปปาตญาณก็ดี
อนาคตังสญาณก็ดี
หรือว่าจุตูปปาตญาณก็ดี
อนาคตังสญาณก็ดี หรือว่าจูตูปปาตญาณก็ดี ญาณต่าง ๆ เวลานี้ฆราวาสได้กันมาก
นับแสน แต่อาจจะเกินกว่านั้นก็ได้ ท่านลงไปเจอะพระในนรกเยอะ บางท่านบอกว่ารู้จักดี สมัยเมื่อมีชีวิตอยู่มีจริยาเรียบร้อยมาก
น่าเคารพน่าไหว้น่าบูชา
แต่พอไปถามความจริงว่า
เพราะอะไรจึงลงอเวจีมหานรกบ้าง
เพราะอะไรจึงลงโลกันต์บ้าง ก็บอกว่า พลาดพระวินัย
คือใช้เงินของสงฆ์ผิดพลาดบ้าง
เอาของสงฆ์เข้าบ้านบ้าง และใช้ของสงฆ์ เงินที่เขามาถวายใช้ผิดวิธีบ้าง
ทีนี้บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย
ก่อนที่จะให้ทาน ถ้าหวังผลเพื่อเป็นปัจจัยเพื่อนิพพาน ต้องเลือกบุคคลผู้ให้
ถ้าไม่สามารถจะให้ได้ยังไงและจริงใจก็ต้องให้ใช้วิธีถวายสังฆทานดีที่สุด
(คัดย่อจากเรื่องบารมี 10 สอนภายใน ลงในธัมมวิโมกข์
ฉบับที่ 49)
สำหรับการให้ทานนี่บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลายและบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน พยายามให้ทานตามนี้ เพราะว่าการให้ทานครั้งแรก ๆ
ทานนี้ได้พูดไว้แล้วว่ามี พรหมวิหาร 4 เป็นพื้นฐาน คือ เมตตา ความรัก
กรุณา ความสงสาร แต่ทว่าในตอนต้นกำลังใจเราอาจจะหวั่นไหวอยู่มาก
ถ้าไปคิดว่าจะไปให้ทานกับคนที่เราไม่ชอบใจ คือว่าทำให้เราไม่ชอบใจไว้ก่อน ใจอาจจะไม่สบาย
เพราะการให้ทานจะมีผลดีต้องมีเจตนา 3
ประการครบถ้วน นั้นคือ
1. ก่อนจะให้ตั้งใจว่าจะให้
2. ขณะให้อยู่ก็เต็มใจให้
3. เมื่อให้แล้วก็มีความปลื้มใจ มีความอิ่มใจว่าเราทำการสงเคราะห์แล้ว คือให้ทานแล้ว นี่ชื่อว่า เจตนา 3 ประการ
ถ้ามีครบถ้วนมีอานิสงส์มาก
แต่เรื่องของอานิสงส์นี่ก็ต้องดูบุคคลก่อน ถ้าบุคคลผู้รับไม่บริสุทธิ์ คือหมายถึงพระก็ดี ฆราวาสก็ดี ถ้าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์
ผลทานเราก็ลดไป 1 ใน 3
ถ้าเราไม่บริสุทธิ์ก็ลดไปอีกหนึ่ง ถ้าวัตถุทานไม่บริสุทธิ์ด้วย เลยไม่มีผลกันเลย
ฉะนั้น การให้เราต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ วัตถุทานก็ต้องบริสุทธิ์ ไม่ลักไม่ขโมย
ไม่คดไม่โกงใครมา
ยื้อแย่งใครเขามา ผู้รับทานเป็นผู้บริสุทธิ์จึงจะมีอานิสงส์เลิศ
แต่สำหรับทานบารมีนี่ เราต้องการตัดโลภะ
ความโลภคือหวังทำลายกิเลสให้สิ้นไป เราหวังนิพพาน ฉะนั้นการให้ทานเราอาจจะไม่เลือกบุคคลก็ได้ แต่ทว่าต้องดูกันก่อน ในตอนแรก ๆ ก็ต้องเลือก ถ้าไม่เลือกผลมันจะไม่มีความหมาย ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า ถ้าคนที่เราไม่ชอบใจ คิดว่าจะให้ทานเมื่อไร ใจมันก็ย่อมไม่เป็นสุข อารมณ์จะขุ่นมัว
ทีนี้ในเมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ต้องเว้นเสียก่อน เว้นคนที่เขาประกาศตนเป็นศัตรูกับเรา ให้เฉพาะบุคคลที่ไม่เป็นศัตรูกับเรา
ต่อไปก็ความเมตตากรุณามีความสูงขึ้น อารมณ์ของอุเบกขาทรงตัว คือวางเฉย
วางเฉยได้ในอาการของคนอื่น
เราก็ให้ทั้ง ๆ ที่คนที่เราชอบเราไม่ชอบก็ให้
ความจริงการให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานนี่อย่าไปนึกว่ามีผลน้อย ถ้าเราให้บ่อย ๆ มันก็เกิดผลมาก
พยายามให้เพื่อทำให้จิตเป็นสุข นี่ลักษณะการให้ทานต้องค่อย ๆ ทำ
และอีกประการหนึ่ง การให้ทานคิดไว้เสมอว่า คนที่เราให้อย่าไปหวังการตอบแทนของเขา
แต่ว่าบางคนให้แล้วกลับเป็นศัตรูกับเรา เป็นการให้กำลังกับโจร อันนี้ผมโดนมาเยอะแยะแล้ว ขณะที่พูดนี่ก็ยังมีอยู่ ผู้รับผลจากผมเอง ถ้าคิดเป็นเงินเป็นจำนวนแสน ๆ
ไอ้คำว่ารับผลนี่หมายความว่า
เขาเกาะเงาของผมเอาไปหากิน
แต่ว่าคนประเภทนี้ก็ยังคิดว่ามีอยู่เวลานี้ ที่พูดมานี้ไม่ได้พูดให้พวกท่านเจ็บใจ ให้จำไว้อย่างเดียวว่า การให้ทานอย่าหวังผลตอบแทนในชาติปัจจุบัน ก็ต้องคิดไว้ว่าเขาเป็นคนดี ถ้าเขาจะเลวก็เป็นเรื่องเลวของเขา ทำใจให้เป็นสุข
คิดว่าเราให้ทานเพื่อความบริสุทธิ์ของจิต จิตจะได้ตัดโลภะความโลภ
นี่เป็นลักษณะการให้ทาน
และการให้ทานมีอีกแบบหนึ่ง
ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสในเรื่องของ
นางวิสาขามหาอุบาสิกา ว่า บิดาของท่านสอนท่านในขณะที่แต่งงานว่า
เขาให้เราจึงให้ เขาไม่ให้จงอย่าให้ และเขาให้หรือไม่ให้ก็ตาม เราก็ให้
หมายความว่าเขาให้เราจึงให้ เขาไม่ให้เราจงอย่าให้ เขาให้หรือไม่ให้เราก็ให้ นั้นก็หมายความว่า อันดับแรกต้องดูก่อนว่า
คนใดที่เราให้ไปแล้วกำลังใจเรายังอ่อน ยังมีอารมณ์หวั่นไหว
เขาให้ความขอบใจ
ให้ความยินดีในเรา เราจึงให้
ความสดชื่นจะได้มีกับจิต ถ้าเราให้เขาไปแล้ว แต่เขาไม่ให้ หมายความว่า ให้ไปแล้วกลับประกาศตนเป็นศัตรู มีความอกตัญญูไม่รู้คุณคน คนประเภทนี้เราจงอย่าให้ จะทำให้ใจของเราหวั่นไหว
ทีนี้ข้อสุดท้าย
เขาให้หรือไม่ให้เราก็ให้
นั้นก็หมายความว่า
ถ้าคนเขาอดอยากจริง ๆ มีความทุกข์ร้อนเราให้ เราให้โดยคิดว่าเขาจะขอบใจหรือไม่ขอบใจ เขาจะยินดีในเราต่อไปในเบื้องหน้าหรือไม่เป็นเรื่องของเขา เราให้เพื่อเป็นการเปลื้องทุกข์
เราให้ด้วยความเมตตาปรานี
เราตั้งใจว่าเราให้อย่างนี้ เพื่อเป็นการเปลื้องโลภะในจิตของเรา จิตเราจะได้สบาย
อย่างตัวอย่างที่บรรดาพวกเราทั้งหลายและพวกท่านทั้งหลายและญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย เราร่วมกิจกรรมอันหนึ่งกันมาหลายปี
ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสขอให้ตั้ง ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารแล้ว
ก็ทำมาสิ้นข้าวสารไปแล้วเกือบ 10,000 กระสอบ ความจริงถ้าคิดละเอียดก็เกิน 10,000
กระสอบแล้วก็มี ผ้าผ่อน ท่อนสไบ มีของใช้ มีอาหาร มียารักษาโรค คิดจริง ๆ แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 มาถึงวันที่ 29 มกราคม 2527 คิดแล้วเงินหมดไป
ค่าของเงินเกินกว่า 10 ล้านบาท
การให้อย่างนี้เราไม่ได้หวังผลตอบแทน
ทุกคนพร้อม ยินดี แล้วก็ยังให้กันอยู่ การให้อย่างนี้ถือว่าเป็นการให้เพื่อตัดความโลภจริง ๆ
เป็นการสงเคราะห์
ถ้าจะพูดถึงอานิสงส์ก็คล้ายกับท่านเมณฑกเศรษฐี ในชาติรองลงไป ก่อนจะขึ้นมาเป็นเมณฑกเศรษฐี
ชาตินั้นมีวาระหนึ่งในระยะ 3 ปี เกิดข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ท่านถามปุโรหิตก่อนที่จะไปเฝ้าพระราชา ท่านถามว่า ปุโรหิต จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? ท่านปุโรหิตบอกว่า ผมมีหน้าที่ในการพยากรณ์ ผมก็ตรวจชะตาของประเทศตลอดเวลา หลังจากนี้ต่อไป 3 ปี ข้าวจะยากหมากจะแพง ฝนจะแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล โรคคือความหิวที่ไม่มีอาหารจะบริโภคจะเกิดขึ้นกับประชาชน จะมีความยากลำบากมาก
ท่านกลับมาบ้านสั่งทำนาเป็นการใหญ่ ตั้งฉางไว้ถึง 125 ฉาง (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ จำนวนนี้ไม่แน่ อาจจะ 1 หรือ 1,125
ฉาง ผมจำไม่ได้)
ทำข้าวแล้วก็เอาเงินไปซื้อของ ท่านเป็นเศรษฐี ซื้อข้าวใส่จนเต็ม เตรียมไว้กิน ในที่สุดข้าวทั้งหลายเหล่านั้นมันก็หมด
หมดแล้วฝนยังไม่ตกเลย เกิดความลำบากมาก
ต่อมาวันหนึ่งท่านไปเฝ้าพระราชากลับมา ข้าวสารที่บ้านมันเหลือทะนานเดียว
และคนที่บ้านมีตั้ง 5 คน ที่ว่า 5 คน
เพราะว่าอะไร ตอนอด ๆ อยาก ๆ ท่านปล่อยให้คนรับใช้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้
พวกทาสไม่ต้องกลับมาอีก เมื่อข้าวดีอาหารดีจะกลับมาก็ได้ ไม่กลับมาก็ได้
ปล่อยเป็นอิสระ
วันนั้นท่านหิวจัด มาบ้านถามภรรยาว่า ข้าวมีไหม
ภรรยาก็ตอบว่า มี มีอยู่ 1
ทะนาน
ท่านก็เลยบอกว่า ถ้าข้าวต้มเรากินได้ 2 วัน ถ้าหุงกินได้วันเดียว
ภรรยาก็บอก ยังไง ๆ ก็หุง
เมื่อหุงข้าวขึ้น สุกกำลังจะกิน ก็พอดีมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง
ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ
ท่านก็พิจารณาว่าวันนี้จะได้ใครเป็นผู้สงเคราะห์เราบ้าง ก็ทราบว่าคนยากจนกันมาก
ร่างกายมันต้องการอาหาร เวลาที่เข้านิโรธสมาบัติมันไม่หิว เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติมันหิว
ก็เมื่อร่างกายต้องการอาหารก็ต้องหาให้มัน
ทราบด้วยทิพจักขุญาณว่าบ้านนั้นนั่นแหละ (คือบ้านเมณฑกเศรษฐีบ้านนั้น)
ถ้าไปแล้วเขาก็จะถวายแม้ข้าวจะมีทะนานเดียวเขาก็ถวาย
จึงได้เหาะไปจากภูเขาคันธมาทน์ไปยืนอยู่เพื่อรับบิณฑบาต
ท่านเมณฑกเศรษฐีเห็นเข้าก็คิดว่าชาติก่อนเราทำทานไว้น้อยจึงต้องอดอยากอย่างนี้ เราจะกินข้าวทะนานเดียวจะมีประโยชน์แก่เราวันเดียวเท่านั้น
ถ้าเราใส่บาตรจะได้บุญใหญ่ต้องการบุญเพื่อชาติหน้าดีกว่าชาตินี้ยอมอดตาย จึงเอาข้าวไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า
พอใส่ไปไดัครึ่งหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเอาฝาบาตรปิดบาตร บอกว่า พอแล้วโยม
ท่านก็เลยบอกว่า อย่าเพิ่งพอครับ ผมมันเลวมาก
ชาติก่อนให้ทานไว้น้อย
ชาตินี้ขอได้โปรดรับให้หมดไปเพื่อประโยชน์ของผม
พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ทรงรับ แล้วคนทั้งหมดก็ต่างคนต่างอธิษฐาน
ต้องการความเป็นสุขทั้ง 5 คน ภรรยาของท่านอธิษฐานว่า
ขออำนาจบุญบารมีอันนี้ที่ใส่บาตรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เหมือนกับเหวี่ยงชีวิตลงไปในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า
เพราะว่าข้าวมีเท่านั้นไม่ได้กินก็ตายกันแน่ ขอผลบุญบารมีอันนี้ในกาลต่อไป นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าข้าวปลาอาหารที่จะแจกแก่บุคคลผู้ใด
หุงเต็มหม้อแล้วตักไปแล้ว ให้มันแหว่งแค่ทัพพีเดียว จะตักเท่าไรก็ตามที ข้าวก็จะเต็มหม้ออยู่เสมอ
แหว่งแค่ทัพพีต้น
พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านให้พรว่า เอวัง โหตุ แปลว่า ปรารถนาสิ่งใด จงมีความปรารถนาสมหวังทุกประการ
แล้วท่านก็ไป ท่านก็อธิษฐานจิตว่า
เราควรจะทำความดีนี้ให้ปรากฏแก่เศรษฐีและบุคคลทุกคน ท่านเหาะไปภูเขาคันธมาทน์ ท่านบันดาลด้วยกำลังฤทธิ์ของท่านให้ทั้ง
5 คน
เห็นท่านไปตลอดเวลา
พอไปถึงภูเขาคันธมาทน์แล้วก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้านับเป็นพัน มารับบาตรจากท่าน
ท่านก็ใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์จนหมด
ข้าวในบาตรของท่านก็ไม่หมด
ท่านก็ต่างคนต่างฉัน
ทุกคนเป็นแบบนั้นก็ปลื้มใจว่า อำนาจของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นมากมายนัก ต่อมาหันหน้าเข้ามาในบ้าน ท่านมหาเศรษฐีหิวแล้วก็หิวมากขึ้น ใจมันอิ่มแต่ว่าท้องมันหิว จึงถามภรรยาว่า
น้อง
ไอ้ข้าวตังก้นหม้อมันมีไหม
ภรรยาของท่านก็แสนดี คำว่าไม่มีไม่เคยตอบ บอก มีเจ้าค่ะ
ท่านก็เลยบอก ขอข้าวตังฉันเคี้ยวสักนิดเถอะฉันหิวแย่แล้ว
ภรรยาก็ไปเปิดหม้อข้าว ที่ไหนได้ แทนที่จะมีแต่ข้าวตัง
ข้าวสุกเต็มหม้อปรี่
ด้วยอำนาจของพระปัจเจกพุทธเจ้า เลยบอก
นาย..โอ้โฮ ข้าวเต็มหม้ออัศจรรย์จริง ๆ
เมื่อกี้ฉันคดหมดแล้วนะ
ความจริงข้าวตังมันก็ไม่เหลือ ที่ท่านถามฉัน ฉันก็พูดแบบเอาใจ
คิดว่าจะเอาน้ำล้างหม้อให้ท่านบริโภค แต่ที่ไหนได้ข้าวสวยแล้วก็มีกลิ่นหอมมาก นิ่มนวลเหลือเกิน ร้อนกรุ่นเหมือนกับสุกใหม่ ๆ (แต่ความจริงหม้อไม่ได้ตั้งเตา)
ท่านเศรษฐีก็เรียกลูกชาย ลูกสะใภ้
ทาสคือนายบุญไม่ยอมไปไหน
มากินด้วยกันหมด กินหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไอ้ข้าวมันก็ไม่ยอมยุบ
หม้อทั้งหม้อมันเต็ม แล้วก็ร้อนอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องหุงใหม่ เพราะไม่มีข้าวสารจะหุง จึงได้แจกชาวบ้าน
บ้านใกล้เรือนเคียงใครมาก็แจก ๆ แจกกินกันจนอิ่มแล้วก็อิ่มอีก กี่เวลาก็ตาม คนมาเท่าไรก็ตามแจกกันดะ
ในที่สุดคนทั้งบ้านคนทั้งเมืองต่างก็มาขอข้าวสุกจากท่าน ท่านก็แจกทั้งวันทั้งคืน ข้าวไม่ยอมหมด แหว่งไปแค่ทัพพีเดียว
ท่านบอกว่าอานิสงส์แจกไม่เลือกแบบนี้ ทำให้เมณฑกเศรษฐีหนึ่ง
ภรรยาของท่านหนึ่ง ลูกชายของท่านหนึ่ง นางวิสาขามหาอุบาสิกา (สมัยนั้นเป็นลูกสะใภ้) หนึ่ง
และนายบุญทาสีซึ่งเป็นทาสหนึ่ง
มาเกิดร่วมกัน อยู่ในบ้านเดียวกันอีก พ่อก็มาเป็นพ่อ แม่ก็มาเป็นแม่
ลูกชายก็มาเป็นลูกชาย ลูกสะใภ้ก็มาเป็นลูกสะใภ้ นายบุญเคยอธิษฐานในสมัยนั้นว่าขอเป็นทาสเขาต่อไปเธอก็มาเป็นทาสรับใช้
แต่มีวาสนาบารมีเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก เธอไม่ยอมออกจากบ้าน
พอท่านเมณฑกเศรษฐีเกิดขึ้นมาในครรภ์มารดา ปรากฎว่ามีแพะทองคำโตเท่าช้างบ้าง เท่าม้าบ้าง นับเป็นพันตัว
ล้อมบ้านอยู่ และมีสายไหมในปาก อยากจะกินอะไรดึงปั๊บออกมาเป็นขนม นม เนย เป็นอาหารการบริโภค
กินต้มกินแกงแบบไหนมีหมดตามความต้องการ ต้องการผ้าผ่อนท่อนสไบก็ได้ ต้องการ
เพชรนิลจินดาเงินทองเท่าไรก็ได้ เลยดึงกันใหญ่ แค่แพะก็รวยแล้ว
แพะทองคำโตเท่าช้างบ้าง
โตเท่าม้าบ้าง เป็นพันตัว ก็เหลือแหล่
แล้วกลับดึงเงินทองแก้วแหวนจินดาอีก
มันก็รวยกันใหญ่รวยเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ที่มีเงินนับไม่ได้
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรและญาติโยมพุทธบริษัท
การให้ทานในเบื้องต้นมันเป็นสุขอย่างนี้ นั้นหมายความว่าถ้าเรายังไม่เข้าถึงนิพพานเพียงใด เราก็จะเป็นคนที่ไม่มีความทุกข์ในเรื่องวัตถุที่จะพึงใช้พึงกิน จะมีความอุดมสมบูรณ์มาก
ฉะนั้น
การที่บรรดาท่านทั้งหลายมีความเคารพในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค ตั้งใจบำเพ็ญทานบารมี
การตั้งใจบำเพ็ญทานบารมีคิดไว้เสมออย่างนี้ พวกเรานี่คิดจริง ๆ นะ จะมีอะไรเกิดขึ้น สังฆทานนี่เราถวายสังฆทานกันวันยังค่ำ ใครไปใครมาก็สังฆทาน สังฆทานอันนี้มีอานิสงส์เลิศ พระพุทธเจ้าบอกเกิดกี่ชาติ ๆ
ความจนจะไม่พบ
สาธารณทานเราก็ทำ ทำตั้งแต่เชียงรายไปยันที่ไหน
ตะวันออกก็สุด จันทบุรี ตะวันตกก็สุด กาญจนบุรี ทิศใต้ก็สุด ยะลา นราธิวาส
เราก็ทำกันทั้งหมด
ใครเขาอดที่ไหนเราไปกันที่นั้นตามกำลัง ทั้ง ๆ ที่หน่วยของเราศูนย์สงเคราะห์ฯนี้มีทุนน้อย แต่ว่ากำลังใจคนดี เวลาเกิดเรื่องขึ้นมาทีต่างคนต่างร่วมกัน
อย่างนี้คิดว่าองค์สมเด็จพระทรงธรรม์คงจะทรงตรัสว่า ทานของพวกเราคล้ายคลึงทานของท่านเมณฑกเศรษฐี ถ้าบุญบารมีของเรายังไม่เต็มเพียงใด
เกิดกี่ชาติก็เข้าใจว่าเป็นอย่างเมณฑกเศรษฐี แล้วบุญบารมีของท่านเมณฑกเศรษฐีนั้นชาติอีกชาติเดียว ท่านเกิดมาเป็นเมณฑกเศรษฐี ท่านก็เป็นพระอริยเจ้า ฟังเทศน์จบเดียวเป็นพระโสดาบันทั้งหมด
วันนี้ก็จะขอนำเอาพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งครั้งหนึ่งได้พบกับพระองค์
หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเขียนหนังสือมาถาม ทรงพิมพ์เองไม่ได้ใช้ใครเขียนมาถามว่า จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้ไหม อันนี้อาตมาก็ได้ถวายพระพรไปว่า จาคะอย่างเดียวไปนิพพานได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าคำว่า จาคะ แปลว่า
เสียสละ
ถ้าจาคะตัวนี้เรามีกำลังความรู้สึกข้องใจว่าต้องเสียสละ ยังไปนิพพานไม่ได้
จะไปได้ก็เพียงสวรรค์กามาวจรเท่านั้น
ถ้าจาคะตัดคำว่า เสีย ออกเหลือแต่ สละ อย่างนี้มีกำลังใจเข้มแข็งยังไปนิพพานไม่ได้ไปได้แค่พรหมโลก ถ้าจาคะกำลังใจเหลือคำว่า ละ คำเดียวอย่างนี้ไปนิพพานได้
ความจริงการถวายพระพรไม่มีคำอธิบาย
เพราะว่าทราบอยู่ว่าประปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมาก จึงถวายพระพรไปด้วยคำย่อ ๆ
เพียงเท่านี้ก็สามารถเข้าพระทัยได้ดี
อาตมาไม่เคยดูถูกดูหมิ่นปัญญาของท่านว่าถ้าพูดเท่านี้ท่านจะยังไม่รู้
แต่ความจริงแล้วอาตมาทราบดีว่ามีปัญญาความสามารถดีกว่าอาตมามาก พระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งยากที่บุคคลภายนอกจะพึงรู้ได้โดยง่าย เพราะว่าเรื่องภายในไม่มีใครเขาจะรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ปรากฏในน้ำพระทัยของพระองค์ในใจ
ความรู้สึกอย่างนี้รู้กันไม่ได้แม้แต่คนใกล้ชิด นอกจากพระองค์จะทรงตรัสออกมาเท่านั้น
แต่ทว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไต่ถามมามักจะทรงตรัสว่า ผมไม่รู้จะไปถามใคร เวลาถามใคร ๆ เขาก็นิ่งหมด เขาไม่โต้ตอบ
พระองค์อื่นบางทีถามท่าน ถามคำท่านก็ตอบคำ
บางทีถาม 3 คำท่านก็ตอบ 3 คำ
ก็มีหลวงพ่อองค์เดียวที่โต้กันไปโต้กันมาไม่ยอมละ
ถ้าอะไรเป็นเหตุเป็นผลก็ไม่ยอมลดจนกว่าเรื่องนั้นจะขาวกระจ่าง จึงได้ถวายพระพรว่า พระองค์อื่นท่านมีอัธยาศัยนิสัยดี มารยาทดี
จึงไม่ต้อล้อต่อเถียงต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของชาติของประเทศ
สำหรับอาตมานี้ถ้าพูดกันแบบชาวบ้านเขาเรียกว่า คนทะลึ่ง
เป็นอันว่าอะไรก็ตามทีถ้ายังไม่ขาวกระจ่างก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสั่งสนทนาอาตมาก็ไม่ชอบราชาศัพท์ ชอบศัพท์ภาษาลูกทุ่ง
พระองค์ก็ทรงตรัสว่า ผมก็ชอบลูกทุ่งเหมือนกันขอรับ
การคุยภาษาลูกทุ่งกับพระองค์จึงคุยกันได้นาน พระองค์ชอบ
อาตมาก็ชอบ
โดยมากถ้าจะให้ใช้ราชาศัพท์ประเดี๋ยวก็เข้ารกเข้าป่าไป เพราะอะไร เพราะใช้ไม่เป็น
เป็นพระป่าพระดง
คำว่า จาคะ ตัวนี้ถ้าเป็นกรรมฐานเรียกว่า จาคานุสสติกรรมฐาน แปลว่า นึกถึงทานการบริจาคในการที่จะสงเคราะห์บุคคลอื่นให้เป็นสุขไว้เสมอ จิตใจนึกอย่างเดียวว่าเราจะเป็นผู้ให้
จะทิ้งอารมณ์ที่นึกว่าเราจะเป็นผู้แย่งคือว่าแย่งหรือว่าโกงทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตน
อันนี้ไม่มีในจิตของเรามีอารมณ์นึกอย่างเดียวว่าเราต้องการให้เท่านั้นคือให้ให้เขามีความสุข
สำหรับอารมณ์ที่เราจะให้นี้ต้องแบ่งเป็น 3 ขั้น ตามที่กล่าวมา
ถ้าให้ด้วยการเสียสละ
เป็นปัจจัยให้เกิดบนสวรรค์
หรือว่าถ้าจะว่ากันยังไม่ตายก็เป็นปัจจัยให้เกิดความรักแก่บุคคลผู้รับ
เมื่อเรามีคนรักมากเราก็มีความสุขมาก
ไปไหนก็มีแต่การยิ้มแย้มแจ่มใสมีความเคารพซึ่งกันและกัน แสดงความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน
นี่จาคะตัวต้นให้ผลปัจจุบันในชาตินี้มีความสุข ถ้าตายจากชาตินี้ไปแล้วก็ไปสวรรค์ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่ายังมีคำว่าเสียดายอยู่มาก เสียสละจิตใจมันยังดึงจัด ต้องใช้กำลังสูงจึงจะดึงออกได้
ถ้ากำลังสูงยิ่งไปกว่านั้น
คำว่าเสียหายไป ใจคิดว่าเราสละเพื่อความสุขส่วนใหญ่ ของนี้เป็นของนอกกาย แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้ สิ่งใดที่มันเหลือกินเหลือใช้ที่พอจะแบ่งปันกันได้เราจะให้เขาด้วยความสุข
จิตใจยึดอารมณ์อย่างนี้เป็นปกติจนกระทั่งอารมณ์ทรงตัว เรียกว่า ได้ฌานในจาคานุสสติกรรมฐาน เวลาให้ใจก็สบาย สละไปเสีย ของประเภทนี้ไม่หวังผลในการตอบแทน
สำหรับข้อต้นที่ เสียสละ นั้นยังหวังผลในการตอบแทน
เราให้เขาแล้วก็คิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าถ้าเราขัดข้องเขาคงจะให้เราบ้าง อาการอย่างนี้เรียกว่า เสียสละ จิตยังดึงอยู่มาก ยังมีความเสียดาย
กำลังประเภทนี้จึงชื่อว่ากำลังใจยังอ่อนอยู่
สมเด็จพระบรมครูจึงทรงตรัสว่า
ยังไปนิพพานไม่ได้
ไปได้แค่สวรรค์ พรหมก็ยังไปไม่ได้
พอขั้นที่ 2
เข้ามาถึงจุดเรียกว่า สละ คำว่า เสีย หายไป คำว่า สละ นี่กำลังใจเข้มแข็งยิ่งขึ้น
เราสละทรัพย์สินส่วนนี้เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่
ไม่มีกำลังใจหวังผลจะตอบแทนแต่ประการใด
ให้เพื่อเป็นการเชิดชูบำรุงความสุขแก่ท่านผู้นั้นตามกำลังที่เราจะพึงทำได้ เรามีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย ตามที่จะให้ได้ ไม่ใช่ให้หมดตัว การที่จะให้นี้องค์สมเด็จพระชินสีห์กล่าวว่า ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าให้แล้วเราไม่เดือดร้อนจึงควรให้ ถ้าให้เขาไปแล้วเราเดือดร้อนเพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจำเป็นจะต้องกินต้องใช้ตามกาลเวลา
อย่างนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตำหนิ
ว่าการให้อย่างนั้นเป็นความทุกข์
จัดว่า เป็นการเบียดเบียนตนเกินไป สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาไม่ทรงสรรเสริญ
โปรดจำไว้ด้วยไม่ใช่สอนแต่ให้อย่างเดียว ถ้ากำลังใจทำได้อย่างนี้เป็นพรหม เพราะจิตเป็นฌาน
ถ้าตัดตัว ส สะ ออกเสียเหลือแต่ ละ ตัวเดียว คำว่า ละ ตัวนี้แม้แต่ละวัตถุในอันดับแรกมันก็ละ ถ้าเราละวัตถุได้ หมายความว่าจิตไม่ติดในวัตถุ
อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสกับอาตมาเมื่อปี พ.ศ. 2517
วันนั้นเป็นวันเททองหล่อรูป หลวงพ่อปาน เนื่องในงานสร้างพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า
เวลานี้จิตใจของผมไม่มีความห่วงใยในวัตถุแล้วขอรับ
เห็นว่าวัตถุทุกอย่างทรัพย์สินทุกอย่างที่เรารับมานี่มันเป็นมรดกตกทอดจากญาติผู้ใหญ่
แต่ว่าญาติผู้ใหญ่ที่หาไว้ให้นั้นก็ปรากฎว่าทุกท่านเวลานี้ไม่มีใครอยู่เหลือเลย ตายหมด
แต่ละท่านที่ตายไปแล้วไม่มีใครแบกภาระคือทรัพย์สมบัติไปได้เลย
ปล่อยทอดทิ้งไว้ให้คนอื่นปกครองต่อไป ที่เสียหายไปก็มาก
ทรงตรัสต่อไปว่า
ผมไม่ติดใจในวัตถุ ไม่เยื่อใยในวัตถุ มียังไงกินอย่างนั้น มียังไงใช้อย่างนั้น มีความต้องการอย่างเดียวถ้ามีวัตถุขึ้นมาถ้าสามารถจะแจกจ่ายหรือหาทางทะนุบำรุงบรรดาปประชาชนทั้งหลายโดยทั่วหน้าให้มีความสุขได้อย่างนี้ผมพอใจ
อารมณ์อย่างนี้เขาเรียกว่า อารมณ์ละ ไม่ติดในวัตถุ
ถ้าอารมณ์ละไม่ติดในวัตถุมีแต่ว่าเราจำจะต้องรักษามันไว้บ้าง
เพราะร่างกายยังมีอยู่มันยังต้องกินต้องใช้
ถ้าเสียหายไปแล้ว
เราก็ไม่ห่วงใยในมัน แต่ว่าถ้าสิ่งใดอันมีอยู่ก็รักษาด้วยดี
อย่างนี้เป็นอารมณ์ใจของบุคคลผู้ละ
ถ้าเราไม่ติดในวัตถุต่อไปกำลังใจมันก็สูงมันก็ละคือไม่ติดในขันธ์ 5 คือร่างกาย เพราะว่าการที่จะละได้จริง ๆ ในด้านวัตถุต้องเป็นคนมีปัญญาจริง
ๆ ที่เขาเรียกว่า วิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาญาณก็คือตัวปัญญานั่นเอง
มีปัญญาพิจารณารู้แจ้งตามความเป็นจริง
รู้ว่าสิ่งทั้งหลายในโลกว่ามีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา และก็มีการสลายตัวไปในที่สุด
ทรัพย์สินก็ดี ร่างกายก็ดี เวลาตายแล้วเราเอาไปไม่ได้สักอย่าง สิ่งที่จะได้ไปเมืองผีนั้นก็คือความชั่วกับความดี
ถ้าเราดึงความชั่วไปเราก็มีความเป็นทุกข์ รับผลของความเป็นทุกข์ ถ้าดึงความดีไปก็รับผลคือความเป็นสุข
เมื่อเราละวัตถุได้จิตใจคิดอย่างนี้ก็เลยละร่างกายคือขันธ์ 5 ได้ เห็นว่าร่างกายมันแก่ก็เป็นธรรมดาของร่างกาย
ร่างกายมันป่วยก็เป็นธรรมดาของร่างกาย
จำจะต้องรักษาก็รักษาเพื่อระงับทุกขเวทนา
ระงับไหวก็ไหว ไม่ไหวก็ตามใจ
ในเมื่อมันจะตายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ 5 เกิดมาแล้วมันก็ต้องตาย ใจก็มีความสุข จิตไม่เกาะทั้งวัตถุ
จิตไม่เกาะร่างกาย
ไม่เกาะวัตถุนอกกาย
ไม่เกาะทั้งกาย ไม่มีอารมณ์เกาะใด ๆ ไม่เกาะอยู่ในมนุษยโลก ละมนุษยโลก จิตไม่เกาะอยู่ในเทวโลก คือมีอารมณ์ละเทวโลก จิตไม่เกาะในพรหมโลก มีอารมณ์ละพรหมโลก จิตปรารถนาอย่างเดียวคือ ความดับไม่มีเชื้อ ดับความโลภ ความโกรธ ความหลง
ต้องการดับความโลภ ด้วยทาน
การบริจาค คือจาคะ
ดับความโกรธ ด้วยมี เมตตา กรุณา
มีความรักมีความสงสาร ปรารถนาในการเกื้อกูล
ดับความหลง
ด้วยการไม่ติดอยู่ในวัตถุ
ไม่ติดอยู่ในร่างกาย
ไม่ติดอยู่ในโลกใดใดทั้งหมด
จิตใจของบุคคลทั้งหลายทำได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนีกล่าวว่า ท่านตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ ใจของบุคคลนั้นเมื่อร่างกายตายใจก็ไป นิพพาน
(คัดย่อจากเรื่องบารมี สอนภายใน
ลงธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 113)